Blog

  • ซื้อรถยนต์มือสองต้องดูฉลาก  – ไขปัญหาผู้บริโภค

    ซื้อรถยนต์มือสองต้องดูฉลาก – ไขปัญหาผู้บริโภค

    มีผู้บริโภคหลายรายไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อรถยนต์ที่ใช้แล้ว หรือ “รถยนต์มือสอง”  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นการที่ผู้บริโภคประสบปัญหาจากการใช้บริการจากผู้ประกอบธุรกิจที่มีลักษณะเป็นเต็นท์ ศูนย์รถยนต์ และตลาดรถยนต์ ฯลฯ ซึ่งปัญหาที่ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนจากการซื้อรถยนต์ที่ใช้แล้ว ส่วนใหญ่ที่พบเกิดจากหลายกรณีไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรถยนต์ที่มีสภาพชำรุดบกพร่อง โดยเฉพาะเครื่องยนต์และช่วงล่าง รุ่นของรถยนต์ไม่ตรงตามที่ลงโฆษณา มีการแก้ไขเลขไมล์ของรถยนต์ให้น้อยลง ส่งมอบอุปกรณ์รถยนต์ไม่ครบถ้วน มีการนำรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานมานานมาจำหน่าย  นำรถยนต์บางรุ่นบางยี่ห้อ ซึ่งมีปัญหาในการหาอะไหล่และช่างซ่อมมาจำหน่าย นอกจากนี้ในเรื่องเกี่ยวกับการบริการก็เป็นปัญหามิใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่มีการโอนทะเบียนล่าช้าและยุ่งยาก โอนทะเบียนไม่ได้ หรือในเรื่องของราคาที่ไม่ได้มาตรฐาน   ไม่มีการรับประกันความชำรุดบกพร่องของรถยนต์หลังการขาย ไม่มีการบริการซ่อมหลังการขายรถยนต์มือสอง  ผู้ประกอบธุรกิจที่ขายรถยนต์ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์  ปกปิดข้อมูลที่สำคัญของรถยนต์แก่ผู้บริโภค เต็นท์ขายรถยนต์ที่ใช้แล้ว มีการให้เช่าช่วงพื้นที่กันหลายทอดทำให้ผู้บริโภคไม่ทราบว่าใครคือผู้ขายที่แท้จริง ผู้บริโภคทำสัญญาจองรถยนต์และชำระเงินกับพนักงานขาย แต่พนักงานขายกลับไม่นำเงินส่งเต็นท์ทำให้เต็นท์ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค    ปัญหาเกี่ยวกับการจัดไฟแนนซ์ที่ผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถขอจัดไฟแนนซ์ให้กับผู้บริโภคได้และไม่คืนเงินจองหรือเงินมัดจำแก่ผู้บริโภค ในส่วนของผู้บริโภคเองก็มีปัญหาที่ผู้บริโภคที่ซื้อรถยนต์มือสองส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ชะล่าใจไม่ได้ตรวจสอบประวัติ สภาพรถยนต์ การรับประกันและคู่มือทะเบียนจากกรมการขนส่งทางบกก่อนซื้อ  อีกทั้งยังไม่ทราบเงื่อนไขการให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ทำให้หลงเชื่อคำชักชวนของผู้ประกอบธุรกิจ จนยอมตกลงซื้อรถยนต์และวางเงินจอง เหล่านี้เป็นเพียงปัญหาบางส่วนที่ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนและร้องเรียนมาที่ สคบ.  ในเบื้องต้นก่อนที่ผู้บริโภคจะซื้อรถมือสองสักคันจากเต็นท์รถ ต้องตรวจสอบว่า ผู้ประกอบการได้จัดทำรายละเอียดที่สำคัญและจำเป็นสำหรับผู้บริโภคระบุลงในฉลาก ซึ่ง สคบ. กำหนดไว้ให้ผู้ประกอบการต้องจัดทำโดยที่จะต้องติดแสดงไว้ประจำรถทุกคันที่จะขาย คือ ชื่อ ประเภทหรือชนิดของสินค้า ประเทศที่ผลิต (กรณีที่เป็นสินค้าที่สั่งหรือนำเข้า) ชื่อและสถานที่ประกอบการของผู้ขาย ขนาดหรือน้ำหนัก สมุดคู่มือการบำรุงรักษารถ (ถ้ามี) รุ่นปี ราคา (โดยระบุหน่วยเป็นบาท) วันจดทะเบียน เลขทะเบียน เลขตัวรถ เลขเครื่อง ยนต์ ยี่ห้อรถ ยี่ห้อเครื่องยนต์ สี ชนิดเชื้อเพลิง ชื่อ-นามสกุลของเจ้าของรถ ตามลำดับ การครอบครอง ภาระผูกพันของรถยนต์ที่มีอยู่ ในสาระสำคัญของรถยนต์ใช้แล้วนั้น และต้องเป็นภาษาไทยหรือภาษาไทยกำกับภาษาต่างประเทศ นอกจากข้อมูลที่ได้กล่าวไปในเบื้องต้นแล้ว ยังจะต้องระบุข้อมูลการประสบภัย เช่น ถูกชน ถูกน้ำท่วม (ถ้ามี) หรือกรณีที่ถูกน้ำท่วมให้ระบุระดับของน้ำที่ท่วมตัวรถยนต์ เช่น ระดับพื้นรถยนต์ ระดับเบาะรถยนต์ ระดับเรือนไมล์แผงนวมหน้าปัด ท่วมทั้งคัน และระยะทางการใช้งานหรือชั่วโมงในการทำงานของรถ โดยให้ระบุข้อมูลด้วยตัวอักษรขนาดไม่ต่ำกว่าหนึ่งเซนติเมตร และให้เป็นไปตามที่ปรากฏในรายการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ตั้งแต่วันจดทะเบียนจนถึงวันที่จำหน่าย ต่อจากนี้ ถ้าผู้บริโภคท่านใดจะซื้อรถมือสอง ให้โปรดสังเกตฉลากที่ สคบ. กำหนดไว้ดังกล่าวด้วย ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ซื้อรถยนต์มือสองต้องดูฉลาก – ไขปัญหาผู้บริโภค

  • ปลัดคลังสั่งสบน.กู้เงินจ่ายจำนำข้าว

    ปลัดคลังสั่งสบน.กู้เงินจ่ายจำนำข้าว

    นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ปฏิบัติหน้าที่ รมว.คลัง ตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ได้สั่งให้สำนักนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ดำเนินการกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาจ่ายจำนำข้าวให้ชาวนาที่รัฐบาลค้างอยู่ประมาณ 80,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้สถาบันการเงินมีความมั่นใจปล่อยกู้ให้คลัง หลังจากที่ คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจการบริหารประเทศ ไม่เหมือนที่ผ่านมาไม่กล้าปล่อยเพราะไม่มั่นใจในอำนาจของรัฐบาลรักษาการ “สถาบันการเงินมีเงินจำนวนมากที่จะปล่อยกู้ให้ แต่ที่ผ่านมาไม่กล้าปล่อยเพราะกลัว ตอนนี้ไม่มีปัญหาดังกล่าวแล้ว ส่วนจะกู้จากแบงก์รัฐ หรือ ธนาคารพาณิชย์ ทาง สบน. จะพิจารณาความเหมาะสม” น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการ สบน. กล่าวว่า สบน.จะดำเนินการกู้เงินจำนำข้าวส่วนที่ยังขาดไม่พอจ่ายหนี้ให้กับชาวนากับสถาบันการเงินทันทีที่ได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายนโยบาย ซึ่งตอนนี้ไม่ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นของอำนาจรัฐ จนทำให้สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยกู้เหมือนที่ผ่านมาแล้ว และโครงการจำนำข้าวเป็นนโยบายของรัฐบาล จึงเป็นหน้าที่ของผู้มาบริหารประเทศต้องรับผิดชอบแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด เพราะชาวนาได้รับความเดือนไม่ได้รับเงินจากการจำนำมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังพิจารณาจำนวนเงินที่ต้องกู้ว่า เมื่อใช้เงินจากการระบายข้าว และเงินจากกองทุนช่วยเหลือชาวนา ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะทำให้หนี้ที่ค้างจ่ายชาวนาประมาณ 80,000 ล้านบาท เหลืออยู่เท่าไรที่ต้องกู้เงินจากสถาบันการเงิน “แม้ว่า คสช. จะควบคุมการบริหารประเทศ แต่ไม่ได้กระทบต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาล เพราะสภาพคล่องในตลาดการเงินของไทยมีสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท หากต้องกู้เต็มเพดานที่ค้างอยู่ 80,000 ล้านบาท ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบกับสภาพคล่องของตลาดเงิน หรืออัตราดอกเบี้ยในตลาด เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็อยู่ในระดับต่ำ 2% ต่อปีเท่านั้น” นอกจากนี้ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาสถาบันจัดอันดับชั้นนำของโลกอย่าง สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ก็คงอันดับเครดิตของประเทศไทยไว้ที่ บีบีบี บวก โดยมุมมองยังมีเสถียรภาพทั้งที่มีปัญหาการเมืองมานานหลายเดือน แต่สถาบันจัดอันดับยังมองว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังดีอยู่ เชื่อว่าสถาบันการเงินอื่นๆ จะคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับเดิม เพราะการ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ แม้ว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับจากนักลงทุนต่างประเทศ แต่ทำให้การบริหารเศรษฐกิจภายในประเทศเดินหน้าไปได้ และตั้งแต่มีการตั้ง คสช. ขึ้นมาก็ไม่ได้กระทบกับตลาดพันธบัตรของไทย นักลงทุนต่างชาติยังคงถือพันธบัตรรัฐบาลของไทยต่อไปไม่ได้ขายทิ้งอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปลัดคลังสั่งสบน.กู้เงินจ่ายจำนำข้าว

  • คลังชง”ประยุทธ์”ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    คลังชง”ประยุทธ์”ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดคลัง และปฏิบัติหน้าที่ รมว.คลัง ตามคำสั่งของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เรียกประชุมผู้บริหารคลังทั้งหมดเพื่อเตรียมมาตรกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจเร่งด่วนเข้าหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี โดยมอบหมายให้ สศค. รวบรวมมาตรการทั้งหมด เบื้องต้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาจะต้องเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เช่น การทำงบประมาณปี 58 เพื่อให้ใช้ได้ทัน 1 ต.ค.57 ก็จะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจ ทำให้มีวงเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง แต่จะขาดดุลเป็นจำนวนเท่าไรนั้น ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังต้องหารือกับนายประยุทธ์ เรื่องการหาเงินมาจ่ายจำนำข้าวที่รัฐบาลยังค้างชาวนาอีกจำนวนหมายหมื่นล้านบาท ว่าจะให้ดำเนินการอย่าไง การหาเงินมาข่ายหนี้ชาวนาได้ไวจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้การบริโภคขยายตัวได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องของการคงภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% เป็น 7% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.57 ว่าจะเห็นสมควรจะขยายเวลาออกไปอีกกี่ปี ซึ่งทาง สศค. จะต้องเสนอทางเลือกให้เหมาะกับภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงการขยายเวลาการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 20% ออกไปอีกระยะหนึ่งเพื่อรอให้รัฐบาลเสนอสภาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแก้ไขกฎหมายลดภาษีเป็นการถาวร ขณะเดียวกัน นายรังสรรค์ ยังได้ให้ สศค. ศึกษาผลกระทบการรัฐประหารที่มีผลต่อเศรษฐกิจและการเก็บรายได้ เนื่องจากที่ผ่านมาการเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าค่อนข้างมาก ซึ่งนายรังสรรค์ ได้สั่้งให้อธิบดีกรมภาษีทั้ง 3 กรม เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีให้มากที่สุด  “มาตรการทุกอย่างกระทรวงการคลังเดินหน้าเลย เพราะถือว่าตอนนี้ฝ่ายต่างๆ มีอำนาจเต็มแล้ว ท่านปลัดคลัง ก็ทำหน้าที่ รมว.คลัง มีอำนาจดำเนินการเรื่องต่างๆ ได้เต็มที่ ตอนนี้ก็อยู่ที่ท่านประยุทธ ที่ทำหน้าที่ นายกรัฐมนตรี จะเรียกคลังเข้าไปพบเมื่อไร ก็จะเสนอทั้งหมดให้ดำเนินการทันที” นายสมชัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังประเมินยากว่าการรัฐประหารกระทบเศรษฐกิจมากน้อยขนาดไหน ส่วนหนึ่งต่างชาติไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว แต่หากผู้นำประเทศให้ความมั่นใจนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ เดินหน้าต่อ ไม่มีการปิดประเทศ เชื่อว่าต่างชาติก็จะเข้าใจและเข้ามาลงทุนเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม ยังมีผลดีจากการเปลี่ยนแปลงทำให้นโยบายทางเศรษฐกิจต่างๆ เดินหน้าได้ เพราะมีครม.มีอำนาจเต็มบริหารประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไม่ชะลอตัวมากอย่างที่คาดไว้ แต่จะขยายตัวได้มากกว่า 2% ต่อปี หรือไม่ ต้องประเมินอีกครั้ง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังชง”ประยุทธ์”ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ