เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับว่าตอนนี้สมาร์ทโฟนและระบบปฏิบัติการสมัยใหม่บนโทรศัพท์มือถือได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตคนไทยมากขึ้นตามลำดับ ไม่เพียงแค่บทบาทในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่รวมไปถึงบทบาทในแวดวงธุรกิจด้วย คุณผู้อ่านเคยนึกสงสัยไหมครับว่าแอพพลิเคชั่นนับร้อยนับพันที่เปิดให้เราดาวน์โหลดกันฟรี ๆ ในแอพสโตร์หรือเพลย์สโตร์นั้น ทางผู้ผลิตเขาทำไปแล้วได้อะไร แอพฟรีเหล่านั้นมันสามารถทำรายได้ให้กับบริษัทผู้ผลิตยังไง จนถึงขนาดที่ว่าบริษัทนั้นสามารถมาเปิดบริษัทหรือสาขาในต่างประเทศได้ พูดมาถึงตรงนี้แล้วเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลาย ๆ คนคงจะนึกภาพของแอพพลิเคชั่นรับส่งข้อความอย่าง ไลน์ (LINE) ขึ้นมาเลยใช่ไหมครับ ก็แอพพลิเคชั่นฟรีนี้ไม่แค่ส่งข้อความได้ โทรฯผ่านวิดีโอคอลได้ ยังมีลักษณะเด่นเป็นสติกเกอร์น่ารักที่ให้โหลดได้ทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน ซึ่งนอกจากความสามารถที่หลากหลายแล้ว ยังมีแอพพลิเคชั่นเสริมในเครืออย่างไลน์คุกกี้รัน (Cookie Run) ไลน์คาเมร่า (LINE Camera) ตลอดจนเกมอื่น ๆ ซึ่งต่างก็ให้โหลดกันได้ฟรีทั้งนั้นอีก คำถามก็คือว่า LINE Corporation ที่เป็นผู้ผลิตนั้นเขาเอารายได้มาจากไหนกัน ถึงขนาดว่าสามารถมาเปิดสาขาในประเทศไทยได้เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ รายได้หลักของไลน์นั้นจริง ๆ แล้วมาจากการขายไอเทมในเกมครับ โดยมีพฤติกรรมของผู้เล่นที่ชอบแข่งขันกันเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ธุรกิจนี้เติบโตขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการเชิญชวนเพื่อนให้มาเล่นเกมแข่งกัน การขอชีวิตจากเพื่อนเพื่อจะได้สิทธิในการเล่นเกมต่อในลักษณะส่งกันไปมา และที่สำคัญคือการจัดอันดับในกลุ่มเพื่อนที่เล่นเกมนี้ด้วยกัน ทำให้ผู้ใช้กลุ่มใหญ่เกิดอาการเสพติดและอยากแข่งขันให้ตัวเองชนะเป็นที่หนึ่งให้ได้ถึงขนาดที่ยอมเสียเงินเพื่อซื้อไอเทมต่าง ๆ มาช่วยเสริมกันเลย ซึ่งทั้งสติกเกอร์และไอเทมเสริมนั้น ปกติจะขายอยู่ในราคาชุดละประมาณ 0.99 USD หรือประมาณ 32 บาทเท่านั้นเอง ราคาแค่นี้ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่ามันจะเป็นรายได้สำคัญของบริษัทไปได้ แต่อย่างที่คนสมัยก่อนพูดสอนกันมาล่ะครับว่าอย่าดูถูกเงินน้อย เพราะแม้ราคาของแต่ละชิ้นจะน้อยนิด แต่จากยอดผู้ใช้กว่า 420 ล้านคนในปัจจุบัน พอรวมออกมาแล้วมันก็เป็นรายได้จำนวนมหาศาลให้กับทางบริษัทไลน์ได้ล่ะครับ โดยล่าสุดทาง LINE ได้เปิดเผยข้อมูลว่า โปรแกรมไลน์มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นถึง 14% จากไตรมาสก่อน และถ้าเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว จำนวนผู้ใช้ไลน์ก็เพิ่มขึ้นถึง 223% เลยทีเดียวครับ ตัวเลขที่น่าทึ่งกว่านั้นคือประเทศที่ใช้ไลน์เป็นอันดับสองในโลกก็คือ ประเทศไทยของเรานี่เอง โดยมียอดผู้ใช้ประมาณ 24 ล้านคนเป็นรองแค่ประเทศญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียวเท่านั้นเอง ข่าวดีสำหรับผู้ใช้อย่างพวกเรา คือ ปัจจุบันนี้ไลน์ไม่ได้ผูกขาดเป็นผู้ขายสติกเกอร์เพียงรายเดียวแล้วนะครับ ผู้ใช้อย่างเรา ๆ ก็สามารถเปิดขายสติกเกอร์ของตัวเองในไลน์ได้ โดยไปลงทะเบียนที่ LINE Creators Market และเมื่อทางไลน์ตอบรับมา คราวนี้เราก็สามารถนำสติกเกอร์ที่เราออกแบบเองเข้ามาขายใน LINE Web Store ได้แล้ว โดยการออกแบบสติกเกอร์นั้น จะต้องมีจำนวนประมาณ 40 ภาพต่อชุด และราคาขายเริ่มต้นจะอยู่ที่ 0.99 USD ซึ่งค่าตอบแทนที่เราจะได้จากการขายคือ 50% ครับ ปัจจุบันประเทศที่สามารถลงขายสติกเกอร์ในลักษณะนี้ได้มีด้วยกัน 4 ประเทศเท่านั้น คือ ไทย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และไต้หวัน แม้จะดูเป็นช่องทางเล็ก ๆ สำหรับนักออกแบบและผู้ใช้ไลน์ในไทย แต่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจนะครับที่เกิดขึ้นมาจากไลน์ กลายเป็นอีกหนึ่งเวทีสำหรับให้นักออกแบบของไทยทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นได้ลงมาแสดงความสามารถและทำรายได้ให้กับตนเองไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งสำหรับผมมองว่ามันเป็นกลไกการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างบริษัท LINE Corporation และผู้ใช้ที่มีความต้องการในการเปิดขายสติกเกอร์ของตัวเองครับ ฝั่งผู้ใช้ก็ได้เงินและได้เวทีแสดงฝีมือที่เข้าถึงได้ไม่ยาก ฝั่งบริษัทไลน์เองก็อาจได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำจากช่องทางสติกเกอร์ที่ออกแบบโดยผู้ใช้นี้ก็เป็นได้ การเติบโตของ LINE Corporation นี้น่าสนใจครับ เพราะบริษัทนี้เพิ่งเปิดตัวมาได้เพียงสิบปีเศษเท่านั้น แต่กลับสามารถทำเม็ดเงินได้อย่างมหาศาล เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Economy ที่ผมเคยพูดถึงบ่อย ๆ ว่ายุคนี้สมัยนี้แล้ว เราสามารถสร้างเม็ดเงินจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การใช้องค์ความรู้ และเทคโนโลยีนวัตกรรมได้ เป็นการสร้างมูลค่าที่เกิดจากความคิดของคนโดยแท้ ไม่ได้มาจากการได้สัมปทาน การทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติแต่อย่างใด เศรษฐกิจสร้างสรรค์นี้ ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถทำได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นใคร อายุเท่าไร เชื้อชาติอะไร สีผิวใด ตราบเท่าที่สามารถเข้าถึงโอกาส องค์ความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ ผสมผสานบูรณาการเข้ากับจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ได้ นี่ล่ะครับคือโลกยุคศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง แม้การที่ต้องวิ่งตามเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดอยู่ตลอดเวลานั้นบางครั้งมันอาจจะเหนื่อยและบางทีก็ยากไม่น้อย แต่ผลของการเรียนรู้นั้นผมเชื่อว่ามันคุ้มค่าแน่นอนครับในยุคแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศที่ไม่เคยจะหยุดนิ่งแม้สักวินาทีเดียว. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับ LINE – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
Blog
-

เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับ LINE – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
Facebook Comments -

หัวเว่ย โฮเนอร์ 3 ซี กดชัตเตอร์ด้วยเสียงพูด – ฉลาดใช้
ปีนี้สมาร์ทโฟนจากจีนทั้งเลอโนโวและหัวเว่ย ทำเอาแบรนด์ดัง ๆ ในตลาดสะเทือนไปตาม ๆ กัน จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้าที่หันมาเน้นซื้อของที่คุ้มค่า ประหยัดเงิน เห็นได้ชัดจากงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซโป ครั้งล่าสุด หัวเว่ย เริ่มจะเป็นที่รู้จักคุ้นเคยของกลุ่มผู้ใช้ทั่วไป ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา หลังจากเริ่มนำสมาร์ทโฟน แอร์การ์ดเข้ามาขายในไทยมากขึ้น จุดเด่นของสมาร์ทโฟนหัวเว่ย อยู่ที่สเปกและราคา รวมถึงดีไซน์ชวนให้ใจอ่อนได้แทบทุกครั้ง เคยแอบถามคนหัวเว่ยบอกว่า ส่วนใหญ่ผลิตเองและยังรับจ้างผลิต ทำให้ได้เปรียบและทำราคาได้ เฉิน ลุ่ย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า สมาร์ทโฟนรุ่น โฮเนอร์ 3ซี (Honor 3 C) เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบถ่ายภาพ เพราะใช้เซ็นเซอร์ของโซนี่ ฟังก์ชั่นการถ่ายภาพจึงมีทั้งกล้องหน้า และกล้องหลังเน้นคมชัด ก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวในจีน มาเลเซีย ไต้หวัน ก่อนจะมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย สำหรับสเปกเบื้องต้นของหัวเว่ย โฮเนอร์ 3 ซี ซึ่งขอเรียกสั้น ๆ ว่า 3 ซี เป็นสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.2 รองรับเครือข่าย 3 จี 2100 และจีเอสเอ็ม 900/1800/1900 จอระบบสัมผัส เอชดี แอลทีพีเอส ขนาด 5 นิ้ว จอแบบนี้จะให้ความสบายตาและคมชัด ในโทนสีฟ้า เพื่อถนอมสายตา หน่วยประมวลผลเอ็มทีเค เอ็มที 6582 ควอดคอร์ 1.3 กิกะเฮิรตซ์ หน่วยความจำรอม 8 กิกะไบต์ และแรม 2 กิกะไบต์ เพิ่มผ่านไมโครเอสดีการ์ดได้ถึง 32 กิกะไบต์ กล้องหลัง 8 เมกะพิกเซล พร้อมแฟลช และกล้อง 5 เมกะพิกเซล ความสนุกสนานอยู่ที่การใช้งานกล้องถ่ายรูปทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง มีฟังก์ชั่นก็แทบทุกอย่างที่ผู้คนอยากได้ มีโหมดสมาร์ท บิวตี้ พานอรามา ที่เจ๋งและชอบมากก็คือ ออดิโอคอนโทรล เป็นการสั่งกดชัตเตอร์ด้วยเสียงพูดของเรา จะพูดอะไรก็ได้ แต่ต้องดังและชัด หากอยู่ในสภาพแวดล้อมอึกทึกต้องพูดดังพอสมควร ถ้าสภาพแวดล้อมปกติ แค่พูดสั้น ๆเช่น ถ่ายรูป ชัตเตอร์จะทำงานทันทีโฟกัสได้ที่ ส่วนกล้องหน้าก็เอาใจให้ถ่ายเซลฟีสุด ๆ เพราะมีโหมดตรวจจับรอยยิ้มแล้วถ่าย จะเจาะช่องเล็ก ๆ บนเฟรมให้ดูว่าพอใจหรือยัง ค่อยสั่งการให้ชัตเตอร์ทำงาน แค่ยิ้ม และเป็นการทำงานที่แม่นมาก ไม่มียิ้มเก้อ ข้อดีก็คือ ทำให้ภาพถ่ายเซลฟีของเราดูเป็นธรรมชาติ มาก ๆ ไม่ต้องทำแขนยื่นแขนยาว อันนี้เจ๋งจริง ๆ แถมกล้องหน้ายังขึ้นโหมดบิวตี้มาให้พร้อมใช้งานทันที จะเอาบิวตี้ระดับ 1-10 ก็แค่ลากนิ้ว แต่ระวังจะจำตัวเองไม่ได้ เพราะหน้าเนียนใสกิ๊ง รอยตีนกาสิวฝ้าหายเกลี้ยง คุ้มจริง ๆ กับราคาประมาณ 8 พันทอนให้สิบบาท. ปรารถนา ฉายประเสริฐ prathana.chai@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หัวเว่ย โฮเนอร์ 3 ซี กดชัตเตอร์ด้วยเสียงพูด – ฉลาดใช้Facebook Comments -

‘สุดยอดเชฟไทย’ ชูจุดเด่นวัตถุดิบลุ่มน้ำโขง
เพราะเราต้องการทำให้วัตถุดิบของประเทศในลุ่มน้ำโขงที่เต็มไปด้วยความหลากหลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ทำให้เข้าใจว่าวัตถุดิบที่โดดเด่นอย่างสมุนไพรไม่ใช่เป็นได้แค่เพียงเครื่องปรุงอาหารไทยอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารของชาติอื่นได้ด้วย” เชฟวิลแมน ลีออง ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขัน กล่าวถึง Mekong Culinary Challengeแนวคิดหลักของการแข่งขันตลอด 3 ปีที่ผ่านมา การแข่งขัน “สุดยอดเชฟไทยแห่งปี ครั้งที่ 3 Thailand Ultimate Chef Challenge 2014” (TUCC) เพื่อเฟ้นหาสุดยอดเชฟไทยทั้งในระดับมืออาชีพและระดับเยาวชน โดยบริษัท โคโลญ เมสเซ่ ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค จำกัด ร่วมกับ สมาคมเชฟประเทศไทย จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 นั้น เป็นส่วนหนึ่งของงานแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ THAIFEX-WORLD OF FOOD ASIA 2014 จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหอการค้าไทย ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขัน กล่าวต่อว่า การแข่งขันครั้งนี้เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งเพราะมีการแบ่งการแข่งขันทั้งหมดออกเป็น 19 ประเภทด้วยกัน โดยไฮไลต์หลักการแข่งขันครั้งนี้ คือ Mekong Culinary Challenge ซึ่งเป็นการแข่งขันการปรุงอาหารในแบบบุฟเฟ่ต์ฟรีสไตล์โดยใช้วัตถุดิบที่มาจากแม่น้ำโขง เพื่อตอกย้ำถึงความอุดมสมบูรณ์ทางด้านวัตถุดิบในแถบของอินโดจีนหรือภูมิภาคอาเซียน โดยมีประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียนเข้าร่วมในการแข่งขันประเภทนี้หลายประเทศ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของภูมิภาค “การแข่งขันครั้งนี้ยังเป็นการเปิดโลกทัศน์และสร้างพื้นฐานความเข้าใจที่ดีให้กับผู้เข้าแข่งขันเกี่ยวกับการแข่งขันในระดับสากล และทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ในการปรุงอาหาร โดยการนำมาตรฐานระดับโลกเข้ามาปรับใช้ในการคิดค้นเมนูอาหารในสไตล์ของตัวเอง เพื่อใช้ในการแข่งขันและยังได้พัฒนาตนเองอีกด้วย” จากปีแรกที่มีผู้เข้าร่วมแข่งขันเพียง 200 กว่าคนโดยเป็นเชฟคนไทยที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ ขยายเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวในปีต่อมาโดยมีเชฟจากชาติอื่น ๆ ทั้งในอาเซียนและเอเชียเข้าร่วม และในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 3 นอกจากจำนวนเชฟที่เข้าร่วมจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวของปีก่อนแล้ว ยังมีชาติในอาเซียนอย่างพม่าและเวียดนามมาร่วมแข่งขัน มร.ไมเคิล เดรเย่อร์ รองประธาน บริษัทโคโลญ เมสเซ่ ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค จำกัด เปิดเผยว่า น่ายินดีอย่างยิ่งที่การแข่งขันสุดยอดเชฟไทยแห่งปีได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ทำให้ปีนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมดถึง 842 คน ทั้งระดับมืออาชีพและเยาวชน ซึ่งมาจากทั่วภูมิภาคเอเชีย 12 ประเทศ ได้แก่ ไทย เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา เมียนมาร์ สโลวาเนีย จีน ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น อีกทั้งยังได้รับเกียรติจาก เชฟ กีเซอร์ กุดมุนสัน นายกสมาคมเชฟโลก (World Association of Chefs Society) ซึ่งเดินทางมาร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมกับคณะกรรมการเชฟที่มีชื่อเสียงในวงการอาหาร ถึง 28 คน จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ ไต้หวัน สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา จีน ฮ่องกง กรีซ อังกฤษ และไทย มาร่วมตัดสินการแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งจะทำให้การแข่งขันรายการนี้มีมาตรฐานในระดับสากล และได้เชฟที่มีฝีมือและมีความสามารถเข้าสู่วงการเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังได้เผยแพร่ความสามารถสู่สายตาผู้ชมงานชาวต่างชาติอีกด้วย นอกจากจะเฟ้นหาเชฟผู้มากด้วยความสามารถในด้านต่าง ๆ แล้ว บริษัท โคโลญ เมสเซ่ จำกัด ยังได้ทำพิธีลงนามสัญญาข้อตกลงร่วมกันกับสมาคมเชฟประเทศไทยเพื่อจัดงานการแข่งขันสุดยอดเชฟไทยแห่งปีครั้งที่ 4 Thailand Ultimate Chef Challenge 2015 ในงาน THAIFEX 2015 ต่อไป นำโดย เชฟจำนงค์ นิรังสรรค์ นายกสมาคมเชฟประเทศไทย “เราต้องการให้การแข่งขันดังกล่าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เข้าแข่งขันได้พัฒนาตนเอง ฝึกทักษะเพิ่มเติมในด้านการทำอาหาร ตลอดจนสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นในวงการอาหารประเทศไทย ทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสายอาชีพได้อีกด้วย” เชฟจำนงค์ ทิ้งท้าย.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘สุดยอดเชฟไทย’ ชูจุดเด่นวัตถุดิบลุ่มน้ำโขงFacebook Comments