หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • เพิ่งตื่นสางเผือกร้อน “รง.4” ลดทุกขั้นตอนเร่งแก้ปัญหา

    เพิ่งตื่นสางเผือกร้อน “รง.4” ลดทุกขั้นตอนเร่งแก้ปัญหา

    ในที่สุดปัญหาใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน หรือ “ใบรง.4” ที่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศร้องเรียนถึงความล่าช้า แถมยังถูกตราหน้าเป็นตัวถ่วงการลงทุน ขณะที่นักลงทุนบางรายอ้างว่า ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ ถึงจะได้ใบอนุญาตเร็วขึ้น ก็ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. หยิบขึ้นมาแก้ปัญหาในอันดับแรกของกระทรวงอุตสาหกรรมทีเดียว! “พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง” ผบ.ทอ. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. ได้สั่งการชัดเจนให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมต้องออกใบอนุญาต รง.4 ให้ผู้ประกอบการให้ได้ภายใน 30 วัน ภายในวันที่ 1 ก.ค.นี้ ซึ่งจากเดิมกระบวนการขั้นตอนในการออกใบอนุญาตนี้ต้องใช้เวลานานถึง  3 เดือนทีเดียว และแม้ว่าได้ลดลงมาเหลือเพียง 45 วันแล้วก็ตาม ไม่เพียงเท่านี้ยังสั่งการให้ปรับกระบวนการอนุญาต พร้อมตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและนักลงทุน เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารการจัดทำผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ย้อนปัญหาการออกใบอนุญาต รง.4 ที่ผ่านมา เริ่มขึ้นในปี 55 สมัยที่ “ม.ร.ว. พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์” นั่งเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโรงงานบางประเภทที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม โดยมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ทำหน้าที่กลั่นกรองโรงงานต่าง ๆ ก่อนอนุมัติใบ รง.4 โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการตรวจสอบโรงงานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เข้มข้นขึ้น จากเดิมเป็นหน้าที่ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ส่งผลให้เกิดปัญหาขึ้นทันที จากเดิมที่ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมแห่งเดียว กลายเป็นว่า ต้องรอจากคณะกรรมการกลั่นกรองฯ อีกชั้น ซึ่งผู้ประกอบการมองว่า เป็นเรื่องที่ซ้ำซ้อน ที่สำคัญยังต้องใช้เวลานาน เพราะหากเอกสารไม่ครบก็ต้องรอที่ประชุมคณะกรรมการชุดนี้พิจารณา ซึ่งต้องใช้เวลานานนับเดือน ปัญหานี้ได้ทำให้บรรดาคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ต้องออกโรง… ร่อนหนังสือด่วนถึง “ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์” ขอให้ยกเลิกคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ทันที เพราะเป็นอุปสรรคสำหรับภาคเอกชนอย่างมาก กว่าจะได้ใบอนุญาตต้องใช้เวลานานมาก แต่กระทรวงอุตสาหกรรมยังยืนกรานการใช้แนวทางคณะกรรมการกลั่นกรองฯ เหมือนเดิม ปัญหานี้มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ การร้องเรียนจากฝั่งผู้ประกอบการธุรกิจพลัง งาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ติดโครงการโรงไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านที่อยู่อาศัย (โซลาร์รูฟท็อป) ที่ติดปัญหาการขอใบ รง.4 ล่าช้ามาก จนไม่สามารถติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้ จนกลายเป็นศึก 2 กระทรวง เพราะกระทรวงพลังงานระบุว่า มีพ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ไม่ต้องขอใบ รง.4 ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม ยืนกรานว่า จะอย่างไรก็ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ตีกันไปตีกันมา…ไร้ข้อสรุป! สุดท้าย! คสช. ต้องออกมาแก้ปัญหาโดยให้โซลาร์รูฟท็อป และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ขนาดไม่เกิน 1,000 กิโลวัตต์ ไม่ต้องขอใบ รง.4 ซึ่งทำให้บรรดาผู้บริหารกระทรวงอุตสาห กรรมเหมือนรู้ชะตากรรมตัวเอง เพราะก่อนหน้าที่ คสช.จะเดินทางมาตรวจเยี่ยมกระทรวงอุตสาหกรรมเพียง 3 วัน ก็ประกาศยกเลิกคณะกรรมการกลั่นกรองฯ เจ้าปัญหาทันที หลังดื้อด้านทำให้เกิดปัญหามากว่า 2 ปี โดยให้เหตุผลสั้น ๆ ว่า เพื่อลดขั้นตอนการขอใบอนุญาต !!! ขณะเดียวกันกรมโรงงานอุตสาหกรรม ก็ปรับลดขั้นตอนที่ล่าช้าให้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเตรียมเอกสาร ที่ตั้งบุคคลที่ 3 เข้ามาดูแลโดยเฉพาะ จากเดิมให้รวบรวมมายื่นที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ออกใบอนุญาตรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านในพื้นที่ หากผู้ประกอบการมีเอกสารครบถ้วนตามเงื่อนไข จะให้มายื่นเอกสารได้ที่กรมโรงงานอุตสาห กรรม หรืออุตสาห กรรมจังหวัด เชื่อว่าขั้นตอนต่าง ๆ ที่ปรับใหม่ สามารถออกใบอนุญาตใบ รง.4 ได้ตามนโยบายของ คสช. โดยปัจจุบันยังมีโรงงานที่รอใบอนุญาต รง.4 ที่กรมฯ ประมาณ 200-300 ราย “ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์” อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม บอกว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ก็เพื่อให้รวดเร็วขึ้น แต่ขณะเดียวกันประชาชน ต้องได้รับการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้นด้วย เพราะฉะนั้นหากให้ใบอนุญาต รง.4 ไปแล้ว แต่โรงงานกลับทำผิดเงื่อนไข ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในชุมชน กรมโรงงานอุตสาหกรรม สามารถสั่งปิดโรงงานชั่วคราว เพื่อให้ปรับปรุงแก้ไขได้ รวมทั้งหากเติร์ดปาร์ตี้ หรือบุคคลที่ 3 ดำเนินการบกพร่อง ก็สามารถสั่งปรับได้เช่นกัน และหากเติร์ดปาร์ตี้คิดค่าใช้จ่ายแพงเกินจริงก็สามารถมาขอใบอนุญาตกับ กรอ.ได้เหมือนเดิมเช่นกัน เมื่อปัญหาของ รง.4 ได้รับการแก้ไขปัญหาโดยเปลี่ยนเงื่อนไขทุกอย่างให้กระชับแล้ว ต้องจับตาต่อไปว่า ปัญหาความล่าช้า หรือเสียงร้องเรียนจากภาคเอกชนถึงการจ่ายเงินนอกระบบ ยังคงมีอยู่อีกหรือไม่ เพราะถ้าทุกอย่างยังเป็นปัญหาการร้องเรียนเดิม ๆ ก็เท่ากับว่า เกิดจากคนไม่ใช่จากระบบ… ถือเป็นการชี้ชะตาสำคัญของ “ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์” อธิบดี กรอ. คนปัจจุบัน และตำแหน่งของ “วิฑูรย์ สิมะโชคดี” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนปัจจุบัน ว่าจะอยู่จนครบวาระเกษียณในเดือน ก.ย. 57 นี้หรือไม่?. จิตวดี เพ็งมาก

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เพิ่งตื่นสางเผือกร้อน “รง.4” ลดทุกขั้นตอนเร่งแก้ปัญหา

  • “โฆสิต” แนะลดละเลิกประชานิยม

    “โฆสิต” แนะลดละเลิกประชานิยม

    นายโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฏ์  ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่าการเมืองที่สงบทำให้นักลงทุน และนักท่องเที่ยวเกิดความเชื่อมั่นอาจจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น ซึ่งนโยบายการบริหารประเทศของคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ(คสช.)เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้วต้องให้กำลังใจในการทำงาน โดยส่วนตัวอยากเห็นการลด ละ เลิกโครงการประชานิยมอย่างชัดเจนเพราะที่ผ่านมาทำให้เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น หรือมีการนำเงินล่วงหน้ามาใช้ เช่น โครงการรถยนต์คันแรก เป็นต้นทำให้การบริโภคในประเทศช่วงนี้ลดลง   ดังนั้นจึงไม่สามารถประเมินได้ว่าความต้องการสินเชื่อครึ่งปีหลัง(ก.ค.-ธ.ค.)จะปรับเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ธนาคารยังคงเป้าสินเชื่อไว้ว่าจะโตประมาณ 4-5% จากจีดีพีอยู่ที่ 2-3% จากที่ก่อนหน้านี้จีดีพีอยู่ที่3%สินเชื่อโต 5% นายวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ  กล่าวว่า ธนาคารได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองเช่น ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ค้าปลีก และบริการ  โดยเพิ่มวงเงินสินเชื่อ เพื่อใช้สำหรับหมุนเวียนในกิจการหรือให้เป็นเทอม โลน  ให้ดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งจะพิจารณาระดับความรุนแรงของผลกระทบและความเหมาะสมเป็นรายกรณี   รวมทั้งปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ทั้งปรับลดจำนวนการผ่อนชำระเงินต้นและขยายเวลาชำระหนี้ออกไปสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน หรือกำหนดเวลาการปลอดชำระเงินต้นสูงสุดไม่เกิน 6 เดือน และผ่อนปรนดอกเบี้ย  คาดว่ามีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ1,000 ราย เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ธ.ค.นี้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “โฆสิต” แนะลดละเลิกประชานิยม

  • คตร.สั่งทบทวนลงทุน 28 โครงการ

    คตร.สั่งทบทวนลงทุน 28 โครงการ

    พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เปิดเผยว่า ได้รายงานผลการตรวจสอบโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่มีวงเงินลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 28 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 40,000 ล้านบาท ให้กับคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคสช. เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา รับทราบ โดยได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแต่ละกลับไปทบทวนความเหมาะสมของโครงการ ทั้งเรื่องของแผนงาน การประกวดราคา และราคากลาง จากนั้นจึงเสนอให้คตร.พิจารณา ภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้“ทั้ง 28 โครงการ เป็นโครงการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณตามรายจ่ายงบประมาณประจำปี 57 และทำไว้ต่อเนื่องและได้รับการจัดสรรงบมาแล้วแต่ยังไม่ได้ดำเนินการ จึงต้องให้คตร.มาตรวจสอบว่า แต่ละโครงการเหมาะสมที่จะทำต่อ หรือยกเลิก และทบทวนวงเงิน ราคากลางเป็นหลัก โดยตอนนี้มีโครงการที่เข้าข่ายต้องยกเลิกแล้ว 2 โครงการของกรมชลประทาน เป็นการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ซึ่งจะต้องมาดูว่า เป็นโครงการที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์กับประชาชนหรือไม่”ทั้งนี้ หัวหน้าคสช. ยังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการขนาดใหญ่ไปพิจารณาความเหมาะสมของขั้นตอนการประกวดราคา โดยยึดแนวทางเดิมของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) กำหนด ที่จะต้องมีความโปร่งใส และประกาศลงเว็ปไซด์ พร้อมทั้งยังให้ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเข้ามาร่วมสังเกตการ เพื่อให้การกำหนดราคากลางมีความเหมาะสมและเป็นจริงมากที่สุด และอาจจะมีราคาที่ลดลงจากเดิมด้วยนอกจากนี้ การตรวจสอบ 8 โครงการที่ประชาชนสนใจ ล่าสุดคณะอนุกรรมการฯของคตร.อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำรายละเอียดมาชี้แจง เช่น โครงการจัดหารถรุ่นใหม่สำหรับบริการเชิงพาณิชย์ จำนวน 115 คัน และโครงการจัดหารถจักร จำนวน 126 คัน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) รวมถึงโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (54-60) ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือทอท. ที่ล่าช้าจากแผนมาก ขณะที่โครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ของกระทรวงศึกษาธิการนั้น ก็ได้มอบหมายให้ฝ่ายสังคมจิตวิทยาไปหารือกับกระทรวงศึกษา เพื่อนำเงินจากการดำเนินโครงการดังกล่าวไปใช้ในโครงการอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันแล้ว"ในโครงการอื่นเช่น กองทุนส่งเสริมการนุรักษ์พลังงาน ของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ก็ต้องไปตรวจสอบว่าเวลาที่อนุมัติโครงการไป เป็นเหมือนเบี้ยหัวแตก อยากให้ทำเป็นแพ็คเก็ต ให้มีผลการใช้เงินที่เหมาะสม"รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้ทำหนังสือลับมากถึงประธานและกรรมการผู้จัดการของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง โดยหนังสือระบุว่า คสช. มีคำสั่งให้กระทรวงการคลังดำเนินการตรวจสอบโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งทุกโครงการที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและป้องกันการรั่วไหวของการใช้เงินลงทุน สคร.จึงขอให้รัฐวิสาหกิจที่ได้รับหนังสือ ส่งข้อมูลรายละเอียดโครงการลงทุนมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ที่กำลังดำเนินการและยังไม่ผูกพันบุคคลภายนอก ให้ สคร. พิจารณาเห็นชอบก่อนที่จะดำเนินการลงทุนหรือจัดซื้อจัดจ้างต่อไปอย่างไรก็ตาม สคร. ได้ตัดสินใจช่วงสุดท้ายที่จะไม่ส่งหนังสือดังกล่าวไปยังรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เช่น ธนาคารกรุงไทย บริษัท ปตท. บริษัท การบินไทย บริษัท การท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และ บริษัท อสมท. เนื่องจากมีมูลค่าลงทุนแต่ละโครงการการสูง หากเกิดการระงับไปอาจส่งผลกระทบกับราคาหุ้นของบริษัทอย่างรุนแรง และทำให้ตลาดหุ้นผันผวนอย่างมาก แต่จะใช้วิธีการปรับเปลี่ยนให้คณะกรรมการชุดใหม่เข้าไปดูแลโครงการทั้งหมดแทน“มาตรการควบคุมการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ตามคำสั่งของ คสช. เชื่อว่าจะเป็นการป้องกันไม่ให้คณะกรรมการชุดเก่าทิ้งทวนอนุมัติโครงการจนเกิดความเสียหาย รวมถึงเป็นมาตรการอีกระดับหนึ่งที่จะกดดันให้กรรมการชุดเก่าลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้ตั้งกรรมการชุดใหม่เข้าไปดูแลหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ”สำหรับโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ 57 มีจำนวน 346,000 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจริง ณ 14 พ.ค.ที่ผ่านมาแล้ว วงเงิน 71,700 ล้านบาท หรือ 20% ของงบลงทุน โดยรัฐวิสาหกิจที่มีงบลงทุนมากที่สุดได้แก่ บริษัท ปตท. วงเงิน86,900 ล้านบาท, การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) วงเงิน 50,400 ล้านบาท, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) วงเงิน 38,000 ล้านบาท, บริษัทการบินไทย วงเงิน 27,100 ล้านบาท, การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)วงเงิน 25,100 ล้านบาท, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) วงเงิน 18,600 ล้านบาท, บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) วงเงิน17,600 ล้านบาท, การไฟฟ้านครหลวง วงเงิน 13,800 ล้านบาท และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (กสท.) วงเงิน10,500 ล้านบาท เป็นต้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คตร.สั่งทบทวนลงทุน 28 โครงการ