Blog

  • การเมืองทำเกาหลีใต้ชะลอเที่ยวไทย

    การเมืองทำเกาหลีใต้ชะลอเที่ยวไทย

    นายเจริญ วังอนานนท์ อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) และสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดเกาหลีใต้ที่มาเที่ยวไทย(อินบาวด์)จะชะลอตัวและคาดว่าจะเติบโตติดลบเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยตั้งแต่เดือน 1 ม.ค.- 10 พ.ค.ลดลงถึง 49.41% เหลือเพียง 35,00คน เนื่องจากปัญหาความไม่สงบของการเมืองในไทย ประกอบกับเหตุการณ์เรือเซวอลล่มกลางทะเลเมื่อเดือนที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ชาวเกาหลีใต้เกิดความหดหู่ และระงับการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งหากพิจารณาสถิติจากกรมการท่องเที่ยวเฉพาะเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ยังลดลงเฉลี่ย 2.57% เทียบกับปีก่อน"ปีนี้มีความเป็นไปได้สูงที่ตลาดเกาหลีใต้ที่เดินทางผ่านทัวร์จะมีโอกาสติดลบต่อเนื่อง หากเหตุการณ์ในประเทศยังไม่คลี่คลายในเร็ววันนี้ เพราะประเมินว่าหากเหตุการณ์สงบลง ก็ยังต้องใช้เวลาฟื้นฟูตลาดพอสมควรซึ่งอาจจะไม่ทันช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว(ไฮซีซั่น)เช่น สายการบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลท์) ที่มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางหนีปัญหาการเมืองในไทยไปยังจุดหมายอื่นๆ ก็ต้องใช้เวลา 2-3 เดือนในกว่าจะกลับมาให้บริการเหมือนปกติ เพราะที่ผ่านมามีการปรับเส้นทางไปเที่ยว กัมพูชา เวียดนาม และญี่ปุ่น แทนจำนวนมาก"สำหรับปี 56 ตลาดเกาหลีเดินทางมาไทย1.29 ล้านคนเพิ่มขึ้น 11% และในปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าไว้ 1.32 ล้านคน เพิ่มขึ้น2.3%

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การเมืองทำเกาหลีใต้ชะลอเที่ยวไทย

  • สคบ.ฟันรถโดยสารเอาเปรียบผู้บริโภ

    สคบ.ฟันรถโดยสารเอาเปรียบผู้บริโภ

    ร.ต.ไพโรจน์ คนึงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ สคบ.จะลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) 3 ฉบับ กับกรมการขนส่งทางบก และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อช่วยคุ้มครองผู้บริโภคที่ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ โดยเฉพาะรถร่วมบริการ และรถตู้โดยสาร เพราะที่ผ่านมารถโดยสารประเภทดังกล่าวได้เกิดอุบัติอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดความเสียหายให้กับผู้บริโภคที่จะไม่ได้รับความปลอดภัยในการเดินทาง จึงจำเป็นต้องมาควบคุมการให้บริการรถประเภทดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค“ที่ผ่านมามีข่าวอยู่หลายครั้งว่า รถตู้โดยสารเกิดอุบัติเหตุ ขับรถเร็ว จนผู้บริโภคได้รับอันตราย จึงต้องขอความร่วมมือทุกทุกฝ่ายเข้ามาช่วยดูแลอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันที่ผ่านมาไม่ว่าช่วงเทศกาล หรือไม่ใช่เทศกาลผู้บริโภคยังถูกเอาเปรียบต่างๆ นาๆ จากรถโดยสารสาธารณะ ดังนั้นการร่วมมือของ3 หน่วยงานครั้งนี้จะครอบคลุมดูแลให้คอบทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อมีกรณีการร้องเรียนเกิดขึ้น ผู้ที่ทำผิดจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายของหน่วยงานที่ดูแลทันที”สำหรับ สาระสำคัญของเอ็มโอยูทั้ง 3 ฉบับ แบ่งขอบเขตการคุ้มครองของแต่ละหน่วยงานออกเป็น ของสคบ.จะคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัย โดยรับเรื่อร้องเรียนและดำเนินการพิจารณาแนวทางการชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้บริการรถสาธารณะ กรณีผู้บริโภคร้องให้ช่วยดุแลชดใช้ความเสียหาย รวมทั้งดำเนินแนวทางคุ้มครองอื่นๆที่เหมาะสมและเป็นไปตามข้อกำหนดของสคบ.ส่วนกรมการขนส่งทางบก จะช่วยสอบสวน เปรียบเทียบปรับ และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และกฎหมายอื่นกับผู้ประกอบการขนส่ง เจ้าของรถ ผู้ประจำรถ และผู้ขับรถ เมื่อรับเรื่องร้องเรียนของผู้เสียหายจากสคบ. ขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จะเข้ามาช่วยเหลือด้านวิชาการ เช่น เผยแพร่ความรู้เรื่องสิทธิผู้บริโภคให้กับประชาชนที่ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ และกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งสร้างความรู้ให้ผู้ประกอบการขนส่ง เจ้าของรถ ผู้ประจำรถ ผู้ขับรถโดยสารรู้หน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง ปลูกจิตสำนึกด้านการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและความปลอดภัยในการใช้รถสาธารณะของเยาวชนด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สคบ.ฟันรถโดยสารเอาเปรียบผู้บริโภ

  • พาณิชย์เร่งแก้ข้าวเปลือกตกต่ำ

    พาณิชย์เร่งแก้ข้าวเปลือกตกต่ำ

    นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้สำนักงานการค้าภายในจังหวัดดำเนินการช่วยเหลือชาวนาแก้ปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำในพื้นที่ต่างๆ ด้วยการจัดทำตลาดนัดซื้อขายข้าวเปลือก โดยจะนำโรงสีในพื้นที่และใกล้เคียง มาตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา เพื่อช่วยดึงราคาในพื้นที่นั้นๆให้สูงขึ้นได้ เพราะเดิมทีในแต่ละพื้นที่อาจมีผู้ซื้อเพียง 1-2 ราย จึงสามารถกำหนดราคารับซื้อในระดับต่ำได้ขณะเดียวกัน ในช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. คาดว่าจะมีข้าวเปลือกนาปรังปี 57 จากภาคกลางออกสู่ตลาดเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง และอาจทำให้ราคาข้าวในตลาดลดต่ำลงอีก จากปัจจุบันที่ราคาข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้น 15%) อยู่ที่ตันละ 6,500-7,000 บาท ดังนั้นกรมฯจึงเตรียมแผนรับมือไว้แล้วล่วงหน้า โดยจะเสนอให้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ พิจารณาโครงการช่วยเหลือชาวนาในระยะสั้น เช่น ชดเชยค่าปัจจัยการผลิตให้ชาวนาตันละ 3,000 บาท หากได้รับความเห็นชอบ จะเสนอคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาเห็นชอบต่อไปอย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าว มีข้อเสียคือจะไม่ช่วยทำให้ราคาข้าวในตลาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่มีการนำข้าวออกจากระบบ แต่จะมีผลดีในแง่ไม่ต้องนำเข้ามาเก็บไว้ในสต๊อกรัฐบาล เหมือนวิธีการตั้งโต๊ะรับซื้อ ซึ่งราคาชดเชยจะขึ้นกับราคาตลาดในช่วงนั้นๆ ว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร หากมีแนวโน้มลดต่ำลงมากอีก อาจทำให้รัฐต้องจ่ายเงินชดเชยมากขึ้น“ตอนนี้ราคาข้าวอยู่ที่ตันละ ประมาณ 6,000-7,000 บาท ก็ถือว่าต่ำแล้ว แต่ถ้ามีข้าวนาปรังรอบ 3 ออกมาอีก ก็ห่วงว่าราคาจะลดลงไปอีก จึงได้สั่งการให้ค้าภายในจัดหวัดดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้จัดตลาดนัดข้าวเปลือกทันที เพราะไม่ต้องใช้งบประมาณมาก และช่วยเหลือชาวนาในพื้นที่แบบเฉพาะหน้าไปก่อน ส่วนข้าวนาปรังที่เหลือ และนาปีที่จะออกสู่ตลาดช่วงเดือนพ.ย.นี้เป็นต้นไป หากยังไม่มีรัฐบาลที่แท้จริง สำนักงานงบประมาณให้คำแนะนำไว้ว่า ให้จัดเป็นโครงการขนาดเล็กและของงบประมาณดำเนินการในระยะสั้น เพื่อให้กกต.พิจารณาช่วยเหลือชาวนาได้”อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า ราคาข้าวจากนี้อาจไม่ปรับตัวลดลงต่ำมาก เพราะหลายตลาดมีความต้องการข้าวจากไทยมากขึ้น เช่น จีน ขณะเดียวกันสถานการณ์ภัยแล้งในหลายประเทศอาจมีความรุนแรงจนต้องการข้าวไทยเพิ่มขึ้น ส่วนแผนที่จะให้ชะลอการระบายข้าวให้ผู้ส่งออกที่คำสั่งซื้อจากต่างประเทศมาขอซื้อจากกระทรวงพาณิชย์โดยตรงนั้น ได้รับคำชี้แจงจากกรมการค้าต่างประเทศว่า วิธีการนี้ไม่ได้ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ เพราะขายตามราคาตลาด

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์เร่งแก้ข้าวเปลือกตกต่ำ