Blog

  • ผู้ปกครองกังวลบริการเน็ตในโรงเรียน หวั่นเด็กถูกละเมิดใช้เป็นเหมืองข้อมูล

    ผู้ปกครองกังวลบริการเน็ตในโรงเรียน หวั่นเด็กถูกละเมิดใช้เป็นเหมืองข้อมูล

    เผยผลวิจัยพ่อแม่ชาวไทยเห็นประโยชน์ของการใช้เน็ตในโรงเรียน  แต่กังวลความเป็นส่วนตัวเด็กถูกละเมิดจากการแสวงหากำไรของธุรกิจ แนะโรงเรียนตรวจสอบผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้ ดร.นคร เสรีรักษ์ ผู้ก่อตั้งฟอรั่มไพรเวซี่ไทยแลนด์และที่ปรึกษานโยบายเครือข่ายพลเมืองเน็ต เปิดเผยว่า ไพรเวซี่ไทยแลนด์ร่วมกับ SafeGov.org  สำรวจความคิดเห็นของพ่อแม่ชาวไทย300 คนที่มีบุตรอยู่ในโรงเรียน เกี่ยวกับมุมมองของพ่อแม่ที่มีต่อประโยชน์ด้านการศึกษาและภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นกับข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กนักเรียนจากการใช้อินเทอร์เน็ตในโรงเรียน โดยผลการสำรวจพบว่า พ่อแม่ชาวไทยเกือบทั้งหมดเห็นด้วยว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตในโรงเรียนมีประโยชน์โดยเฉพาะการเพิ่มความคิดสร้างสรรค์และการแก้ไขปัญหา แต่ก็กังวลว่าเด็กอาจถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว จากการติดตามพฤติกรรมออนไลน์หรือการทำเหมืองข้อมูลจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตในโรงเรียน ซึ่งพ่อแม่ส่วนใหญ่มองว่าโรงเรียนควรมีหน้าที่ป้องกันและตระหนักถึงการละเมิดดังกล่าวรวมถึงควรมีมาตรการจำกัดการทำเหมืองข้อมูลในโรงเรียน ดร.นคร กล่าวว่า เนื่องจากไทยยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มแข็ง ดังนั้นผู้ปกครองควรเข้ามาตรวจสอบและหารือร่วมกับโรงเรียนว่าควรมีมาตรการเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของเด็กอย่างไร เพื่อไม่ให้ข้อมูลของเด็กถูกขายให้กับบริษัทหรือบุคคลที่ 3.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผู้ปกครองกังวลบริการเน็ตในโรงเรียน หวั่นเด็กถูกละเมิดใช้เป็นเหมืองข้อมูล

  • พลังงานทดแทนจากปลวก – ฉลาดคิด

    พลังงานทดแทนจากปลวก – ฉลาดคิด

    จากปลวกที่หลายคนเคยคิดว่าไร้ประโยชน์  แถมยังเป็นตัวร้ายทำลายบ้านไม้ได้เป็นหลัง ๆ ทำไมวันนี้ถึงกลายมาเป็นแหล่งที่มาของการสร้างพลังงานทดแทนในยามวิกฤติน้ำมันแพง  ศาสตราจารย์ ดร.สุเมธ ชวเดช  อาจารย์และนักวิจัยวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า  เป็นไอเดียที่คิดมานานกว่า 10 ปี ที่อยากจะใช้ประโยชน์จากปลวก ซึ่งมีความสามารถในการย่อยสลายไม้เป็นอาหาร   เนื่องจากมีจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร เช่นเดียวกับสัตว์เคี้ยวเอื้องต่าง ๆ แบคทีเรียเหล่านี้จะทำหน้าที่ย่อยสารเซลลูโลสและเฮมิเซลลูโลสให้เป็นน้ำตาล  ก่อนที่ปลวกจะนำไปใช้ในการดำรงชีวิต ปัจจุบันทั่วโลกประสบปัญหาวิกฤติพลังงานจากน้ำมัน  จึงต้องมองหาพลังงานทดแทนจากธรรมชาติ  ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจำนวนมากเช่น ซังข้าวโพด ชานอ้อย ฟางข้าว ที่ล้วนแต่เป็นชีวมวล ที่มีเซลลูโลสและเฮมิเซลลูโลสเป็นส่วนประกอบหลัก  และปลวกก็มีความสามารถย่อยสลายเซลลูโลสได้เป็นอย่างดี ทีมวิจัยจึงทำการศึกษาแบคทีเรียในปลวก  และคัดแยกได้ 3 สายพันธุ์ ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยเซลลูโลสเป็นน้ำตาล  โดยเป็นแบคทีเรียได้มาจากปลวกป่าที่ นำมาจากสวนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐมนำมาเพาะเลี้ยงและทดลองย่อยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรต่าง ๆ ทั้งชานอ้อย ซังข้าวโพด กากมันสำปะหลังและฟางข้าว  พบว่าแบคทีเรียที่คัดแยกได้สามารถย่อยเซลลูโลสได้สูงถึง 70%  ภายในเวลา 12 ชั่วโมง นักวิจัยบอกว่า แต่เนื่องจากแบคทีเรียสายพันธุ์ที่ค้นพบอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ และไม่สะดวกในการเพาะเลี้ยง ล่าสุด ทีมวิจัยได้ประสบความสำเร็จในการโคลนนิ่งอีโคไล    ซึ่งเป็นแบคทีเรียในลำไส้มนุษย์ และนำยีนเด่นของแบคทีเรียจากปลวกป่าสายพันธุ์ไมโครซิโรเทอม ที่คัดเลือกไว้มาใส่ในแบคทีเรียอีโคไล  ทำให้อีโคไลที่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรมมีความปลอดภัยมากขึ้น  ง่ายต่อการเพาะเลี้ยงขยายจำนวนได้ตามต้องการ   แถมเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยสลายเซลลูโลสได้มากกว่าเดิมอีก 18 เท่า อย่างไรก็ดีการย่อยเซลลูโลสให้ได้ดีที่สุด  แบคทีเรียจะต้องสร้างน้ำย่อยได้ครบถึง  3 ชนิด ทำให้ขณะนี้ทีมวิจัยต้องทำโคลนนิ่งแบคทีเรียอีกหลายตัว  เพื่อให้สามารถผลิตน้ำย่อยเซลลูโลสและเฮมิเซลลูโลส จนครบทุกตัว ซึ่งอนาคตสามารถจะนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้งานจริง ในการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นน้ำตาล  ก่อนนำไปผลิตเป็นเอทา นอลด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน   เรียกว่าจากปลวกที่เคยไร้ค่า เปลี่ยนมาช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรของไทย ลดการใช้สารเคมีในการผลิตเอทานอลแถมยังช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย.  นาตยา คชินทร nattayap.k@hotmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พลังงานทดแทนจากปลวก – ฉลาดคิด

  • บทเรียนประชานิยม ด้านพลังงานจากอินโดนีเซีย – พลังงานรอบทิศ

    บทเรียนประชานิยม ด้านพลังงานจากอินโดนีเซีย – พลังงานรอบทิศ

    อินโดนีเซียเคยเป็นประเทศสมาชิกในกลุ่มโอเปก ส่งออกน้ำมันดิบไปขายต่างประ เทศ แต่ด้วยนโยบายประชานิยมด้านพลังงานที่รัฐบาลดำเนินการติดต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยการกำหนดราคาน้ำมันที่ขายในประเทศให้ต่ำกว่าราคาในตลาดโลก และรัฐบาลใช้เงินงบประมาณมาอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้เกิดการใช้น้ำมันอย่างสิ้นเปลืองและไร้ประสิทธิภาพ จนทำให้อินโดนีเซียต้องกลายเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิ (net oil importer) เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2004 (พ.ศ. 2547) และต้องลาออกจากการเป็นประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปกในที่สุด นอกจากนโยบายประชานิยมด้านพลังงานจะทำให้คนอินโดนีเซียใช้น้ำมันอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่มีประสิทธิภาพ จนทำให้ประเทศเปลี่ยนจากผู้ส่งออกพลังงานมาเป็นผู้นำเข้าพลังงานแล้ว นโยบายประชานิยมด้านพลังงาน (พลังงานราคาถูกและการอุดหนุนราคาพลัง งาน) ยังทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอย่างมหาศาลในการอุดหนุนราคาพลังงาน ทำให้เป็นภาระต่องบประมาณเป็นอย่างสูง จนเกิดปัญหาการขาดดุลทางการคลังเรื้อรัง ส่งผลถึงค่าเงินให้อ่อนค่าลง และกระทบถึงอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องคงไว้ในระดับสูงเพื่อต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อ และดึงเงินทุนให้ไหลเข้าประเทศ ในแต่ละปีรัฐบาลอินโดนีเซียต้องใช้เงินถึง 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในการอุดหนุนราคาพลังงาน ซึ่งจะปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และค่าเงินของอินโดนีเซียที่มีค่าอ่อนลง โดยในปี ค.ศ. 2008 ภาระการอุดหนุนราคาน้ำมันของอินโดนีเซียมีมูลค่าสูงเท่ากับ 2.8% ของ GDP ซึ่งนับว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุด เพราะปีนั้นราคาน้ำมันโลกขึ้นไปสูงที่สุดถึง 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัจจุบันอยู่ที่ 2.2% ของ GDP (ปีค.ศ. 2011) ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของนโยบายประชานิยมด้านพลังงานก็คือ การทำให้ประชาชนเสพติดการบริโภคพลังงานในราคาถูก อินโดนีเซียเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ เพราะถึงแม้ว่ารัฐบาลจะรับรู้ถึงปัญหาและอันตรายที่ประเทศชาติกำลังเผชิญหน้าอยู่เป็นอย่างดีก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะการปรับราคาพลังงานให้สูงขึ้นเพื่อลดภาระการอุดหนุน กลายเป็นเรื่องทางการเมือง และได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชน รัฐบาลอินโดนีเซียมีความพยายามที่จะปรับราคาน้ำมันหลายครั้ง โดยในปี ค.ศ. 1997 (หลังวิกฤติการณ์ทางการเงินในเอเชีย) รัฐบาลได้ประกาศขึ้นราคาเชื้อเพลิงขึ้นไป 25-71% แล้วแต่ชนิดของเชื้อเพลิง ปรากฏว่าถูกต่อต้านจากประชาชนสูงมากจนเกิดจลาจลไปทั่วประเทศ และนำมาซึ่งการโค่นล้มประธานา ธิบดีซูฮาร์โตในที่สุด ล่าสุดอินโดนีเซียประสบความสำเร็จในการปรับราคาน้ำมันในประเทศหลังจากล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง โดยรัฐบาลของประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน สามารถปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศได้ในอัตราเฉลี่ย 70-40% เพื่อลดเงินอุดหนุนจากรัฐบาล อันเป็นภาระหนักต่องบประมาณแผ่นดิน และทำให้อินโดนีเซียเกิดปัญหาภาวะการขาดดุลทางการคลังมาอย่างยาวนาน จนค่าเงินอ่อนค่าลงตลอดเวลา ทั้ง ๆที่มีเงินทุนไหลเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก การขึ้นราคาน้ำมันอย่างรุนแรงและกะทันหันเพราะมีการตรึงราคาเอาไว้อย่างยาว นานและต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริง จึงสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวอินโดนีเซียอย่างมาก ซึ่งคนไทยควรพึงสังวรณ์ไว้ให้จงหนักที่จะไม่ตกไปอยู่ภายใต้วังวนของนโยบายประชานิยมด้านพลังงานที่กำลังประโคมโหมกันอยู่ในขณะนี้ภายใต้คำพูดสวยหรูว่า “ปฏิรูปพลังงาน” ที่ไม่ยั่งยืน !!!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บทเรียนประชานิยม ด้านพลังงานจากอินโดนีเซีย – พลังงานรอบทิศ