นายชัชวาลย์ บุญเจริญกิจ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ช่วงเดือนเม.ย.57 ที่ผ่านมา กรมทางหลวงถูกโจรกรรมทรัพย์สินที่อยู่ตามถนนทางหลวงทั่วประเทศไปกว่า 830,000 บาท โดยทรัพย์สินที่ถูกถูกขโมย มีทั้งป้ายจราจร หม้อแปลงไฟฟ้า อุปกรณ์สัญญาณไฟฟ้า สายไฟฟ้า ราวกั้นอันตราย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเม.ย.56มีทรัพย์สินที่ถูกโจรกรรมลดลง 56% โดยเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้า สายไฟฟ้า ที่ถูกขโมยลดลงมากอย่างไรก็ตาม เมื่อจำแนกชนิดของอุปกรณ์งานทางที่ถูกโจรกรรม มีมูลค่าความเสียหาย 5 อันดับแรกในเดือนเม.ย.57 อันดับ 1 คือ สายไฟฟ้ายาว 1.22 กม. มูลค่าเสียหาย 462,800 บาท คิดเป็น 55.32% ของความเสียหายรวม รองลงมาเป็นหม้อแปลงไฟฟ้า 1 ลูก มูลค่า 140,000 บาท คิดเป็น 16.72% ฝาตะแกรงเหล็กและท่อ 51 ฝา มูลค่า 136,000 บาท คิดเป็น 16.26% ป้ายจราจร 13 แผ่น มูลค่า 59,400 บาท และราวกั้นอันตราย 4 แผ่น 25,600 บาท“สาเหตุการเกิดโจรกรรม คาดว่ามาจากสภาพเศรษฐกิจที่วิกฤติในปัจจุบัน ทำให้การเกิดโจรกรรมทรัพย์สินทางหลวงมีอย่างต่อเนื่อง และยังมีแนวโน้มที่เกิดปัญหาขึ้นได้อีกในอนาคต ส่งผลให้ทีผ่านมาภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณในจัดซื้อ จัดหา มาติดตั้งมหาศาล อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อความสะดวกปลอดภัยและอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุเป็นอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้ทางได้”นายชัชวาลย์ กล่าวว่า แต่อย่างไรก็ดี สถิติการเกิดโจรกรรมในปีนี้ มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากกรมฯ ได้ให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราทรัพย์สินเพิ่ม อีกทั้งยังประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสาธารณะมากขึ้น ทำให้การโจรกรรมทรัพย์สินลดลง นอกจากนี้ กรมทางหลวงขอความร่วมมือให้ประชาชนผู้อาศัยอยู่บริเวณสองข้างทางหลวง ช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบเห็นผู้กระทำผิด หรือสงสัยจะกระทำผิด สามารถโทรแจ้งได้ที่สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรมทางหลวง 02 3546530 สายด่วนกรมทางหลวง 1586 สายด่วนกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง 02 5336111 สำนักงานสำนักงานทางหลวง แขวงการทาง หรือหมวดการทางในพื้นที่หรือแจ้งได้ที่ตำรวจทางหลวง 1193 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โจรปล้นสายไฟกรมทางหลวง
Blog
-

โจรปล้นสายไฟกรมทางหลวง
Facebook Comments -

ฟิทช์เรตติ้งเล็งหั่นเครดิตประเทศไทย
น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิทช์ เรตติ้ง ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิต) ของไทย โดยมองว่าการที่กองทัพเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลนั้น ไม่ได้เป็นปัจจัยเชิงลบที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อเครดิตของประเทศ แต่ปัจจัยหลักที่จะส่งผลกระทบคือ ความรวดเร็วในการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ และมีประสิทธิภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง เพราะการทำรัฐประหารนั้น เป็นการเน้นย้ำถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่ แต่ก็ไม่ได้แสดงถึงความท้าทายต่อการจัดตั้งกระบวนการใหม่ ที่จะนำไปสู่รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ“ฟิทช์ เรตติ้ง เห็นว่าปฏิกิริยาตอบสนองทางการเมืองต่อการทำรัฐประหาร จะเป็นเพียงความวุ่นวายในระยะสั้นเท่านั้ นการยอมปฏิบัติตามรัฐบาลใหม่ที่มาจากกองทัพ หรือที่มีกองทัพหนุนหลังอย่างกว้างขวาง ตามด้วยกระบวนการที่โปร่งใส ที่นำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ น่าจะส่งผลเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองในที่สุด”อย่างไรก็ตาม การที่กลุ่มทางการเมืองหลัก ไม่ยอมรับการทำรัฐประหาร อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าที่ตึงเครียดขึ้น และเสี่ยงต่อการบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และนักลงทุนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้หากกระบวนการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองยังไม่เรียบร้อย ภายในช่วงต้นของครึ่งปีหลังแล้ว คาดว่าอาจเกิดความเสียหายที่ยาวนานต่อเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และอาจจะส่งผลลบต่อเครดิตของประเทศในที่สุดนอกจากนี้คาดว่าจะปรับลดประมาณการอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ(จีดีพี) ไทยในปีนี้ลงอีก จากเดิมที่คาดไว้ 2.5% บนพื้นฐานความไม่แน่นอนทางการเมือง และข้อมูลทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอในไตรมาสแรก ที่เศรษฐกิจหดตัวลง 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งรัฐบาลเองได้ปรับลดจีดีพีจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 3-4% เหลือ 1.5-2.5%สำหรับประเด็นสำคัญของไทยในระยะยาวคือ ไทยจะก้าวผ่านความแตกแยกทางสังคมและบริหารประเทศได้อย่างปกติหรือไม่ หากปราศจากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพที่ดำเนินนโยบายส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จนทำให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ระดับปานกลางได้นั้น และไทยจะเสี่ยงกับการถูกทิ้งให้ล้าหลังกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ในด้านการพัฒนาและศักยภาพการเจริญเติบโตของประเทศ โดยแนวโน้มอัตราการเจริญเติบโตอาจลดลงมาอยู่ที่ 3-3.5% ซึ่งนับว่าเป็นระดับที่ต่ำสำหรับเศรษฐกิจที่อยู่ในขั้นกำลังพัฒนา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ฟิทช์เรตติ้งเล็งหั่นเครดิตประเทศไทยFacebook Comments -

แนะอีลิทเร่งปรับแผนใหม่
นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานประธานบอร์ดบริษัทไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด (ทีพีซี) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ฝ่ายบริหารของบริษัท ไปวางแผนปรับแนวทางด้านธุรกิจและแผนการตลาดในการจำหน่ายบัตรอีกครั้ง เพื่อให้ประเมินได้ว่า จะต้องขายบัตรจำนวนเท่าใด และระยะนานแค่ไหน ถึงจะคุ้มค่าการลงทุน และไม่ต้องใช้งบประมาณจากรัฐบาลอีก โดยหลังจากนี้ แม้อีลิทการ์ดจะเป็นโครงการที่ดี แต่เนื่องจากธุรกิจแต่ละอย่างต้องปิดกิจการ หากว่าไม่สร้างผลกำไรได้ในระยะยาว ซึ่งอีลิทการ์ดก็เป็นกรณีหนึ่งเช่นกัน จากนี้จึงต้องวางแผนหากทางออกให้ยุติได้โดยไม่กระทบกระเทือนทุกฝ่าย“หลังจากมีการเปิดให้ทีพีซีดำเนินการจำหน่ายบัตรได้อีกครั้งเมื่อเดือน มิ.ย.56 ปรากฏว่าปัจจุบัน มียอดจำหน่ายแล้ว 23 ใบ แบ่งเป็นประเภทสมาชิกใบละ 2 ล้านบาท 13 ใบ และบัตรที่พ่วงกับโครงการอสังหาริมทรัพย์ (ได้สิทธิเฉพาะวีซ่า) อีก 10 ใบ ดังนั้น จึงได้สั่งการให้ผู้บริหารทีพีซี ซึ่งเพิ่งได้รับงบประมาณกระตุ้นตลาด 200 ล้านบาท เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เร่งปรับแผนธุรกิจให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันแบบเร่งด่วน เพื่อนำรายได้เข้ามาหมุนเวียนในบริษัท เพราะลำพังงบประมาณ 200 ล้านบาทที่บริษัทได้รับไปนั้น ใช้ดำเนินกิจการได้เพียง 20 เดือนเท่านั้น”อย่างไรก็ตาม ททท.จะประชุมบอร์ดอีลิทการ์ดในวันที่ 29 พ.ค.นี้อีกครั้ง เพื่อดูแผนธุรกิจที่มีอยู่ในขณะนี้ และจะหารือกันว่าจะปรับกลยุทธ์ใหม่ได้อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องค่าคอมมิชชั่น ที่มีแนวโน้มว่าจะปรับเป็น 10-15% จากปัจจุบันอยู่ที่ 5% ให้ตัวแทนที่จำหน่ายบัตรได้ตามจำนวนที่ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งต้องเป็นเป้าหมายที่สูงไม่ต่ำกว่า 50% ของจำนวนทั้งหมดนายอภิสิทธ์ ชื่นชมภู ผู้จัดการใหญ่ บริษัททีพีซี กล่าวว่า ในการประชุมบอร์ดวันที่ 29 พ.ค. จะเสนอให้ยืดเวลาการขายบัตรให้ยาวขึ้นจากเดิม ต้องขายให้ได้ 1,300 ใบภายในเดือน ก.ย.นี้ แต่เนื่องจากมีปัญหาทั้งเรื่องการได้รับงบประมาณที่ล่าช้า และมีเหตุการณ์ทางการเมืองทำให้การขายบัตรไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะอีลิทเร่งปรับแผนใหม่Facebook Comments