Blog

  • ร้อนหน้าฝน – รู้หลบ

    ร้อนหน้าฝน – รู้หลบ

    ฤดูฝนมาแล้วแต่สังเกตได้ว่าช่วงต้นฝนปีนี้ไม่ชุกหนาแน่นเหมือนปีก่อน ๆ  ฝนไม่มาอากาศก็ร้อนซี ช่วงต้นสัปดาห์วันที่ 25-26 พ.ค. มีอิทธิพลลมตะวันตกเฉียงใต้ปกคลุมทะเลอันดามันและบริเวณประเทศไทยทำให้มีฝนฟ้าคะนองทางภาคใต้ฝั่งตะวันตกและชายทะเล ฝั่งตะวันออก บางพื้นที่มีลมกระโชกแรงมีเสาไฟฟ้าล้มทับรถยนต์เสียหาย ถัดจากนั้นวันที่ 27-31 พฤษภาคม ลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยรวมถึงลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลจีนใต้กำลังอ่อนลง ก็ทำให้ฝนในประเทศลดลงคลื่นลมในทะเลอันดามันก็อ่อนลงด้วย ช่วงต่อจากนี้จนปลายสัปดาห์ วันสิ้นเดือนฝนจะจาง อย่างที่คนในเมืองส่วนใหญ่ชอบใจ แต่ฝนที่คนรู้สึกว่าเป็นปัญหาแท้จริงเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของเมืองไทยเมื่อฝนไม่มา ปริมาณน้ำในเขื่อนก็น้อยลง กรมชลประทานรายงานว่า ขณะนี้น้ำในเขื่อนหลายแห่งกำลังลดต่ำเพราะพื้นที่ชลประทานหลายแห่งเริ่มส่งน้ำสนับสนุนการเพาะปลูกฤดูกาลใหม่ในขณะที่ฝนยังตกลงมาน้อยกว่าเกณฑ์ปกติน้ำที่ไหลลงเขื่อน ต่าง ๆ จึงยังอยู่ในเกณฑ์น้อย ทางกรมชลประทานจึงขอให้เกษตรกร ติดตามสถานการณ์น้ำในเขตโครงการฯอย่างใกล้ชิด หรือเท่ากับว่าการใช้น้ำอย่างประหยัดยังต้องมีต่อไปเพราะไม่มีใครเดาได้ว่าอนาคตจากนี้ฝนจะมากน้อยขนาดไหน ที่แน่ ๆ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายฤดูฝนปีนี้ว่าช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคมร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศ ไทยตอนบนจะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านทางตอนใต้ของประเทศจีนจึงทำให้ ช่วงต้นฤดูฝนปีนี้หลายพื้นที่จะมีฝนไม่มากนัก สรุปว่าสัปดาห์นี้ คนที่ไม่ชอบฝนจะชอบใจ เพราะปริมาณจะลดลง ช่วงต้นฤดูจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม ก็จะมีฝนน้อย น้ำในเขื่อนก็ร่อยหรอขณะที่ของใหม่ก็ไม่ค่อยมีเติม วันนี้ไม่ถึงขั้นคับขันแต่จะเป็นปัญหาของวันหน้าหรือไม่ยังเดาไม่ได้ หัดประหยัดน้ำไว้เถอะไม่เสียหลายหรอก. หยาดน้ำฟ้า

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ร้อนหน้าฝน – รู้หลบ

  • แผ่นดินไหวที่ไม่ธรรมดา

    แผ่นดินไหวที่ไม่ธรรมดา

    ที่ว่าไม่ธรรมดา… เพราะแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ตามมาตราริคเตอร์ ที่ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากจะเหนือความคาดหมายของนักวิชาการด้านแผ่นดินไหว  มีขนาดใหญ่สุดและสร้างความเสียหายให้กับประชาชนคนไทยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ในรอบ 50 ปี จากข้อมูลการเกิดแผ่นดินไหวที่มีการบันทึกด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508-2557 แล้ว ยังทำให้เกิดสมมุติฐานใหม่ ๆ ตามมา  เนื่องจากความผิดปกติของการเกิดแผ่นดินไหวตามมา หรือที่กรมทรัพยากรธรณี ยืนยันว่าเป็นอาฟเตอร์ช็อก โดยจากข้อมูลของสำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา จากวันที่ 5 พ.ค. 57 จนถึงวันที่ 25 พ.ค. 57 เวลา 10.00 น. เกิดแผ่นดินไหวตามมา ขนาดมากกว่า 3.0 หรือขนาดที่ประชาชนรับรู้ถึงความสั่นสะเทือนได้นั้น มีถึง 192 ครั้ง และขนาดน้อยกว่า 3.0 มากกว่า 740 ครั้ง เรียกว่ายังทำให้ผู้ประสบภัยในจังหวัดเชียงรายและใกล้เคียงนอนหลับได้อย่างไม่เต็มที่นักความรุนแรงและผลกระทบของแผ่นดินไหวครั้งนี้ ได้จุดประกายแนวคิดทางวิชาการใหม่ ๆ ออกมาเพื่อตอบโจทย์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่เริ่มพบจุดสังเกตที่แตกต่างไปจากทฤษฎีหรือสถิติที่เคยมีมา อย่างเช่นแนวคิดของ “ศาสตราจารย์ ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล” หัวหน้าหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อมูลสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ย้ำว่าตัวเองไม่ใช่นักธรณีวิทยาแต่เป็นผู้สนใจเรื่องภัยพิบัติ  ศาสตราจารย์ ดร.ธนวัฒน์ บอกว่า จากการนำข้อมูลแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีทั้งนี้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือจีไอเอส รวมถึงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อื่น ๆ พบว่า การเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ อาจไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหวใหญ่หรือเมนช็อกเพียงครั้งเดียว  แต่ในความเห็นส่วนตัว คิดว่าน่าจะเกิดแผ่นดินไหวหรือเมนช็อกเกือบ 10 ครั้ง และเกิดจากรอยเลื่อนทั้งสิ้น 4 แนว ซึ่งอยู่ในกลุ่มรอยเลื่อนพะเยาคือ รอยเลื่อนแม่สรวย รอยเลื่อนแม่ลาว และอีก 2 รอยเลื่อนใหม่ที่อยู่ใกล้เคียง คือรอยเลื่อนเชียงรายและรอยเลื่อนพาน ซึ่งยังไม่มีการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ แต่เป็นรอยเลื่อนที่มีอยู่แล้วและเคยทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดมากกว่า 3 มาแล้วเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้จากความคิดเดิมที่บอกว่าเกิดจากแผ่นดินไหว 1 ตัว และทำให้เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมามากขนาดนี้ ในประเทศไทยไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ตามหลักการวิทยาศาสตร์พบว่า แผ่นดินไหวขนาดดังกล่าวหากเกิด 1 ครั้ง แล้วเกิดอาฟเตอร์ช็อกตาม มานั้น ไม่ควรมีรัศมีตามความยาวรอยเลื่อนเกิน  5 กิโลเมตร ซึ่งเกินกว่านั้นมองว่าไม่น่าเป็นไปได้ในทางธรณีวิทยา  ศาสตราจารย์ ดร.ธนวัฒน์ บอกอีกว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้อาจเป็นแผ่นดินไหวที่เรียกว่าเป็น Multiple Earthquake ของแผ่นดินไหวหลักทั้งหมดอย่างน้อย 10 ครั้ง โดยสาเหตุหลักเกิดจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนเชียงราย ซึ่งประกอบด้วยรอยเลื่อน 4 แนวที่กล่าวมาแล้วมีการเคลื่อนตัวสัมพันธ์กันทำให้เกิดแผ่นดินไหวต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวคิดนักวิชาการบางท่าน ที่เคยคาดการณ์หรือให้ข้อสังเกตไว้ว่าบริเวณดังกล่าวยังมีรอยเลื่อนหรือรอยแตกของเปลือกโลกขนาดเล็กอีกมากมาย ที่ยังไม่ได้ระบุในแผนที่รอยเลื่อนที่ต้องเฝ้าระวัง อาจเรียกได้ว่าเป็นรอยเลื่อนนอกสายตา แต่ก็มีความสามารถในการสร้างความเสียหายได้หากเกิดใกล้ชุมชน ส่วนความกังวลที่ว่า การเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อรอยเลื่อนแม่จัน ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่สามารถทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้หรือไม่นั้น ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า จากการนำข้อมูลธรณีฟิสิกส์มาสร้างแบบจำลองทางวิศวกรรม ทำให้สามารถประเมินและยืนยันได้ว่า ผลจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ จะไม่กระทบถึงรอยเลื่อนแม่จันอย่างแน่นอน  แต่ที่ยังไม่มั่นใจก็คือ การเกิดแผ่นดินไหวแบบนี้จะเป็นสัญญาณเตือนการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่กว่าตามมา เหมือนกับที่เกิดในประเทศนิวซีแลนด์หรือไม่ ซึ่งคงต้องเฝ้าระวังกันต่อไป  …ย้ำนี่คือการนำเสนอความคิดเห็นด้านวิชาการ ไม่ใช่สร้างความตื่นตระหนก …. ความคิดเห็นเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการศึกษาและเข้าใจภัยพิบัติทางธรรมชาติในแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งอาจจะช่วยให้เรารับมือกับภัยพิบัติที่ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ดีกว่าที่ทำอยู่ในขณะนี้. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แผ่นดินไหวที่ไม่ธรรมดา

  • ไปรษณีย์ไทย ย้ำส่งของถือเป็นหัวใจหลัก

    ไปรษณีย์ไทย ย้ำส่งของถือเป็นหัวใจหลัก

    บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันที่มีรายได้และทำให้มีกำไรได้นั้น นอกจากจะเพราะการบริหารงานของผู้บริหารแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ  จากที่เคยมีกำไร 200 ล้านบาทในปี 47 แต่ปี 56 ทำกำไรได้ถึง 1,250 ล้านบาท และตั้งเป้ากำไรปีนี้ที่ 1,700 ล้านบาท เมื่อมีการค้าขายบนโลกออนไลน์ การสั่งและส่งของจึงได้เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่ายอดการส่งพัสดุโดยเฉพาะอีเอ็มเอส (EMS) ปี 56 โตขึ้น 10% จากจำนวนการส่ง 82 ล้านชิ้นในปี 55 จนถึงปี 56 อยู่ที่ 91 ล้านชิ้น และเมื่อปริมาณการส่งมากขึ้น ปัญหาก็เกิดขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน นั่นคือ การส่งสิ่งของล่าช้า เกิดการชำรุด หรือ หนักสุดคือ ไม่ได้รับเลย นางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไปรษณีย์ไทย เล่าถึงแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาการร้องเรียนเกี่ยวกับคุณภาพบริการว่า ได้มีการจัดประชุมทุกภาคส่วนเพื่อให้ทราบถึงปัญหาที่ตรงกัน และแต่งตั้งคณะทำงานด้านคุณภาพบริการ “เรามีการประเมินการทำงานของทุกฝ่าย และวิเคราะห์ความเหมาะสมของอัตรากำลัง หากไม่เพียงพอให้ขอคนเพิ่ม และจ้างเหมาทันทีเพื่อความเหมาะสมในทุกพื้นที่ และตรวจสอบความเหมาะสมของเครื่อง Track&Trace หากไม่พอให้ขอเพิ่มทันที” นางสาวอานุสรา เล่าว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามแก้ปัญหา ยอมรับว่าการแก้ปัญหาดังกล่าว ถือเป็นปัญหาด้านบุคคล ซึ่งพนักงานนำจ่ายมีจำนวนมากทั้งที่เป็นพนักงานของไปรษณีย์ไทยเองและไปรษณีย์อนุญาต อย่างไรก็ตาม ไปรษณีย์ไทยได้มีการสอนงานและจัดอบรมให้กับพนักงานนำจ่ายไปรษณีย์อย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบว่ามีเรื่องร้องเรียนในการนำจ่ายที่ไม่ได้มาตรฐานจะตรวจสอบทันที เพราะการนำจ่ายจดหมาย พัสดุ ถือเป็นหัวใจและภาพลักษณ์ของไปรษณีย์ไทย ทั้งนี้ การที่พื้นที่ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่กว้าง การพักอาศัยของคนแต่ละตำบล แต่ละอำเภออยู่ห่างไกลที่ทำการไปรษณีย์ เพราะปัจจุบัน ไปรษณีย์ไทยมีที่ทำการรองรับประมาณ 1,300 แห่งทั่วประเทศ โดยหากจะลงทุนเพิ่มสาขาจะต้องใช้งบประมาณที่สูงพอสมควร ดังนั้น ไปรษณีย์ไทยจึงต้องมีการคัดเลือกไปรษณีย์อนุญาตเพื่ออำนวยความสะดวกในพื้นที่นั้น ๆ ที่ปัจจุบันมีประมาณ 5,000 คน “ส่วนมากปัญหาของคนต่างจังหวัดในการรับส่งสินค้าจากไปรษณีย์อนุญาตไม่ค่อยเกิด เพราะระดับตำบล ระดับหมู่บ้านจะรู้จักและมีความสนิทสนมและเข้าใจกันดี” สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งการส่งสิ่งของล่าช้า เกิดการชำรุดเสียหายต่าง ๆ นั้น จะเกิดจากพนักงานนำส่งของไปรษณีย์เอง โดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้างชั่วคราว ทั้งนี้ เนื่องจากพนักงานกลุ่มดังกล่าว ทำสัญญาการรับจ้างชั่วคราว มีการรับงานและลาออกอย่างบ่อยครั้ง ซึ่งไปรษณีย์ไทยจะใช้วิธีการประเมินผลผลงาน เพื่อนำไปสู่การปรับขึ้นของค่าตอบแทน เพื่อให้พนักงานมีความกระตือรือร้นและทำงานอย่างมีคุณภาพ ปัจจุบันยอดการร้องเรียนถึงความบกพร่องของการนำจ่ายน้อยมาก แต่กลับมักพบบนโซเชียลมีเดีย ดังนั้น ไปรษณีย์ไทยจึงอยากให้ผู้เสียหายร้องเรียนมายัง www.thailandpost.co.th โดยตรง สิ่งที่ต้องทำคือเน้นบุคลากรที่มีคุณภาพ ยอมรับว่าการส่งของไม่ได้ 100% หัวใจหลักคือบุคลากรต้องให้ความสำคัญกับของที่จะส่ง. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไปรษณีย์ไทย ย้ำส่งของถือเป็นหัวใจหลัก