นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยเข้าพบ เพื่อยกเลิกการเก็บเงินจากผู้ประกอบการกลุ่มเครื่องดื่มเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย 5 บาทต่อกิโลกรัมว่า ขณะนี้คงไม่สามารถระบุได้ว่า ภายในปีนี้ จะสามารถลดการเก็บเงินได้หรือไม่ เพราะช่วงปลายปี 58กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายปล่อยลอยตัวราคาน้ำตาลทรายตามกลไกตลาดโลก เพื่อให้สอดรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 “เบื้องต้นกับสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย ยินดีและพร้อมรับนโยบายปล่อยลอยตัวราคาน้ำตาลทรายให้อิงราคาตามตลาดโลก ขณะที่ผู้บริโภคเอง เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมใจรับ เพราะเป็นเรื่องที่รู้กันมานานแล้วว่า จะมีการเปิดเสรีเออีซีในปี 58 แต่ช่วงต้นอาจมีวิธีหรือมาตรการในการค่อยๆ ปรับขึ้นเหมือนราคาพลังงานก็ได้เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคตกใจหรือได้รับผลกระทบมากจนเกินไป” นอกจากนี้ยังเห็นด้วยกับสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยที่ไม่สนับสนุนแนวคิดการเก็บภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มตามค่าความหวานจากผู้ประกอบการโรงงาน เนื่องจากส่วนตัวมองว่า น้ำตาลทราย เป็นสารอาหารที่จำเป็นตัวหนึ่ง เพราะถ้าขาดหรือไม่กินเลยก็ไม่ได้ แต่น่าจะเป็นการรณรงค์ลดการบริโภคน้ำตาลลงแทนเหมาะสมกว่านายประจวบ ตยาคีพิศุทธิ์ รองประธานคณะกรรมการบริหารและโฆษกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย กล่าวว่า หลังจากได้รับทราบนโยบายของนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรมว่า จะปล่อยลอยตัวราคาน้ำตาลในช่วงปลายปี 58 โดยให้ผู้ประกอบการเตรียมปรับตัวรับการเปิดเออีซี เมื่อรับทราบข้อมูลแล้ว สมาคมฯ ก็รับได้เพราะถือว่ายุติธรรมดีและจะไปหาทางบริหารจัดการต้นทุนอื่นให้สมดุลกัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “จักรมณฑ์” ส่งซิกลอยตัวราคาน้ำตาล
Blog
-

“จักรมณฑ์” ส่งซิกลอยตัวราคาน้ำตาล
Facebook Comments -

พาณิชย์เล็งออกมาตรการดันราคาข้าวหอมมะลิ
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะรมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังประชุมหารือร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยว่าที่ประชุมได้หารือเรื่องการดูแลราคาข้าวเปลือกหอมมะลิฤดูกาลนาปี 2557/58ที่กำลังทยอยออกมาในช่วงปลายเดือนต.ค.นี้ คาดว่ามีปริมาณมากถึง 6 ล้านตันข้าวเปลือกซึ่งเห็นพ้องที่จะกำหนดเป้าหมายในการผลักดันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ 100%ชั้น 2ให้เกษตรกรขายได้ในราคาตันละ 15,000 – 16,000บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่เกษตรกรพอใจ“ในการประชุมทางผู้ส่งออกข้าวก็ได้เสนอแนวทางที่จะทำให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิมีราคาตามเป้าหมายที่กำหนดไว้คือ 15,000 – 16,000 บาท/ตันซึ่งก็มีหลายวิธีการทั้งการดูดซับปริมาณส่วนเกินของข้าวมาเก็บไว้ในสต๊อกก่อนคาดว่าจะดูดซับออกมา 2 ล้านตันโดยในการดูดซับก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นแน่นอนและรัฐก็อาจจะดูแลช่วยเหลือในส่วนนี้ให้”สำหรับรายละเอียดของมาตรการในการผลักดันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้แต่จะมีมาตรการที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากการดูดซับปริมาณข้าวออกจากตลาดเพราะต้องรอข้อสรุปและนำเสนอมาตรการให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.)เห็นชอบก่อน คาดว่าจะมีการประชุมภายในสัปดาห์หน้าขณะที่การดูแลราคาข้าวเปลือกเจ้าโดยได้กำหนดเป้าหมายไว้ที่ตันละ 8,500 บาท ซึ่งขณะนี้ราคาข้าวเปลือกเจ้าในตลาดใกล้เคียงกับราคาเป้าหมายถือเป็นราคาที่สมดุลกับทุกฝ่ายทั้งผู้ส่งออก ชาวนา และโรงสีและรูปแบบความร่วมมือกับภาคเอกชนก็จะดำเนินการต่อเนื่องในฤดูกาลต่อไปด้วย“ข้าวเปลือกเจ้ารัฐบาลอยากเห็นราคาเป้าหมายที่ตันละ 8,500 บาท ต่อจะต้องใช้วิธีการกำหนดราคากลางขึ้นมาในลักษณะที่สร้างความยุติธรรมกับทุกลุ่มโดยราคากลางไม่ใช่ราคาบังคับ แต่เป็นราคาที่ยืนเป็นราคาแนะนำซึ่งการดูแลราคาข้าวควรจะปรับให้ผันแปรไปตามราคาตลาดโลกเพราะถ้าหากราคาตลาดสูงขึ้น ชาวนาก็ควรจะได้ราคาที่สูงขึ้นด้วยเรื่องนี้เราได้ทำความเข้าใจกับโรงสีแล้ว”นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในการรุกตลาดส่งออกข้าวโดยรัฐบาลและเอกชนจะต้องร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลในการส่งออกข้าวเป็นรายตลาดๆพร้อมทั้งสนับสนุนการทำแบรนด์ข้าวหอมมะลิไทย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทยและเป็นช่วงตลาดส่งออกสำคัญๆของไทย เช่น แอฟริกา จีน หรือฮ่องกง กลับคืนมาและทำให้ไทยกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวได้เหมือนเดิม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์เล็งออกมาตรการดันราคาข้าวหอมมะลิFacebook Comments -

หอฯไทย-เมียนมาร์จับมือพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ
นายสมเกียรติ อนุราช รองประธานกรรมการหอการค้าไทยเปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับหอการค้าและอุตสาหกรรมสหภาพเมียนมาร์ ว่า หอการค้าไทยและหอการค้าเมียนมาร์มีมติร่วมกันให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมไทยเมียนมาร์เขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นเพื่อจัดทำเเผนเเม่บทที่จะใช้ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดให้เป็นเขตเศรษฐกิจที่ครบวงจร เพื่อเปิดโอกาสในการเคลื่อนย้ายแรงงาน สินค้า รวมถึงการค้า การลงทุนของทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นคาดว่าจะใช้เวลา 6-9 เดือนในการจัดทำแผนแม่บทดังกล่าวสำเร็จ ก่อนจะนำเสนอให้กับรัฐบาลของทั้ง 2 ฝ่ายพิจารณา เห็นชอบต่อไป"จากการที่ได้หารือกับสภาพัฒน์แล้วเห็นว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษจะต้องมีหลายรูปแบบคือ เป็นแหล่งการค้า เป็นเขตอุตสาหกรรม เป็นแหล่งท่องเที่ยว ในเบื้องต้นเห็นว่าแม่สอดเหมาะสมที่จะพัฒนาให้เป็นทั้งแหล่งการค้าการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมได้ จึงเตรียมส่วนนี้เข้าไปอยู่ในแผนแม่บทด้วยอีกทั้งแผนแม่บทดังกล่าวจะต้องเป็นการส่งเสริมและพัฒนาในเรื่องของการอำนวยความสะดวก ด้านการค้าการลงทุนการท่องเที่ยวรวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงานของทั้งสองฝ่ายให้ครอบคลุมเพื่อเพิ่มการค้าการลงทุนตามแนวชายแดนด้วย"พร้อมกันนี้ในแผนแม่บทยังจะมีการเสนอให้รวม3 อำเภอของจังหวัดตากได้แก่ อ.แม่สอด อ.แม่ระมาด และ อ.พบพระอยู่ในพื้นที่ของเขตเศรษฐกิจพิเศษ และเพื่อให้จังหวัดตากเป็นจังหวัดนำร่องของเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทยด้วยโดยในเบื้องต้นการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษยังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควรทั้งในส่วนของสถานที่ตั้ง และผลประโยชน์ ซึ่งยังอยู่ระหว่างหาข้อสรุปที่ชัดเจนต่างจากประเทศเมียนมาร์มีความชัดเจนเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้วอย่างไรก็ตามเชื่อว่ารัฐบาลไทยมีนโยบายให้การสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทยต้องสอดคล้องกับของประเทศเพื่อนบ้านทั้งนี้ในการประชุมแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจไทย-เมียนมาร์ ยังได้หารือถึงความเหมาะและศักยภาพเชิงพื้นที่ของเขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งไทยมีการระบุที่ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษใน 3 จังหวัด คือ แม่สอด แม่ระมาด พบพระ จ.ตาก, จ.กาญจนบุรีและ แม่สาย จ.เชียงราย ส่วนของเมียนมาร์ ได้แก่ เมียวดี ผาอัน และเมาะละแหม่ง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หอฯไทย-เมียนมาร์จับมือพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษFacebook Comments