Blog

  • ขอผ่อนผันน้ำหนักรถบรรทุก 3 จังหวัดใต้

    ขอผ่อนผันน้ำหนักรถบรรทุก 3 จังหวัดใต้

    นายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ และตัวแทนกำนันผู้ใหญ่บ้าน20 คน ได้มายื่นหนังสือร้องของความเป็นธรรมต่อ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เพื่อขอผ่อนผันน้ำหนักบรรทุกสินค้าเกษตร ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมี พล.ต.ท.วรศักดิ์ นพสิทธิพร ผู้ช่วย รมว.คมนาคมรับเรื่องไว้แทน และจะส่งเรื่องให้กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อ ว่าจะพิจารณาช่วยเหลือได้อย่างไร ส่วนกรณีที่ขอผ่อนผันน้ำหนักเป็นกรณีพิเศษนั้น คงต้องดูในรายละเอียดก่อนทั้งนี้ ข้อเรียกร้องของสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน มีสาเหตุจากกรณีรถบรรทุกสินค้าเกษตรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกด่านตำรวจทางหลวงตรวจจับ และปรับ เนื่องจากบรรทุกน้ำหนักเกิน จนส่งผลเสียหายถูกจับปรับไม่คุ้มกับค่าขนส่ง โดยเฉพาะกรณีล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา นายมานพ ชอบใหญ่ ขับรถบรรทุกลองกองจากจังหวัดยะลา มูลค่ากว่า 1 แสนบาท ไปส่งยังศูนย์กระจายสินค้าในจังหวัดพิษณุโลก เมื่อผ่านด่านช่างน้ำหนักมา 2 ด่านแรกไม่มีปัญหา แต่เมื่อมาถึงด่านช่างน้ำหนักท่าน้ำอ้อย อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ปรากฏว่าน้ำหนักเกิน 130 กก.จึงถูกส่งไปเสียค่าปรับที่สถานีตำรวจพยุหะคีรี และจะส่งฟ้องศาลด้วย“ขอให้ รมว.คมนาคม พิจารณาให้ความเป็นธรรมและตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ด่านช่าง น้ำหนักท่าน้ำอ้อย จ.นครสวรรค์ เพราะถูกจับ และปรับ แต่ละครั้ง ก็ไม่คุ้มแล้ว จึงขอให้ภาครัฐหาทางช่วยเหลือเกษตรกร ตามนโยบายของที่ต้องการส่งเสริมพืชผล ทางการเกษตร เสนอให้ผ่อนผันน้ำหนักที่เกินเป็นกรณีพิเศษ เฉพาะสินค้าเกษตรจากพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย”นายยงยศ กล่าวว่า นโยบายของรับบาลก็ต้องการส่งเสริมสินค้าเกษตร โดยเฉพาะลองกองจากพื้นที่ 36 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระจายขนส่งไปยังภูมิภาคต่าง ๆ แต่เมื่อเจอปัญหาด่านของตำรวจทางหลวง จับปรับ เพราะมีการบรรทุกน้ำหนักเกิน ซึ่งไม่มาก เพราะส่วนหนึ่งอาจมาจากฝนตก ดังนั้นหากเจอปัญหาเช่นนี้ อาจทำให้ไม่สามารถกระจายสินค้าเกษตรไปยังภูมิภาคอื่น ๆได้ จึงมาเรียกร้องขอให้มีการช่วยเหลือ หรือยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ สำหรับสินค้าเกษตรในช่วงหรือฤดูกาลเท่านั้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขอผ่อนผันน้ำหนักรถบรรทุก 3 จังหวัดใต้

  • คลังโยนเผือกร้อน “กอช.”

    คลังโยนเผือกร้อน “กอช.”

    นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.เตรียมเสนอทางเลือกการดำเนินโครงการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ให้นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง เร่งตัดสินใจว่าจะเดินหน้าโครงการดังกล่าวอย่างไร เพราะเกรงว่าหากตัดสินใจล่าช้า รมว.คลัง อาจถูกฟ้องร้องได้ เช่นเดียวกับที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีต รมว.คลัง ถูกฟ้องร้องให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ เนื่องจากทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรการ 170 เพราะไม่เดินหน้าตาม พ.ร.บ.การออมแห่งชาติ พ.ศ.2554 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ กอช. ต้องเปิดรับสมัครสมาชิกภายใน 1 ปีหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ หรือต้องเปิดรับสมาชิกตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.55 เป็นต้นไปทั้งนี้ สศค. จะเสนอแนวทางให้ รมว.คลัง พิจารณาเพื่อประเมินถึงข้อดี และข้อเสีย ได้แก่ การเดินหน้า กอช. ต่อโดยการตั้งสำนักงาน กอช. ตามแนวทางเดิมที่ได้เงินประเดิมจากรัฐบาล 1,000 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาเบิกไปแล้ว 200 ล้านบาท หรือดำเนินการต่อภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน เพื่อทำหน้าที่ในการเปิดรับสมาชิก รับและจ่ายเงินสมทบ เพื่อลดต้นทุนการทำงานไม่สูงเกินอย่างไรก็ตาม รัฐบาลก่อนได้มีมติยุบรวม กอช. เข้ากับกองทุนประกันสังคม มาตรา 40 ปัจจุบันมีคนเข้าเป็นสมาชิก 200,000 – 300,000 ราย ซึ่ง สศค.กำลังเปรียบเทียบต้นทุนการดำเนินงานว่า หากให้ประกันสังคมทำต่อ เพราะเป็นงานที่ประกันสังคมทำอยู่แล้ว หากเห็นว่าวิธีการนี้เหมาะสม กระทรวงการคลัง จะต้องเสนอยกเลิก พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติต่อไป"คงต้องหารือกับ ธ.ก.ส. ออมสิน ว่า ยอมรับเป็นแขนขาให้ กอช. ก็เท่ากับว่าจะได้ฐานลูกค้าจาก ธ.ก.ส. และออมสิน มากกว่า 3 – 4 ล้านคน เพื่อให้แน่ใจว่าทำแล้วคุ้ม แล้วค่อยเขียนบทเฉพาะการ โดยให้โอนงานจากประกันสังคมเข้ามา เพื่อให้คนที่สมัครไปก่อนได้สิทธิประโยชน์ตามมาตร 40 เหมือนเดิม หรือถ้าเห็นแล้วว่าทำไปไม่คุ้ม ถ้าให้ประกันสังคมทำต่อ ก็ต้องยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ต่อไป”รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แนว ทางการดำเนินงานของ กอช. ยังคงเหมือนเดิม ซึ่งเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการออมและสร้างหลักประกันทางรายได้ให้กับ ประชาชนกลุ่มสูงอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยที่ผ่านมา ได้เสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาและเห็นชอบในการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.กอช. พ.ศ.2554 และพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม รวมทั้ง ออกกฎกระทรวง กอช.ให้มีแนวทางการปฏิบัติในการดำเนินงานและสามารถเปิดรับสมาชิกได้แล้ว เพื่อเป็นช่องทางการออมและสร้างหลักประกันทางรายได้ในยามสูงอายุที่เป็นรูป แบบบำนาญให้กับแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศกว่า 24 ล้านคน หรือคิดเป็น 63% ของผู้มีงานทำสำหรับ กอช.ถือเป็นหน่วยงานของรัฐและมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมให้กับสมาชิกและเป็นหลักประกันการจ่ายบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนแก่สมาชิกเมื่อสมาชิกสิ้นสภาพ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานนอกระบบที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังโยนเผือกร้อน “กอช.”

  • เล็งลดเซอร์วิสชาร์จพนักงาน

    เล็งลดเซอร์วิสชาร์จพนักงาน

    นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า ปีนี้พนักงานโรงแรม จะได้รับเงินค่าบริการจากลูกค้า (เซอร์วิสชาร์จ) ลดลง ถึง 15% เนื่องจากรายได้ของโรงแรมส่วนใหญ่ลดลง เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้น จากความกังวล เรื่องกฎอัยการศึก และปัญหาเศรษฐกิจของโลก อีกทั้งขณะนี้ โรงแรมยังมีปัญหาเรื่องขาดแคลนบุคลากรเป็นจำนวนมาก ผู้ประกอบการจึงต้องใช้วิธีการปรับลดรายได้จากเซอร์วิสชาร์จลง และปรับฐานเงินเดือนขึ้นให้พนักงานตามเดิม เพื่อรักษาบุคลากรของตนเองไว้แทน“ปัจจุบันค่าเซอร์วิสชาร์จที่พนักงานจะได้รับ มักจะแปรผันกับรายรับของโรงแรม ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ๆ แต่ยอมรับว่า ปีนี้พนักงานจะต้องได้รับน้อยลง เพราะหากดูจากอัตราการเข้าพัก ซึ่งประเมินว่าแม้จะเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ที่กำลังจะมา แต่อัตรการเข้าพักก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นได้เท่าปีก่อน และอาจลดลงอก 10% แต่ถึงอย่างไรก็ต้องจัดการบริหารภายใน และไม่ใช้มาตรการนำพนักงานออก เพราะยังขาดแคลนพนักงานอยู่มาก อีกทั้งแต่ละคนก็ทำได้หลายหน้าที่ จึงอาจใช้วิธีลดค่าเซอร์วิสชาร์จแทน”ปัจจุบันไทยมีโรงแรมที่ถูกกฎหมาย และ ต้องมีการได้รับเซอร์วิสชาร์จอยู่ 8,000 โรงแรม หรือ 400,000 ห้องพัก และในส่วนของค่าเซอร์วิสชาร์จโดยทั่วไป แต่ละโรงแรม จะอยู่ที่ 10% ของรายได้รวมทุกอย่างของโรงแรม ซึ่งจะนำมาแบ่งให้พนักงานทุกคนเท่ากันหมดด้านนางละเอียด บุ้งสีทอง นากยสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการโรงแรมในภาคเหนือ ยังชะลอการปรับขึ้นฐานเงินเดือนให้พนักงานในโรงแรม ส่วนเรื่องของค่าเซอร์วิสชาร์จนั้น จะรวมอยู่ในรายได้ของเงินเดือนด้วย อย่างไรก็ดี ขณะนี้สถานการณ์การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวกลับมา โดยเฉพาะจากกเอเชีย และ นักท่องเที่ยวในประเทศ จากนี้จึงต้องรอดูสถานการณ์อีกครั้งว่าจะปรับขึ้น หรือลดเงินเดือนหรือ เซอร์วิสชาร์จลงหรือไม่สำหรับสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวทางภาคเหนือขณะนี้ กำลังเริ่มฟื้นตัว คาดว่าเดือน พ.ย.-ธ.ค.ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น อัตราการเข้าพักของนักท่องเที่ยวจะดีขึ้น โดยสูงถึง 80-85% และสิ้นปีนี้ ตั้งเป้าหมายว่า ภาพรวมของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่เชียงใหม่ จะมี 6 ล้านคน ใกล้เคียงกับปี 56 ที่ผ่านมา

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งลดเซอร์วิสชาร์จพนักงาน