หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 17 มิถุนายน 2557 ปิดตลาดภาคเช้าบวก 1.95  จุด

    ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 17 มิถุนายน 2557 ปิดตลาดภาคเช้าบวก 1.95  จุด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้(17มิ.ย.)ดัชนีปรับตัวขึ้นทันทีที่เปิดตลาดจากนั้นเคลื่อนไหวผันผวนบวกลบสลับกันตลอดช่วงเช้าเพราะมีแรงซื้อขายทำกำไรโดยหุ้นพลังงานยังเป้นกลุ่มที่มีความเคลื่อนไหวที่สำคัญของตลาดในช่วงเช้าที่ผ่านมารวมถึงหุ้นตามกระแสข่าวเช่น พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค,และทรูที่มีมูลค่าการซื้อขายค่อนข้างมากพร้อมกันนั้นนักลงทุนรอผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)วันที่18มิ.ย.นี้และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ในระยะถัดไปที่คาดว่าจะประกาศออกมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าที่ 1,473.80จุดเพิ่มขึ้น 1.95จุดหรือ 0.13%ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 22,547.93ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันที่ 17 มิถุนายน 2557 ปิดตลาดภาคเช้าบวก 1.95  จุด

  • เสนอคุม3โรคต้องห้ามเพิ่มก่อนทำใบขับขี่

    เสนอคุม3โรคต้องห้ามเพิ่มก่อนทำใบขับขี่

    นายอัฌษไธค์  รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยหลังประชุมกับตัวแทนแพทยสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปการปรับเงื่อนไขใบรับรองตรวจสุขภาพสำหรับผู้ขอใบขับขี่รถยนต์ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการไตรภาคี 3 ฝ่าย  โดยมีนายวัฒนา พัทรชนม์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการเป็นประธาน เพื่อหาข้อสรุปเงื่อนไขได้ภายใน 30 วัน  จากนั้นไปจัดทำแนวปฏิบัติคาดว่าใช้เวลาอีก 1–2 เดือน   “เรื่องนี้ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ  เพราะมีรายละเอียดและต้องคำนึงว่าจะเป็นการเพิ่มภาระต่อประชาชนด้วยหรือไม่ จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ ให้ตัวแทนภาคประชาชนและผู้ประกอบการเข้าร่วมด้วย เพราะการตรวจสอบโรคกับการกำหนดว่ามีความสามารถขับรถได้หรือไม่ อยู่ที่การพิจารณาของแพทย์ รวมทั้งต้องหาทางทำให้ผู้ขับขี่ต้องมีส่วนรับผิดขอบต่อสังคมและมีจิตสำนึกด้วย” พล.อ.ต.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา เปิดเผยว่า ได้เสนอกลุ่มโรคที่จะต้องควบคุมก่อนขอใบขับขี่ คือ ผู้ป่วยหัวใจ โรคเบาหวานขั้นรุนแรง และผู้ป่วยโรคลมชัก เนื่องจากผลการศึกษาในสหรัฐฯ และยุโรป พบว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด อันดับแรกมาจากเมาสุรา  รองลงมาเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคลมชัก ซึ่งข้อมูลนี้ใกล้เคียงกับประเทศไทยและประเทศอื่นๆทั่วโรค โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคลมชักในไทยมีอยู่ 2–4% ของพลเมือง 65 ล้านคน  หรือมีผู้ป่วยโรคลมชักรวม  1.2–2.4 ล้านคน ในจำนวนนี้คาดว่ามีหลายแสนคนที่มีใบอนุญาตขับขี่รถ ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงต่อผู้ใช้รถใช้ถนน “ภายใน 30 วันจะต้องมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน โดยการศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลจากประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป รวมทั้งผลวิจัยต่างๆ   แต่อาจนำไปสู่การปฏิบัติได้ยาก จึงต้องไปพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงและกฎระเบียบของกรมการขนส่งทางบก” พล.อ.ต.อิทธพรกล่าวว่า  ในระหว่างที่จะต้องรอขั้นตอนการประกาศเพื่อให้มีผลบังคับใช้นั้นต้องใช้ระยะเวลา ยังได้เสนอให้มีการจัดทำโครงการเซฟตี ไดรฟ์เวอร์ เพื่อเชิญชวนให้ผู้ประกอบการรถขนส่งสาธารณะจัดส่งพนักงานขับรถเข้าร่วมในการตรวจสุขภาพโรคที่อาจเป็นอันตรายต่อการขับรถเหล่านี้ และมีใบรับรองให้   หากพบเป็นโรคต้องห้ามจะได้รักษาทันท่วงที  และจะเกิดผลดีต่อผู้ขับรถที่จะทำให้ผู้ประกอบการต้องดูแลใส่ใจสุขภาพของผู้ขับขี่   ทั้งนี้ใบรับรองแพทย์ที่ใช้ในปัจจุบันเป็นการตรวจสุขภาพว่าไม่มีปัญหาต่อการขับขี่ แต่ไม่ได้กำหนดโรคหลักที่มีผลกระทบต่อใบขับขี่  ดังนั้นในหลักปฏิบัติซึ่งเป็นหลักสากล จะต้องให้ผู้ขับขี่กรอกประวัติเพื่อรับรองตัวเองว่าเคยเป็นโรคอะไรอย่างไร หรือไม่ และหากให้ข้อมูลเป็นเท็จจะต้องมีบทลงโทษด้วย อีกส่วนหนึ่ง คือ การตรวจสอบโรคที่สำคัญจะต้องอยู่ที่การวินิจฉัยของแพทย์ที่จะกำหนดว่าแต่ละ โรคอาการขนาดไหนที่ต้องห้ามขับรถ และอาการใดที่ยังขับรถได้   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันกฎหมายกำหนดโรคต้องห้ามในการขับขี่รถยนต์เพียง 5 โรค คือ ไม่เป็นโรคติดต่อเป็นที่รังเกียจ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต ไม่ติดสุรา ยาเสพติด หรือวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอและไม่เกี่ยวข้องกับการขับรถและไม่สามารถป้องกันภัยในการขับรถ แต่ข้อบังคับใหม่ที่แพทยสภาเสนอจะเป็นโรคที่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถโดยตรง ประกอบด้วย โรคระบบประสาท เช่น โรคลมชัก  โรคหัวใจ สำหรับขั้นตอนการยื่นขออนุญาตใบขับขี่ในปัจจุบัน กำหนดว่าต้องเป็นผู้ที่มีอายุ 18 ปี บัตรประชาชนตัวจริงพร้อมสำเนา ใบรับรองแพทย์ตัวจริง ไม่เกิน 1 เดือนที่รับรองว่าไม่มีโรคประจำตัวที่อาจเป็นอันตรายขณะขับรถ ส่วนผู้ที่มีร่างกายพิการ เช่น แขนขาดข้างเดียว ขาขาดข้างเดียว ตาบอดข้างเดียว ลำตัวพิการ หูหนวก. จะต้องขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ขนส่งฯ ก่อน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เสนอคุม3โรคต้องห้ามเพิ่มก่อนทำใบขับขี่

  • คลังรื้อบอร์ด เล็งปรับเกณฑ์จ่ายโบนัสรัฐวิสาหกิจ

    คลังรื้อบอร์ด เล็งปรับเกณฑ์จ่ายโบนัสรัฐวิสาหกิจ

    รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการปลดคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจหลายแห่งออกจากตำแหน่งเพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการหารือกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ว่าจะใช้อำนาจของประทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่เปลี่ยนแปลงกรรมการของรัฐวิสาหกิจ หรือจะใช้อำนาจของ คสช.ปลดกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อให้การดำเนินการรวดเร็ว ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคสช.ได้ส่งสัญญาณให้กรรมการรัฐวิสาหกิจที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลเก่าและได้รับการแต่งตั้งเข้ามาอย่างไม่มีความเหมาะสมให้ลาออกจากตำแหน่งแต่ปรากฎว่าผ่านมาหลายสัปดาห์กรรมการของรัฐวิสาหกิจไม่ยังไม่ยอมลาออกขณะนี้มีเพียงกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทย บริษัท ปตท. และธนาคารกรุงไทยลาออกจากตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังมีกรรมการอีกหลายวิสาหกิจ รวมถึงแบงก์รัฐยังไม่ยอมลาออก จึงต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดต่อไป “กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นเหมือนเจ้าของมีอำนาจการเปลี่ยนกรรมการได้ทุกเมื่อแม้ว่ากรรมการคนนั้นจะไม่ทำอะไรผิดแต่คลังคิดว่ากรรมการใหม่ที่จะตั้งเข้าไปแทนมีความสามารถและเหมาะสมมากว่าซึ่งคงไม่ต้องใช้อำนาจของ คสช. มาปลดกรรมการให้ออกจากตำแหน่ง” นอกจากนี้ คสช.ได้ให้กระทรวงการคลังทำรายละเอียดการจ่ายผลตอบแทนและโบนัสให้กับพนักงานรัฐวิสาหกิจเพื่อทำการแก้ไขให้การจ่ายผลตอบแทนมีความเหมาะสม และไม่สูงเกินไปหลังพบว่าปีที่ผ่านมีรัฐวิสาหกิจหลายแห่งจ่ายโบนัสให้พนักงานสูงเกินจริง เช่นบริษัทท่าอากาศยานไทย ที่จ่ายโบนัสให้พนักงานถึง 11 เดือน สำหรับข้อมูลที่คลังเตรียมชี้แจงให้คสช. จะชี้ให้เห็นว่าการจ่ายผลตอบแทนและโบนัสของรัฐวิสาหกิจมี 2 ส่วนในส่วนแรกรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ สามารถจ่ายผลตอบแทนและโบนัสได้ไม่มีเพดานประกอบด้วย บริษัทการท่าอาการยานไทย บริษัท การบินไทย บริษัท ปตท. และบริษัท อสมท.ส่วนรัฐวิสาหกิจที่ไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์การจ่ายผลตอบแทนจะมีขั้นบันไดเงินเดือนชัดเจนและการจ่ายโบนัสต้องเป็นตามการประเมินผลงานหากได้คะแนนมากได้โบนัสมากและได้คะแนนน้อยก็ได้โบนัสน้อย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเกณฑ์การประเมินผลงานมีคะแนนเต็ม5 คะแนน ได้โบนัสตั้งแต่ 1-8 เดือน คะแนนต่ำสุด 1 คะแนน จ่ายโบนัสได้ไม่เกิน 2เดือน และหากได้คะแนนเต็ม 5 คะแนน จะจ่ายโบนัสได้ถึง 8 เดือนแต่มีเงื่อนไขว่ารัฐวิสาหกิจที่จ่ายโบนัสต้องมีการดำเนินงานมีกำไรหากขาดทุนจ่ายโบนัสไม่ได้ถึงแม้ว่าจะได้คะแนนประเมินผลงานออกมาดีก็ตาม รายงานข่าว กล่าวว่า กระทรวงการคลังต้องการแก้ไขการจ่ายโบนัสดังกล่าวหากต้องการให้รัฐวิสาหกิจน้อยลงและต้องให้รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ใช้เกณฑ์การจ่ายโบนัสเดียวกันกับรัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ขณะเดียวกัน ในส่วนคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลที่คาดว่าจะยื่นใบลาออกจากการเป็นกรรมการ ทั้ง 3 ราย เพื่อแสดงสปิริตให้เกิดการสรรหากรรมการใหม่ประกอบด้วย พล.ท.รุจวินท์ กิจวิทย์, นายวีรภัทร ศรีไชยา และพล.ต.ต.สุรสิทธิ์สังขพงศ์ เนื่องจากเป็นกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งจาก ครม.ในชุดของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังรื้อบอร์ด เล็งปรับเกณฑ์จ่ายโบนัสรัฐวิสาหกิจ