หมวดหมู่: ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

ข่าวการตลาด เศรษฐกิจ

  • สนข.เดินหน้าประกวดราคาระบบตั๋วร่วม

    สนข.เดินหน้าประกวดราคาระบบตั๋วร่วม

    รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) ได้แจ้งความคืบหน้าการดำเนินโรงการระบบตั๋วร่วมคมนาคมว่า ขณะนี้อยู่ขั้นตอนพิจารณาคุณสมบัติเทคนิคของผู้เข้าประกวดราคาโครงการระบบตั๋วร่วมคมนาคม 4 ราย ประกอบด้วย กลุ่มอินดราจากสเปนและบริษัทไทยบิทิสคิวตี้ปริ้นติ้ง จำกัด  กลุ่มบีเอสวี  ซึ่งประกอบด้วย  บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)หรือ บีทีเอสซี ของไทยเป็นแกนนำ พร้อมด้วยบริษัท สมาร์ทแทรฟฟิค จำกัด และกลุ่มวิกซ์จากออสเตรเลียร่วม นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเอที ซึ่งมีบริษัทไทยทรานสมิทชั่นอินดัสตรี้ ร่วมกับเอเซอร์ และกลุ่มเอ็มเอส ซึ่งมีกลุ่มเอ็มเอสไอจากสิงคโปร์ ร่วมกับบริษัทสามารถ คอมเทค จำกัด ของไทย สำหรับขั้นตอนจากนี้จะเปิดซองราคาประมูล หากรายใดผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติด้านเทคนิค และเสนอราคาต่ำสุดจะได้เป็นผู้ชนะในการเปิดประมูล “เบื้องต้นมี 2 ราย ที่ผ่านคุณสมบัติด้านเทคนิคแล้ว แต่ต้องพิจารณาให้ครบก่อนจึงจะตอบได้ว่าผ่านทุกกลุ่มหรือไม่ หากพิจารณาเสร็จแล้ว ในเดือนก.ค.จะสามารถลงนามในสัญญากับบริษัทที่ชนะการประกวดราคา และสามารถเริ่มดำเนินงานได้ในเดือนส.ค.57 นี้” รายงานข่าวแจ้งเพิ่มว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ ระยะแรก ตั้งแต่เดือนส.ค.57 จะเป็นการออกแบบรายละเอียด การเขียนระบบ โปรแกรมโดยใช้เวลา 6 เดือน ถัดจากนั้นระยะ 2 จะติดตั้งโปรแกรมซอฟต์แวร์  ระยะ 3 ใช้เวลาอีก 6 เดือนเชื่อมต่อระบบกับโครงการนำร่อง  ระยะ 4 ทดสอบเชื่อมต่อระบบกับระบบของผู้ให้บริการที่มีอยู่กับรถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ และรถโดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) และระยะ 5 จะเป็นการทดสอบระบบทั้งหมด “ในระยะ 3 ก็สามารถใช้งานระบบตั๋วร่วมได้แล้ว แต่จะให้เสร็จสมบูรณ์จริงต้องเป็นระยะที่ 4 ซึ่งเมื่อดำเนินการเสร็จจะอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนได้มาก เพราะตั๋วโดยสารใบเดียวจะใช้ได้กับทุกระบบ ขณะเดียวกันยังส่งผลดีต่อผู้ประกอบการในการช่วยลดต้นทุนลง เพราะไม่ต้องมีค่าบริหารจัดการเงินสดในแต่ละวันเองเหมือนปัจจุบัน” สำหรับการจัดเก็บค่าโดยสารเป็นเรื่องของอนาคตที่ระดับนโยบายเป็นผู้กำหนดว่า จะเก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว หรือจะเก็บในอัตราลดลงเท่าไร เช่น กรณีขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส แล้วไปต่อรถไฟฟ้าใต้ดินจะเก็บในอัตราเริ่มต้นใหม่เหมือนในปัจจุบัน หรือจะเก็บโดยคิดตามระยะทางหรือสถานีที่ใช้บริการแทน เพราะในส่วนของระบบตั๋วร่วมจะเป็นศูนย์บริการจัดการรายได้กลาง หรือแบบเคลียริ่ง เฮ้าส์

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สนข.เดินหน้าประกวดราคาระบบตั๋วร่วม

  • เซียนหวยเฮบอลโลกให้โชค

    เซียนหวยเฮบอลโลกให้โชค

    ห้องกาญจนาภิเษก 2 สถาบันวิชาการทีโอที ซอยงามวงศ์วาน 17 อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี เมื่อเวลา 14.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล (ลอตเตอรี่) ประจำงวดวันที่ 16 มิ.ย.57 เป็นไปด้วยความคึกคัก เนื่องจากมีประชาชนและพนักงานทีโอทีเดินทางเข้ารับชมการออกรางวัลจำนวนมาก ขณะที่ ราคาลอตเตอรี่ก่อนการออกรางวัลมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ใบละ 85-90 บาท สำหรับการออกรางวัลสลากฯ ครั้งนี้มี พ.ท.เอนก ยมจินดา ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เป็นประธานออกรางวัล โดยรางวัลเลขท้าย 3 ตัวได้แก่ หมายเลข 158, 140, 639, 576 รางวัลเลขท้าย 2 ตัว ได้แก่หมายเลข 95 และรางวัลที่ 1 ได้แก่หมายเลข 673920 ส่วนรางวัลที่ 1 พิเศษกลุ่มที่ 1 ได้แก่ ชุดที่ 14 หมายเลข 673920 และรางวัลที่ 1 พิเศษกลุ่มที่ 2 ได้แก่ ชุดที่ 63 หมายเลข 673920 โดยภายหลังจากเจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายเลขของรางวัลที่ 1 ออกมาแล้ว เหล่าเซียนหวยที่เข้ามาเฝ้าชมการออกรางวัลต่างผิดหวังส่งเสียงบ่นอื้ออึงและเสียดายในตัวเลขดังกล่าวจำนวนมาก เนื่องจากเลขที่ออกมาไม่ใช่ตัวเลขดังที่เก็งกันไว้ สำหรับเลขท้ายของรางวัลที่ 1  ที่เป็นตัวเลข 20 ถือเป็นเลขดังที่เหล่าบรรดาเซียนหวยได้เก็งกันไว้ เพราะตรงการการจัดแข่งขันฟุตบอลโลก ที่ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นการจัดแข่งขันครั้งที่ 20 อีกด้วย แต่ก็สร้างความประหลาดใจให้กับเหล่าเซียนหวยจำนวนมาก เพราะไม่คาดคิดว่าเลขดังกล่าวจะออกทันที นางกุณฑีรา ตันติรังสี รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ กล่าวว่า เลขที่ออกมานั้น มองว่าสามารถเกิดขึ้นได้หมด อยู่ที่การเชื่อมโยงตัวเลขของประชาชน ว่าจะให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือเหตุการณ์ใด โดยยืนยันว่ากระบวนการออกรางวัลทุกรางวัลมีความโปร่งใส และบริษัท บูโรเวอริทัส เซอร์ติฟิเคชั่น  จำกัด  ซึ่งเป็นหน่วยให้การรับรองมาตรฐานสากล เข้ามาประเมินองค์กรทั้งการตรวจสอบและดูการออกรางวัลทุกขั้นตอน ซึ่งไม่พบการผิดปกติในการออกรางวัล ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้เรียกผู้ค้ารายใหญ่ เข้ามาหารือและขอความร่วมมือ โดยให้ผู้ค้าทุกรายปฏิบัติตามสัญญาที่กำหนดไว้ ที่ให้ขายตามราคาที่กำหนด เพื่อไม่ให้ราคาสลากฯ แพงเกินไป หากผู้ค้ารายใดไม่ดำเนินการตาม ก็จะลงโทษตั้งแต่การตัดโควตาที่ได้รับหรือการยกเลิกสัญญา เป็นต้น นายราฆพ ศรีศุภอรรถ อธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะประธานกรรมการสลากฯ กล่าวว่า สั่งการให้คณะทำงานสลากฯสรุปแนวทางแก้ปัญหาการขายสลากเกินราคาให้ได้ก่อนสิ้นเดือนมิ.ย.นี้ เพื่อเสนอไปยังฝ่ายเศรษฐกิจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เบื้องต้นการแก้ปัญหามี 2 แนวทาง คือ การใช้เครื่องจำน่ายสลากออนไลน์ 2 ตัว 3 ตัว แต่การดำเนินการต้องแก้กฎหมายให้เอื้อต่อการดำเนินงาน หรือแก้ปัญหาการด้วยการกระจายเลขสลาก เพื่อไม่ให้นำสลากไปรวมเลขแล้วขายเป็นชุด ชุดละ 10 ใบ 20 ใบ โดยแนวคิดเบื้องต้นคือพิมพ์เลขสลากเรียงเลขกันไปตั้งแต่เลข 1-72 ล้านเลข ซึ่งทำได้ไม่ยากเพียงแค่ปรับแก้เครื่องพิมพ์เล็กน้อย แต่คงต้องไปศึกษาก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่ และควรจะดำเนินการอย่างไร จากปัจจุบันการพิมพ์สลาก พิมพ์เป็นหมวดคือ 72 หมวด หมวดละ 1 ล้านฉบับ รวมเป็น 72 ล้านฉบับ (1 ใบเท่ากับ 2 ฉบับ) “การพิมพ์สลากเรียงเลขเป็นแนวคิดใหม่ ที่จะช่วยกระจายสลากไม่ให้ผู้ค้านำไปรวมเลขแล้วขายเป็นชุดได้ โดยก่อนหน้านี้กองสลากฯพยายามแจกจ่ายสลากด้วยการกระจายเลขแล้ว แต่ผู้ค้าที่มารับสลากไปยังนำไปรวมเลขกันได้ และยิ่งเลขดังๆเมื่อรวมเป็นชุดแล้วจะขายในราคาที่แพงมาก ซึ่งเท่าที่สำรวจถ้าขายใบเดียวราคาจะไม่แพงเท่ากับเลขที่ขายแบบรวมเป็นชุด”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เซียนหวยเฮบอลโลกให้โชค

  • คมนาคมถกสำนักงบฯหาแหล่งเงินทุน

    คมนาคมถกสำนักงบฯหาแหล่งเงินทุน

     นายสุวิชญ โรจนวานิช ที่ปรึกษาด้านตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยภายหลังการประชุมเพื่อพิจารณาถึงแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในโครงการลงทุนด้านคมนาคมขนส่งของประเทศกับกระทรวงคมนาคม ว่า หลังจากนี้ต้องรอข้อสรุปจากการหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานของกระทรวงคมนาคมและสำนักงบประมาณอีกทีว่าแต่ละหน่วยงานมีความต้องการใช้เงินเพื่อลงทุนในโครงการตามแผนลงทุนในปีงบประมาณ 58 เท่าไหร่ และงบประมาณที่สำนักงบเตรียมไว้จะสามารถรองรับได้แค่ไหน ส่วนที่เหลือจะต้องเป็นเงินกู้จากทาง สบน. อีกเท่าไหร่ โดยทั้งหมดจะต้องได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเพื่อนำเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาในวันที่ 19 มิ.ย.57             สำหรับกรอบการกู้เงินตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หนี้สาธารณะ ปี 58 มีเพดานสูงสุด อยู่ที่ 1.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 50% ของงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ 58 ที่ 2.575 ล้านล้านบาท โดยเป็นการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 20% ของบประมาณรายจ่าย และการค้ำประกันเงินกู้ให้รัฐวิสาหกิจ 20% ของงบประมาณรายจ่าย และการกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ อีก 10% ของงบประมาณรายจ่าย             “เรายังบอกไม่ได้ว่าปีงบประมาณ 58 จะกู้เงินให้แต่ละหน่วยงานของกระทรวงคมนาคมเท่าไหร่ คงต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง แต่เบื้องต้นทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ความเห็นว่า บางโครงการลงทุนด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้การกู้เงินทั้งหมด แต่ควรดึง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพื่อให้เอกชนมาร่วมลงทุนกับรัฐมากกว่า”             นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า สนข. ได้หารือกับกระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ถึงยุทธศาสตร์การลงทุนด้านคมนาคมขนส่งตั้งแต่ปีงบประมาณ 58 ถึง ปีงบประมาณ 65 ซึ่งแบ่งเป็น 5 ยุทธ์ศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ลงทุนรถไฟ ยุทธศาสตร์ลงทุนรถไฟฟ้า ยุทธศาสตร์ลงทุนด้านถนน ยุทธศาสตร์ลงทุนคมนาคมด้านน้ำ และยุทธศาสตร์ลงทุนคมนาคมด้านอากาศ ซึ่งจะต้องมีการจัดความสำคัญของการลงทุนว่าโครงการไหนทำก่อนหรือหลัง             ทั้งนี้ เดิมการลงทุนทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ มีมูลค่าโครงการทั้งหมด 3 ล้านล้านบาท แต่ขณะนี้ได้มีการตัดโครงการรถไฟความเร็วสูงออกไป ไม่ได้อยู่ในแผนที่จะดำเนินการตามยุทธ์ศาสตร์ที่ดำเนินการล่าสุด ทำให้มูลค่าลงทุนโครงการทั้งหมดอยู่ที่ 2.4 ล้านล้านบาท             สำหรับโครงการที่มีความพร้อมที่จะลงทุนในปีงบประมาณ 58 ประกอบด้วย รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าเส้นสายสีส้ม สีชมพู และสายสีเหลือ นอกจากนี้ยังมีโครงการแอร์พอร์ตลิ้งก์ส่วนต่อขยายไปสนามบินดอนเมือง ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาว่าแหล่งเงินที่จะมาลงทุนโครงการดังกล่าว ส่วนไหนจะมาจากเงินงบประมาณ และส่วนไหนจะมาจากเงินกู้             ขณะที่โครงการที่เหลือทั้งหมด ก็ต้องมีการพิจาณาว่าจะลงทุนปีไหน วงเงินที่ต้องใช้และแหล่งเงินทุนจะมาจากไหน ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นเจ้าของโครงการ จากเงินงบประมาณ และเงินกู้ ซึ่งจะต้องทำการหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อให้การกู้เงินไม่เกินความยั่งยืนของกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลอยู่

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คมนาคมถกสำนักงบฯหาแหล่งเงินทุน