Blog

  • ปลัดคมนาคมถกผู้บริหาร

    ปลัดคมนาคมถกผู้บริหาร

    นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา นายสมชัย ศิริวัฒนโชค ปลัดกระทรวงคมนาคมและปฏิบัติราชการแทน รมว.คมนาคม ได้เรียกประชุมผู้บริหารและหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมเข้าหารือ และสั่งการให้แต่ละหน่วยงานเตรียมสรุปรายละเอียดแผนงาน หรือโครงการเร่งด่วน เพื่อนำไปหารือกับทางคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ( คสช.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าคณะ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานและการผลักดันโครงการต่างๆ ซึ่งมีหลายโครงการที่ได้รับผลกระทบในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการก่อนหน้านี้ เช่น สถาบันการบินพลเรือน(สบพ.)ไม่มีการแต่งตั้งประธานบอร์ด และโครงการอื่นๆที่ต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาล ดังนั้นจึงพิจารณาให้การบริหารงานให้เดินหน้าได้  ด้านนายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า ร.ฟ.ท.มีโครงการเร่งด่วนที่จะต้องขอความเห็นชอบจาก ครม.อนุมัติ แต่เกิดประกาศยุบสภาก่อนคือรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงบางซื่อ- รังสิต ที่ต้องขออนุมัติปรับแบบเพิ่มจากขนาด 3 รางเป็น 4 ราง และต้องขอปรับงบประมาณด้วย ทำให้การดำเนินงานที่ผ่านมาต้องหยุดชะงักไป เป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะเสนอ เพราะไม่มีความชัดเจนว่าจะมี ครม.เมื่อใด ด้านนายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือทอท. กล่าวว่าหลังเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิลดลงอีก 2% จากเดิมที่ลดลง 10% รวมผู้โดยสารลดลงประมาณ 12% ส่วนภาพรวมการเดินทางในท่าอากาศยานทั้งหมดของ ทอท. พบว่าผู้โดยสารที่เดินทางภายในประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 7.4% โดย ทอท.จะเฝ้าติดตามสถานการณ์อีกสักระยะจึงจะทราบว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะส่งผลดีหรือผลเสียต่อแนวโน้มการเติบโตของผู้โดยสารที่เข้าใช้บริการท่าอากาศยานต่างๆของ ทอท.มากน้อยขนาดไหน นายโชคชัย ปัญญายงค์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบจำนวนผู้โดยสารคงต้องรอดูสักระยะ แต่เบื้องต้นยังไม่มีผู้โดยสารแจ้งขอยกเลิกการเดินทาง ซึ่งขณะนี้การบินไทยได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นในทุกๆ ตลาดทั่วโลก ซึ่งหากพิจารณาจากคำประกาศยึดอำนาจการปกครองครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการกระทำไปเพื่อให้เกิดความสงบในประเทศไทย คาดว่าจะส่งผลในทางบวกต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากกว่า

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปลัดคมนาคมถกผู้บริหาร

  • พัฒนาอุตฯถ่ายทำภาพยนตร์ครบวงจร

    พัฒนาอุตฯถ่ายทำภาพยนตร์ครบวงจร

    นายสุวัตร สิทธิหล่อ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า เตรียมหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมในการพัฒนาอุตสาหกรรมการถ่ายทำภาพยนตร์ให้มีลักษณะแบบครบวงจร  เพื่อดึงรายได้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ โดยเฉพาะจากวงการฮอลลีวูดที่มีค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้งสูงถึง 40 ล้านบาทโดยเบื้องต้นหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อย จะหารือกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อช่วยเหลือด้านสิทธิประโยชน์ด้านภาษีการลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมองว่าควรจะมีการสนับสนุนในเรื่อง ค่าตอบแทนสำหรับการมาใช้สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ (อินเซนทีฟ) เนื่องจากปัจจุบันประเทศต่างๆ ในเอเชีย ให้ผลตอบแทนสูงมาก เช่น สิงคโปร์ 40% ,มาเลเซีย 30%, ซึ่งในระยะยาวจะทำให้ไทยสูญเสียการได้เป็นเจ้าบ้านจัดงาน เพราะผู้จัดส่วนใหญ่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด “ขณะนี้ประเทศไทยถือเป็นเดสติเนชั่นสำคัญ ที่ผู้จัดงานส่วนใหญ่อยากจะมาใช้สถานที่ อย่าล่าสุด ก็มีภาพยนตร์เรื่อง ทรานฟอร์เมอร์ 4 ที่สนใจมาถ่ายทำ และเลือกประเทศไทย เป็นอันดับต้นๆ ของตัวเลือก แต่สุดท้าย ก็แพ้ ให้กับประเทศจีน ที่คาดว่าจะให้ค่าตอบแทนเรื่องอินเซนทีฟในราคาที่สูงกว่า” ด้านน.ส.อุบลวรรณ สุจริตกุล ผู้อำนวยการกองกิจการภาพยนตร์ กรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มถ่ายทำภาพยนตร์จากฮอลีวูด จะนิยมมองหาทีมงานภายในประเทศนั้นๆ เพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทำโดยจะเน้นตั้งแต่ ตัวแสดงแทนไปจนถึงกลุ่มการทำโปรดักชั่นตัดต่อต่างๆ ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพมาก ซึ่งในระยะยาวเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลจะร่วมกับกระทรวงท่องเที่ยวและกระทรวงอุตสาหกรรมพัฒนา อุตสาหกรรมการถ่ายทำนี้ ส่วนการสนับสนุนเรื่องอินเซนทีฟ ขณะนี้ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่ให้อินเซนทีฟน้อย ซึ่งในอนาคตจะเป็นข้อเสียเปรียบหากมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจเสรีอาเซียน(เออีซี) เพราะจะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พัฒนาอุตฯถ่ายทำภาพยนตร์ครบวงจร

  • ททท.เร่งประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยว

    ททท.เร่งประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยว

    นายธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  (ททท.) เปิดเผยภายหลัง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศห้ามออกจากเคหสถานเวลาค่ำคืน หรือ เคอร์ฟิว ตั้งแต่เวลา 22.00 – 05.00 น. ส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่กำลังจองการเดินทาง และจองโรงแรมมีการยกเลิกเป็นบางส่วน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวในกลุ่มทัวร์ที่บริษัทประกันภัยไม่ครอบคลุมการประกัน จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจยกเลิกการเดินทางมากขึ้น เบื้องต้น ททท. ประเมินว่าผลกระทบดังกล่าวจะเป็นเพียงระยะสั้นในช่วง 1 – 2 สัปดาห์ที่นักท่องเที่ยวยังวิตก และปรับตัวไม่ทันเท่านั้น ขณะเดียวกัน ททท.จะใช้มาตรการสร้างความเชื่อมั่น เสนอภาพเคลื่อนไหวตามสถานที่ท่องเที่ยวหลัก  อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต พังงา และกระบี่ ผ่านเว็บไซต์ของ ททท. และสำนักงานต่างประเทศ ทั้งยังมั่นใจว่าจะยังสามารถทำการตลาดกับนักท่องเที่ยวในกลุ่มเดินทางซ้ำ(รีพีทเตอร์) และกลุ่มเดินทางด้วยตนเอง(เอฟไอที) ที่เป็นสัดส่วนกว่า 60% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดได้หลังจากผ่านช่วง 2 สัปดาห์นี้ โดยขับเคลื่อนแผนผ่านกลยุทธ์ 3 ข้อ ได้แก่ การชี้แจงข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวโดยตรงผ่านเว็บไซต์ และช่องทางสื่อสารอื่นๆ ,การสื่อสารข้อมูลผ่านบริษัททัวร์รายใหญ่ รวมทั้งสมาชิกเฟรนออฟไทยแลนด์ที่มีจำนวน 4,000 ราย และกระตุ้นตลาดคนไทยผ่านงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 8 มิ.ย.นี้ นอกจากนี้ ททท.เตรียมเสนอบอร์ดในวาระการประชุมประจำเดือน (28 พ.ค.)เพื่อพิจารณาปรับเป้าการท่องเที่ยวในปีนี้ใหม่อีกครั้ง โดยเบื้องต้นคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเหลือเพียง 26.23 ล้านคน จากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 28.01 ล้านคน ขณะที่จำนวนรายได้ปีนี้ยังคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 1.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 1.32 ล้านล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดยุโรปที่เดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก และเป็นกลุ่มตลาดที่มีค่าใช้จ่ายต่อคนสูง “ผลกระทบตอนนี้ต้องใช้เวลาในการประเมินอีกประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ รอดูสถานการณ์ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง สำหรับปัญหาที่ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปคือประกันภัยที่ไม่คุ้มครอง ในอาทิตย์หน้า ททท.จะเข้าหารือกับปลัดกระทรวงการท่องเที่ยว เพื่อหาแนวทางสร้างความเชื่อมั่น และจัดตั้งวงเงินประกันดูแลนักท่องเที่ยว” 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ททท.เร่งประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยว