ร.ต.ไพโรจน์ คนึงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 พ.ค.นี้ สคบ.จะหารือร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อพิจารณาแนวทางการป้องกันสถานประกอบการที่เปิดร้านรับจัดฟัน โดยใช้ลวดดัดฟัดแฟชั่นเป็นสีต่าง ๆให้กับผู้บริโภค ซึ่งถือว่ามีอันตรายต่อชีวิตอย่างมาก หากดำเนินการไม่ถูกวิธี แม้ว่าที่ผ่านมาสคบ.ได้ออกประกาศห้ามขายสินค้าลวดดัดฟันแฟชั่นไปแล้วแต่ล่าสุดพบว่า ยังมีผู้ลักลอบเปิดกิจการอยู่ จึงได้ขอให้ทางดีเอสไอเข้ามาร่วมช่วยเหลือจับกุมผู้ที่กระทำความผิดทันที“เดิมสคบ.ได้ห้ามขายไปแล้วและออกเป็นประกาศอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ประกอบการก็หยุดเปิดร้านรับจัดฟันแบบนี้ไปสักพัก แต่ตอนนี้กลับมาระบาดอีกแล้วโดยเฉพาะสถานที่ช็อปปิ้งสำคัญ ที่มีวัยรุ่นเดินเลือกซื้อของเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงขอให้ทางดีเอสอเข้ามาช่วยกวดขัน เพราะที่ผ่านมาได้เห็นข่าวอยู่บ่อยครั้งว่า มีผู้บริโภคที่ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นเข้าไปใช้บริการ ซึ่งคนที่ใส่ลวดดัดฟันแฟชั่น ก็ไม่ได้มีความรู้ทางด้านแพทย์เฉพาะทาง ทำให้เกิดบาดแผลติดเชื้อ และถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งเรื่องนี้สคบ.มีความเป็นห่วงอย่างมาก”สำหรับลวดดัดฟันแฟชั่นนั้น มีลักษณะเป็นสินค้าที่ทำเลียนแบบ โดยใช้ลวดสเตนเลสใส่ลูกปัดสี หรือพลาสติก ที่มีลักษณะเป็นแผ่นพลาสติกติดลวด เมื่อนำมาใส่ในช่องปาก ถ้าไม่สังเกตจะดูเหมือนเป็นการจัดฟันจริง แต่ลวดดัดฟันแฟชั่นดังกล่าว นอกจากจะเป็นการจัดฟันที่ไม่ถูกวิธีแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคด้วย ซึ่งสคบ.ได้นำตัวอย่างลวดดัดฟันแฟชั่นไปทำการทดสอบพบสารปนเปื้อน พบว่าเป็นโลหะหนักคือ ตะกั่ว พลวง ซีลีเนียม โครเมียมและสารหนู เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เจ็บป่วยได้ขณะเดียวกัน เมื่อนำมาคล้องหรือเกี่ยวกับฟันลวดที่ไม่แข็งแรง ยังมีโอกาสทำให้หลุดลงคออาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต โดยลวดดัดฟันแฟชั่นบางชนิดยังใช้กาวชนิดที่ติดทนนาน นำมาทายึดติดกับฟัน ซึ่งไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในช่องปาก โดยการจัดฟันที่ถูกวิธี จะต้องกระทำโดยทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและมีวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมอย่างไรก็ตาม สคบ.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า สินค้าลวดดัดฟันแฟชั่น อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคได้ จึงมีคำสั่งห้ามขายสินค้าลวดดัดฟันแฟชั่น ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค.52 โดยผู้ใดที่ขายสินค้าลวดดัดฟันแฟชั่นมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ส่วนผู้ประกอบธุรกิจนั้นเป็นผู้ผลิตเพื่อขาย หรือเป็นผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีหรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับโดยหากพบเห็นการจำหน่ายสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วนสคบ.หมายเลข 1166 ได้ทันที
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เตือนภัย ลวดดัดฟันแฟชั่นกลับมาระบาด
Blog
-

เตือนภัย ลวดดัดฟันแฟชั่นกลับมาระบาด
Facebook Comments -

เล็งปิดบัญชีรับจำนำข้าวยังขาดทุนเพียบ
นายกุลิศ สมบัติสิริ ผู้ตรวจกระทรวงการคลัง ประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำข้าว เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะทำงานปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวที่มีนายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เรียกประชุมคณะทำงาน เพื่อวางกรอบทางบัญชีและเก็บข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทำการปิดบัญชีเป็นรายไตรมาสให้เป็นปัจจุบันที่สุด จากเดิมที่ปิดไว้ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 พ.ค.56 ที่มีผลขาดทุน 330,000 ล้านบาททั้งนี้ คณะทำงานปิดบัญชีฯได้ตั้งตัวแทนจากกรมสรรพากร ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านบัญชี ภาคเอกชน และตัวแทนจากกรมบัญชีกลาง ที่มีความเชี่ยวชาญด้นบัญชีภาครัฐ เข้ามาอยู่ในคณะทำงานปิดบัญชีล่าสุดด้วย โดยปิดบัญชีข้าวในแต่ฤดูการผลิตจะต้องใช้กรอบเดียวกันทั้งหมด ซึ่งจะต้องปิดบัญชีรอบ 30 ก.ย.56 และ 31 ธ.ค.56 รวมถึงรอบ 31 มี.ค.57 จะทำไปพร้อมกันทั้งหมดเลยซึ่งแนวโน้มจะต้องมีผลขอดทุนมากขึ้น แต่เป็นเท่าไรยังระบุไม่ได้ขณะเดียวกัน คณะทำงานปิดบัญชี จะต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจำนำข้าวทั้ง องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.)ที่เป็นผู้รับจำนำข้าว ต้องส่งข้อมูลปริมาณข้าวทั้งหมดให้คณะทำงาน รวมถึงกรมการภายใน และกรมการค้าต่างประเทศ จะต้องให้ข้อมูลการระบายข้าวมาให้คณะทำงานปิดบัญชี เพื่อให้การปิดบัญชีสะท้อนความเป็นจริงของโครงการรับจำนำมากที่สุด“กรอบการปิดบัญชีไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิม ปัญหาสำคัญอยู่ที่ข้อมูลที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งมา จะต้องเป็นข้อมูล่าสุดตรวจสอบที่มาที่ไปได้ว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้การปิดบัญชีจำนำข้าว แสดงผลการดำเนินของโครงการที่แท้จริงส่วนจะขาดทุนเพิ่มขึ้นมากเท่าไร ยังบอกไม่ได้”นายกุลิศ กล่าวว่า การปิดบัญชีจำนำข้าวรอบ 31 มี.ค.57 จะมีข้าวที่ต้องปิด 14 โครงการเป็นของรัฐบาลที่รักษาการอยู่ในขณะนี้ 5 โครงการ เป็นโครงการรับจำนำข้าวนาปี3 โครงการ และข้าวนาปรังอีก 2 โครงการซึ่งโครงการรับจำนำข้าวล่าสุดเป็นข้าวนาปี ปิดโครงการไปเมื่อ 28 ก.พ.57ส่วนกรณีที่ อตก. และ อคสจะให้บันทึกข้าวที่มีปัญหาว่าหายไป 3 ล้านตัน เข้ามาในการปิดบัญชีจำนำข้าวล่าสุด เป็นหน้าที่ของคณะทำงานปิดบัญชีจะตรวจสอบว่าเป็นข้าวที่ไม่ได้หายจริงไม่ใช่ข้าวหายไปแล้ว แต่มีการซื้อข้าวใหม่เข้ามาสวม ซึ่งคณะอนุกรรมการจะต้องรอให้คณะทำงานพิจารณาว่าเห็นสมควรให้นำข้าวที่หายไปไว้ในการปิดบัญชีหรือไม่ก่อนหน้านี้ นักวิชาการที่ติดตามโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ได้คาดการณ์กันว่าหากปิดบัญชีจำนำข้าวจนถึง 31 มี.ค.57 จะมีผลขาดทุนจากโครงการไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาทเนื่องจากช่วงที่ผ่านมา ได้เร่งระบายข้าวเพื่อไปใช้หนี้จำนำข้าวให้ชาวนา ทำให้การระบายข้าวได้ราคาที่ตันละ10,000 บาทเท่านั้นจากต้นทุนข้าวสารที่คิดจากการรับจำนำข้าวเปลือกตันละ 15,000 บาทรวมค่าบริหารจัดการและดอกเบี้ยเงินกู้ ต้นทุนข้าวสารจะอยู่ที่ 24,000 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งปิดบัญชีรับจำนำข้าวยังขาดทุนเพียบFacebook Comments -

รัฐ-เอกชน เร่งถกแผนกู้ท่องเที่ยว
นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในวันที่ 21 พ.ค.นี้ กระทรวงฯ จะทำการประชุมเชิงปฏิบัติการ ด้านการท่องเที่ยว โดยมีนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษากระทรวงฯ เป็นประธาน พร้อมกับภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรมการท่องเที่ยว สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (สทท.) เพื่อ หารือถึงมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) รวมถึงในภาวะการเกิดการชุมนุมที่ยืดเยื้อ และรุนแรง ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากตลาดจีน รัสเซีย และญี่ปุ่น หากยังไม่มีกลยุทธ์การตลาดมาดึงนักท่องเที่ยว ก็จะเปลี่ยนเส้นทางไปเวียดนามแทนเพราะมีแหล่งท่องเที่ยวที่ใกล้เคียงกับไทย“จากเหตุการณ์ของประเทศในปัจจุบัน ค่อนข้างที่จะกระทบกับภาคการท่องเที่ยว โดยล่าสุด มีเหตุการณ์ ที่ผู้ชุมนุม ได้ออกมาขับไล่ นักท่องเที่ยวบนทางด่วนระหว่างเดินทางไปสนามบิน ซึ่งภาพ ได้ถูกเผยแพร่ลงไปในโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น จำนวนนักท่องเที่ยวก็จะลดลงเรื่อย ๆ การจัดโปรโมชั่นลดราคาแพ็กเกจก็ดูจะไม่ได้ผลแล้ว อย่างไรก็ตาม ททท.ก็จะต้องปรับเป้าหมายทั้งจำนวน และรายได้จากการท่องเที่ยวลงมา เพราะไม่เช่นนั้นคงไปไม่รอด มากที่สุดก็เสมอตัวเท่ากับปีที่ผ่านมาเท่านั้น”นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว กล่าวว่า นักท่องเที่ยวจีนมาไทยปีนี้จะมีไม่ถึง 4.7 ล้านคนแน่นอน หากสถานการณ์ยังดำเนินอยู่อย่างปัจจุบันนี้ และยังไม่รู้ว่าจะทำยอดรวมได้ถึง 4 ล้านคนได้หรือไม่ เพราะเข้าสู่ช่วงไตรมาส 2 ซึ่งเป็นฤดูฝนแล้ว การกระตุ้นตลาดทำได้ไม่ง่าย รวมถึงยังกังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งจนกลายเป็นความรุนแรงรอบใหม่หรือไม่ โดยคาดว่าปีนี้อาจจะติดลบ 10-20%นายเอนก ศรีชีวะชาติ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ญี่ปุ่น กล่าวว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค.-เม.ย.ผู้ประกอบการที่ทำทัวร์ นำนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาไทย ยกเลิกโปรแกรมไปแล้วไม่ต่ำกว่า 75% เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ทำให้ผู้ประกอบการไม่มั่นใจที่จะทำทัวร์ ขณะเดียวกัน แม้จะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯไปแล้วก็ตาม แต่ยังมีภาพข่าวเรื่องความรุนแรงนำเสนอออกมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นบริษัททัวร์ส่วนใหญ่จึงตัดประเทศไทยออกจากแผ่นพับประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในช่วงนี้ไปก่อน และรอให้สถานการณ์การเมืองสงบจริง ๆ จึงจะเปิดการขายได้“ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นตั้งแต่ในช่วงต้นปีลดลงไปจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่มากับบริษัททัวร์ ส่วนกลุ่มที่เดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง นั้นก็ยังมีอยู่ แต่หากเทียบเป็นสัดส่วนก็มีเพียง 40% เท่านั้น และขณะนี้ก็ยังไม่สามารถทำตลาดได้เลยเพราะ ทำไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่หากเหตุการณ์จบภายในเดือน มิ.ย.นี้แล้ว ก็คาดว่าจะดึงตลาดให้มาเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลังได้ แต่ก็ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นในปีนี้จะมีเพียง 1.2 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าปีที่ผ่านมาที่เดินทางมา 1.4 ล้านคน”ด้านนายอานุภาพ เกษรสุวรรณ์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติล่าสุดเดือน ม.ค.-เม.ย. มี 8.62 ล้านคนลดลง 4.91% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นรายได้ 404,000ล้านบาท ลดลง 3.05% โดย 4 ภูมิภาคที่ตลาดหดตัวมากที่สุด ได้แก่ เอเชียตะวันออก ประกอบด้วย จีนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ลดลง 11.6% เหลือ 4.51 ล้านคน, เอเชียใต้ลดลง 11.29% เหลือ 365,000 คน, ตะวันออกกลาง ลด 5.53% เหลือ 171,000 คน และโอเชียเนีย อาทิ ออสเตรเลีย ลดลง 0.35% เหลือ 320,000คน ส่วนตลาดที่ยังเติบโตมี 3 ภูมิภาค ได้แก่ยุโรป เพิ่มขึ้น 7.63% เป็น 2.75 ล้านคน,แอฟริกา เพิ่ม 16.6% เป็น 55,600 คน และอเมริกา เพิ่ม 0.48% เป็น 429,000 คนอย่างไรก็ตาม พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนไทยในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ลดลง 1.72% ซึ่งถือเป็นการหดตัวลดลงเมื่อเทียบกับเดือนมี.ค. ซึ่งเคยติดลบถึง 9.39% และแม้ว่าตลาด 3 อันดับแรกหดตัวทั้งหมด ได้แก่ จีน ลดลง 21.79%, มาเลเซียลดลง 6.66%, รัสเซีย ลด 14.14% แต่พบว่าตลาดหลักในฝั่งยุโรปอย่างอังกฤษ ยังคงเพิ่มขึ้น 29.67% และเยอรมนี เพิ่มขึ้น 19.5%
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รัฐ-เอกชน เร่งถกแผนกู้ท่องเที่ยวFacebook Comments