Blog

  • เคทีซีคุมรูดปื๊ดสกัดหนี้เน่า

    เคทีซีคุมรูดปื๊ดสกัดหนี้เน่า

    นายระเฑียร  ศรีมงคล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร   บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด หรือเคทีซี   เปิดเผยว่า  ผลประกอบการ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีรายได้รวม 3,369 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 355 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77%  เนื่องจากการทำตลาดของบริษัทฯเน้นการ ใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวันเป็นหลัก  พร้อมให้สิทธิประโยชน์กับการสมาชิกต่อเนื่อง  และคาดว่าปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจะเติบโต 3%“แม้ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมความต้องการสินเชื่ออาจลดลงจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความผันผวนของสถานการณ์ทางการเมือง  แต่เคทีซียังคงเดินหน้าธุรกิจ  โดยแผนการทำตลาดบัตรเครดิตจะเน้นเฉพาะกลุ่มเจาะกลุ่มคนระดับกลางและบนมากขึ้น ส่วนสินเชื่อบุคคล จะออกแคมเปญเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย” สำหรับการเติบโตธุรกิจจะดำเนินการอย่างระมัดระวังด้วยการควบคุมความเสี่ยงและคุณภาพหนี้ให้เหมาะสม โดยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) บัตรเครดิตอยู่ที่  2.2% และ สินเชื่อบุคคลอยู่ที่  1.4%  ขณะที่หนี้สูญได้รับคืนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 27% หรือประมาณ   414 ล้านบาท อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีสินทรัพย์รวม  49,078 ล้านบาทพอร์ตลูกหนี้การค้ารวมสุทธิอยู่ที่  44,943 ล้านบาทจากเดิมอยู่ที่ 42,684ล้านบาท ขณะที่ ฐานสมาชิกรวม 2.3 ล้านบัญชี  แบ่งเป็น บัตรเครดิต 1.63 ล้านบัตร คิดเป็นยอดลูกหนี้สุทธิ 30,808 ล้านบาท สินเชื่อบุคคล “เคทีซี แคช”มีจำนวน  650,856 บัญชี ยอดลูกหนี้สุทธิ 13,915 ล้านบาท ทั้งนี้ในไตรมาส 1/57 57 บริษัทฯมีวงเงินสินเชื่อคงเหลือ  25,090 ล้านบาท มาจากธนาคารกรุงไทย 18,030 ล้านบาทและจากธนาคารพาณิชย์อื่นๆ7,060 ล้านบาท อัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 6.6 เท่าซึ่งต่ำกว่าภาระผูกพันที่กำหนดไว้ที่ 10 เท่า  ส่วนการร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยนั้น  นอกจากยายบริการด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงินแล้วยังได้เริ่มโอนย้ายระบบการติดตามหนี้ในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยมาให้เคทีซีดูแลแทนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการติดตามหนี้และลดต้นทุนของธนาคาร  อย่างไรก็ตาม ปีนี้วางแผนไว้ว่าจะมีกำไรโตไม่ต่ำกว่า1,300 ล้านบาท จากปี 56 มีกำไรอยู่ที่1,282 ล้านบาทและมีเป้าหมายขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของธุรกิจบัตรเครดิตภาย ใน 5 ปีข้างหน้า  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เคทีซีคุมรูดปื๊ดสกัดหนี้เน่า

  • กนอ.ตั้งเป้าขายที่ดิน 3,000 ไร่

    กนอ.ตั้งเป้าขายที่ดิน 3,000 ไร่

    นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยว่าขณะนี้ยอดขายขายพื้นที่ หรือให้เช่าพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมทั้งของ กนอ.และนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินการเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยยอดขายพื้นที่ 6 เดือนของปีงบประมาณ57 (ต.ค. 56 – มี.ค. 57) อยู่ที่ 1,770ไร่ และทั้งปียังตั้งเป้าหมายยอดขายพื้นที่ 3,000 ไร่เช่นเดิมเนื่องจากนักลงทุนเริ่มมองว่า สถานการณ์การเมืองจะปรับตัวดีขึ้น "ไตรมาสแรกยอดขายพื้นที่นิคมฯของกนอ. ขายได้เพียง 990 ไร่ พอไตรมาส 2 ก็ดีขึ้นมากและคิดว่า โครงการค้างท่อลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังปีนี้เป้าหมายที่ตั้งไว้ก็น่าจะไม่มีปัญหา แต่ภาพรวมคงน้อยกว่าปีที่แล้วที่ยอดขายอยู่ที่ 5,600ไร่ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ดีมากเพราะมีการกลับมาลงทุนมากจากภาวะน้ำท่วม” นอกจากนี้ได้ร่วมลงนามสัญญาดำเนินโครงการนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีกับบริษัทเมืองอุตสาหกรรมอุดรธานี ในรูปแบบนิคมฯร่วมดำเนินการกับกนอ. มีพื้นที่ 2,219 ไร่โดยนิคมฯแห่งนี้ ถือเป็นแห่งที่ 56 ของประเทศและเป็นจังหวัดที่ 16 ใช้เงินลงทุนพัฒนาโครงการ2,900 ล้านบาท คาดว่า จะก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 74,000 ล้านบาทการจ้างงานไม่น้อยกว่า 16,900 คน เป็นนิคมฯที่รองรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมต่อเนื่องจากยางพาราคาดว่า จะพัฒนาเฟสแรกได้ภายในปี 58"นับเป็นนิคมฯที่จะรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ปี 58 ซึ่งพื้นที่จ.อุดรฯจะเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้เป็นอย่างดีโดยนิคมฯนี้เป็น1ใน3นิคมฯที่กนอ.ได้เปิดเอกชนเสนอยื่นตั้งนิคมฯและได้รับคัดเลือกตามยุทธศาสตร์ของประเทศในเชิงพื้นที่และคลัสเตอร์โดยอีก 2 นิคมฯคือ บริษัท นาคา คลีนเพาเวอร์ จ.หนองคาย และบริษัทสวนอุตสาหกรรมพลังงาน จ.นครราชสีมา จะได้ลงนามต่อไป และเตรียมเปิดนิคมฯ ในพื้นที่อ.เชียงของเชียงรายต่อไป รวมๆ ปีนี้คาดว่า จะเปิดพื้นที่นิคมฯเพิ่ม 4 – 5แห่ง "

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กนอ.ตั้งเป้าขายที่ดิน 3,000 ไร่

  • จี้ปรับมาตรฐานถนน-สะพานรับมือแผ่นดินไหว

    จี้ปรับมาตรฐานถนน-สะพานรับมือแผ่นดินไหว

    นายชัชาติ สิทธิพันธุ์ รักษาการ รมว.คมนาคมเปิดเผยหลังประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารกรมทางหลวง(ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.)การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เพื่อรับมือกับสถานการณ์การเกิดแผ่นดินไหวว่าได้สั่งการให้ ทล.และ ทช.ทบทวนมาตรฐานการออกแบบถนนและสะพานให้เสร็จภายใน 6 เดือนโดยต้องรองรับการสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ไม่ต่ำกว่า 0.25จีหรือมากกว่านั้นตามความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ ตามมาตรฐานสากล(AASHTO) พร้อมกับให้จัดทำแผนพื้นที่เส้นทางหรือจุดเสี่ยงให้ได้ใน 2 เดือนโดยเฉพาะตามถนนและสะพานที่ก่อสร้างก่อนปี 49ที่ไม่มีการคำนวณเพื่อรองรับการเกิดแผ่นดินไหว“ถนนและสะพานที่สร้างตั้งแต่ปี 49 เป็นต้นมา มีการคำนวณเพื่อรับมือการเกิดแผ่นดินไหวไว้แล้วรวมทั้งสะพานขนาดใหญ่ก็ไม่มีปัญหา แต่ถนนที่สร้างหลังปี 49รวมถึงสะพานขนาดมาตรฐานทั่วไป ความยาว 10 -15เมตรเดิมไม่ได้ออกแบบรับมือแผ่นดินไหว จึงขอให้ ทล.และ ทช.ทบทวนแบบมาตรฐานรวมถึงมาตรการป้องกัน และจัดทำแผนเผชิญเหตุเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น" นายชัชชาติกล่าวว่าจากการตรวจสอบสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือพบว่าสะพานที่อยู่ภายในรัศมี 50 กม.มี 218 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพปกติมีที่ได้รับความเสียหายเล็กน้อยบริเวณโครงสร้างส่วนบนและรอยต่อของสะพานส่วนโครงสร้างของสะพานไม่มีปัญหายกเว้นทางหลวงหมายเลข 118 มีการทรุดตัว 2 ช่วงจึงต้องทำทางเบี่ยงและซ่อมแซมถนนที่เสียหาย ซึ่งทล.จะมีการเสนอขออนุมัติงบกลางไม่เกิน 100 ล้านบาท เพื่อซ่อมแซมให้เสร็จโดยเร็วทั้งนี้ปัจจุบันสะพานขนาดใหญ่เช่น สะพานข้ามแม่น้ำโขง ที่เชียงของมีการออกแบบที่รองรับระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่ 0.25 จีหรือเทียบเท่ากับระดับความรุนแรงของการเกิดแผ่นดินไหวในปัจจุบันที่จังหวัดเชียงรายดังนั้น ทล.และทช.จะต้องสำรวจสะพานและถนนที่สร้างก่อนปี 49เพื่อให้ได้มาตรฐานนี้ด้วย ขณะที่การปรับปรับปรุงซ่อมแซมเสริมความแข็งแรงจะต้องรอการตั้งงบประมาณปี 58 ต่อไปส่วนการเตรียมพร้อมสำหรับทางด่วนในกรุงเทพ ของกทพ. นั้น มีความแข็งแรงไม่มีปัญหาแต่สั่งให้ทำแผนรองรับกรณีฉุกเฉินไว้ด้วยเพราะหากเกิดปัญหาจุดหนึ่งอาจกระทบต่อระบบทางด่วนทั้งหมด

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จี้ปรับมาตรฐานถนน-สะพานรับมือแผ่นดินไหว