Blog

  • สคบ.ฟันรถโดยสารเอาเปรียบผู้บริโภค

    สคบ.ฟันรถโดยสารเอาเปรียบผู้บริโภค

    ร.ต.ไพโรจน์ คนึงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ สคบ.จะลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) 3 ฉบับ กับกรมการขนส่งทางบก และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อช่วยคุ้มครองผู้บริโภคที่ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ โดยเฉพาะรถร่วมบริการ และรถตู้โดยสาร เพราะที่ผ่านมารถโดยสารประเภทดังกล่าวได้เกิดอุบัติอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดความเสียหายให้กับผู้บริโภคที่จะไม่ได้รับความปลอดภัยในการเดินทาง จึงจำเป็นต้องมาควบคุมการให้บริการรถประเภทดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค“ที่ผ่านมามีข่าวอยู่หลายครั้งว่า รถตู้โดยสารเกิดอุบัติเหตุ ขับรถเร็ว จนผู้บริโภคได้รับอันตราย จึงต้องขอความร่วมมือทุกทุกฝ่ายเข้ามาช่วยดูแลอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันที่ผ่านมาไม่ว่าช่วงเทศกาล หรือไม่ใช่เทศกาลผู้บริโภคยังถูกเอาเปรียบต่างๆ นาๆ จากรถโดยสารสาธารณะ ดังนั้นการร่วมมือของ3 หน่วยงานครั้งนี้จะครอบคลุมดูแลให้คอบทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อมีกรณีการร้องเรียนเกิดขึ้น ผู้ที่ทำผิดจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายของหน่วยงานที่ดูแลทันที”สำหรับ สาระสำคัญของเอ็มโอยูทั้ง 3 ฉบับ แบ่งขอบเขตการคุ้มครองของแต่ละหน่วยงานออกเป็น ของสคบ.จะคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัย โดยรับเรื่อร้องเรียนและดำเนินการพิจารณาแนวทางการชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้บริการรถสาธารณะ กรณีผู้บริโภคร้องให้ช่วยดุแลชดใช้ความเสียหาย รวมทั้งดำเนินแนวทางคุ้มครองอื่นๆที่เหมาะสมและเป็นไปตามข้อกำหนดของสคบ.ส่วนกรมการขนส่งทางบก จะช่วยสอบสวน เปรียบเทียบปรับ และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และกฎหมายอื่นกับผู้ประกอบการขนส่ง เจ้าของรถ ผู้ประจำรถ และผู้ขับรถ เมื่อรับเรื่องร้องเรียนของผู้เสียหายจากสคบ. ขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จะเข้ามาช่วยเหลือด้านวิชาการ เช่น เผยแพร่ความรู้เรื่องสิทธิผู้บริโภคให้กับประชาชนที่ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ และกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งสร้างความรู้ให้ผู้ประกอบการขนส่ง เจ้าของรถ ผู้ประจำรถ ผู้ขับรถโดยสารรู้หน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง ปลูกจิตสำนึกด้านการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและความปลอดภัยในการใช้รถสาธารณะของเยาวชนด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สคบ.ฟันรถโดยสารเอาเปรียบผู้บริโภค

  • ร.ฟ.ท.เร่งหาเอกชนใหม่บริหารไอซีดีลาดกระบัง

    ร.ฟ.ท.เร่งหาเอกชนใหม่บริหารไอซีดีลาดกระบัง

    นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการ สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในฐานะคณะกรรมการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังจัดทำร่างทีโออาร์เพื่อใช้ประกวดราคา หาเอกชนรายใหม่เข้ามารับสัมปทานบริหารสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง ลาดกระบัง (ไอซีดีลาดกระบัง) ให้ทันภายในเดือนก.ย.นี้ หลังจากว่างเว้นมานาน 3 ปี ตั้งแต่ปี 54 โดยหลักการดำเนินการครั้งนี้ ผู้เข้ารับสัมปทานจะต้องคิดค่าจ้างบริหารจัดการกับผู้ที่เข้ามาใช้บริการในราคาต่ำ เพื่อดึงดูดให้มีผู้เข้ามาใช้บริการในไอซีดีลาดกระบังมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังไม่สามารถสรุปได้ในขณะนี้คือ ผู้เข้ารับสัมปทานจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้ร.ฟ.ท. จำนวนเท่าไร และระยะเวลาการให้สัมปทานครั้งนี้ควรนานแค่ไหน เนื่องจากเอกชนที่เข้ารับสัมปทานนั้นจะต้องปรับปรุงพื้นที่และรถเครนภายในไอซีดีลาดกระบังใหม่ โดยใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท “ขณะนี้กระทรวงคลังให้จ้างที่ปรึกษาเพื่อเข้ามาพิจารณาร่างทีโออาร์เปิดสัมปทานให้เอกชนเข้ามาดำเนินการในไอซีดีแล้ว โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเหมาะสมในการจัดเก็บค่าบริหาร การจ่ายค่าตอบแทนให้การรถไฟฯ ระยะเวลาสัมปทานกี่ปี ภายใต้หลักการที่ผู้รับสัมปทานจะต้องเก็บเงินผู้ที่เข้ามาใช้บริการในไอซีดีในราคาต่ำและมีประสิทธิภาพ”  นายจุฬากล่าวว่า รายละเอียดของร่างทีโออาร์ ที่ได้จากการจ้างที่ปรึกษาเข้ามาคิดคำนวณความเหมาะสมในการให้สัมปทานแก่เอกชนรายใหม่แทน บริษัทเก่าทั้ง 6 รายที่หมดอายุสัมปทาน ในพื้นที่ทั้งสิ้น 647 ไร่ คาดจะสรุปร่างทีโออาร์ ภายในเดือนมิ.ย. จากนั้นจะเปิดประกวดราคาหากเอกชนผู้เข้ารับสัมปทานบริหารไอซีดีลาดกระบังได้ในเดือนก.ค. จากนั้นจะทดสอบการบริหารจัดการด้านเทคนิคเดือนส.ค. และจะได้เอกชนที่เข้ามาบริหารจริงภายในเดือนก.ย.นี้อย่างแน่นอน “การประกวดราคาครั้งนี้ คาดว่าจะได้เอกชนที่เข้าบริหารไอซีดีลาดกระบังน้อยกว่า 6 ราย เนื่องจากเอกชนรายใหม่จะต้องลงทุนปรับปรุงพื้นที่ และรถเครนรวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆใหม่ ในวงเงินที่ค่อนขางสูง หากเอกชนลงทุนมากขนาดนี้ คาดว่าเอกชนที่ได้จะมีน้อยรายลงอย่างแน่นอน โดยในการคัดเลือกจะเรียงลำดับจากอันดับต้นไปจนถึงอันดับท้าย และผู้ที่ได้รับเลือกในอันดับต้น จะถูกเรียกเข้ามาตกลงก่อนว่าจะดำเนินการส่วนใดอย่างไร”  สำหรับ 6 บริษัทเดิมที่หมดสัมปทาน เดิมไปตั้งแต่ปี 54 ประกอบด้วย บริษัท สยามชอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด, บริษัท อีสเทิร์นซี แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด, บริษัท เอเวอร์กรีนคอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ทิฟฟ่า ไอซีดี จำกัด, บริษัท ไทยฮันจิน โลจิสติกส์ จำกัด และบริษัท เอ็น.วาย.เค. ดิสทริบิวชั่น เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ร.ฟ.ท.เร่งหาเอกชนใหม่บริหารไอซีดีลาดกระบัง

  • ตลท.เตรียมออกโรดโชว์ ดึงต่างชาติลงทุนไทย

    ตลท.เตรียมออกโรดโชว์ ดึงต่างชาติลงทุนไทย

    นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ สานงานวางแผนกลยุทธ์กองค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง ตลท.เตรียมออกโรดโชว์ไปยังกลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นทางด้านเศรษฐกิจว่าพื้นฐานของไทยเป็นอย่างไร สถานการณ์ทางการเมือง รวมถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในช่วงครึ่งปีหลังด้วยว่ามีความเข็มแข็งหรือไม่ “ในมุมมองของต่างชาติเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นไทย ต้องยืนยันจริงๆว่าต่างชาติไม่ได้มองภาพลบอย่างที่หลายฝ่ายมองกันไว้ เพราะที่ผ่านมาเราก็ยังเห็นต่างชาติเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจนก็ได้ มันก็เลยดูเหมือนว่าปัจจัยทางการเมืองไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบการซื้อขาย แต่สิ่งสำคัญที่นักลงทุนจะดู คือ ผลประกอบการ ความแข็งแกร่งของบริษัทนั้นๆ ปัจจัยพื้นฐาน ความสามารถในการทำกำไรมากกว่าว่าจะเป็นอย่างไร” อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ผลการดำเนินงานของ บจ.หลังจากนี้ไป จะต้องติดตามภาพรวมของเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก และสถานการณ์ทางการเมืองด้วย หากอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจชะลอตัวลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวได้ 2-3% อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของบจ. และมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับลดประมาณการความสามารถในการทำกำไรลงด้วย สำหรับปัจจุบันนักวิเคราะห์ประเมินความสามารถในการทำกำไรของบจ.ปีนี้อยู่ที่ 9-11% นายอดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธ์ลงทุน บล. ธนชาต กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวนและมีโอกาสปรับลดลงไปที่ระดับ 1,360 จุด หากการเมืองยังไม่คลี่คลาย ดังนั้นนักลงทุนทั้งระยะสั้น กลาง และยาวจะต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุนแนะนำให้นักลงทุนปรับลดพอร์ตการลงทุน โดยลงทุนในตลาดหุ้นไม่เกิน 60-70% ของการลงทุนทั้งหมด เพราะช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นปรับขึ้นไปค่อนข้างมาก โดยช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นปรับขึ้นไปกว่า 200 จุด หรือคิดเป็น 16% ราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี) อยู่ที่ 14 เท่า “การเมืองในช่วงนี้ แม้จะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมา แต่ก็สถานการณ์ก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิม สุดท้ายก็ต้องรอการเลือกตั้งเหมือนเดิม และหากในช่วง 1-2 วันนี้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น ตลาดก็คงตอบรับในเชิงลบ แต่หากรุนแรงแล้วสามารถทำให้จบลงได้ ตลาดคงปรับลงในช่วงสั้น และจะรีบาวด์ปรับขึ้นต่อได้”  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตลท.เตรียมออกโรดโชว์ ดึงต่างชาติลงทุนไทย