Blog

  • แนะจับมือฮ่องกงขายของให้นักท่องเที่ยว

    แนะจับมือฮ่องกงขายของให้นักท่องเที่ยว

    นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ, เสื้อผ้า รองเท้าและเครื่องประดับในตลาดฮ่องกงขยายตัวอย่างมาก เพื่อรองรับการเข้ามาท่องเที่ยว และซื้อสินค้าของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในปริมาณสูง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนมากถึง 54 ล้านคนต่อปี ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดี ของผู้ประกอบการไทย ที่ต้องเร่งพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการของตลาด เช่น ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของกลุ่มนักท่องเที่ยว ที่จำนวนมากมีกระแสนิยมของละครซี่รี่ย์ และนักร้องเกาหลีในฮ่องกงและจีนทั้งนี้การทำตลาดในฮ่องกงผู้ประกอบการไทย ควรจับมือกับผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ในฮ่องกง เช่น ร้านซาซ่า, ร้านคัลเลอร์มิกซ์ เพราะหากสามารถนําสินค้าไทยไปวางขายในร้านเหล่านี้ได้ก็จะทำให้สินค้าไทยได้รับความไว้วางใจจาก ทั้งชาวฮ่องกงและนักท่องเที่ยวชาวจีน ว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและเป็นของแท้ไม่ถูกปลอมแปลง และที่สำคัญหากไม่มีพันธมิตรในการตลาด ก็จะมีความเสี่ยงเรื่องของต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่สูงสำหรับตลาดเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพพบว่าในช่วง10 ปีที่ผ่านมา (47-56) มี ร้านขายเครื่องสําอางและสินค้าเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้นจาก190ร้านเป็น1,440ร้าน, ร้านขายเสื้อผ้าและรองเท้าจำนวน15,410ร้าน ขยายตัว42%และร้านขายเครื่องประดับ3,850 ร้านเป็นต้นนอกจากนี้เสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับ ก็เป็นสินค้าที่การขยายตัวมากเป็นอันดับรองลงมา ก็เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยอีกเช่นกันในการส่งออกสินค้าเหล่านี้มายังฮ่องกง หรืออาจขายสินค้าผ่านทางออนไลน์โดยตรง ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เนื่องจากปัจจุบันชาวฮ่องกงและจีนต่างเลือกจับจ่ายใช้สอยผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพราะเน้นความสะดวกสบาย ส่วนสินค้าอื่น ๆ เป็นสินค้ากลุ่มที่นักท่องเที่ยวจีนตั้งใจเข้าไปซื้อโดยเฉพาะ ได้แก่ นมผง และสินค้าใช้ประจำวันส่วนตัว เป็นต้น“ขณะนี้กระแสการท่องเที่ยวในฮ่องกงเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการขยายตลาดของผู้ประกอบการไทยด้วย เพราะปัจจุบันสินค้าที่ส่งออกมาฮ่องกงไม่ได้เจาะกลุ่มชาวฮ่องกงอย่างเดียว แต่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวด้วย” สำหรับการส่งออกสินค้าเครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิวของไทยในไตรมาสแรก(ม.ค.-มี.ค.)ของปีนี้มีมูลค่า 668 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (21,630 ล้านบาท) ลดลง 4%ขณะที่การส่งออกในปี 56 มีมูลค่า 2,707 ล้านเหรียญสหรัฐฯ(37,653 ล้านบาท)หรือ เพิ่มขึ้น 1.1%

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะจับมือฮ่องกงขายของให้นักท่องเที่ยว

  • จี้สอบค่าเคลื่อนย้ายคอนเทนเนอร์

    จี้สอบค่าเคลื่อนย้ายคอนเทนเนอร์

    นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ผู้ส่งออกต้องการให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เข้ามาตรวจสอบการเก็บค่าจ่ายในการเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ (เทอร์มินอล แอนด์ดิ้ง ชาร์จ) และค่าบริการอื่น ๆ ของ บริษัทเดินเรือ ไม่ว่าจะเป็นค่าเอกสารค่าล้างตู้คอนเทนเนอร์ ค่ายกตู้ เป็นต้น เนื่องจากบริษัทเดินเรือทยอยเพิ่มการเก็บค่าใช้จ่ายในรายการต่าง ๆ มากขึ้น จนส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออก และลูกค้าในต่างประเทศที่มารับสินค้าเท่าที่ทราบ บริษัทเดินเรือมักจะอ้างว่า ปัจจุบันการนำเข้าของประเทศมีปริมาณลดลงอย่างมาก ทำให้บริษัทเดินเรือไม่คุ้มค่าต่อการเดินเรือขากลับ ที่อาจต้องวิ่งเรือเปล่า หรือมีสินค้าเข้ามาน้อย จึงจำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายกับผู้ส่งออกไทยแทน หรือไม่ก็มีการเก็บกับผู้ค้าต่างประเทศที่รับสินค้าส่งออกจากท่าเรือ เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป อย่างไรก็ตามในส่วนของค่าระวางเรือนั้น ผู้ส่งออกคงไม่ติดใจ เพราะเป็นการเก็บตามมาตรฐานที่เป็นที่รับรู้กันทั่วโลกอยู่แล้ว“ในอดีตบริษัทเรือจะบรรทุกสินค้าขาออกและขาเข้าเต็มลำ ทำให้มีรายได้ในระดับสูง แต่เมื่อช่วงตีเรือกลับไม่ค่อยมีสินค้าติดมาด้วย ก็จะมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายด้านค่าขนส่ง จึงทำให้บริษัทเรือมีการเรียกเก็บที่จุกจิกเพิ่มเติมจำนวนมาก ในอนาคตทำให้ลูกค้าต่างประเทศมองประเทศไทยไม่ดี เนื่องจากจะมองว่าสินค้าไทยยิ่งแพงกว่าเพื่อนบ้านเพิ่มอีก เพราะค่าใช้จ่ายที่จุกจิกตรงนี้ ลูกค้าต่างประเทศจะเป็นคนจ่ายเกือบทั้งหมด เนื่องจากผู้ส่งออกไทย 80-90% จะส่งออกในลักษณะเอฟโอบี หรือคิดจากสินค้า ณ ท่าเรือ โดยไม่รวมค่าประกันภัย และค่าขนส่ง จากด่านศุลกากรส่งออกไปต่างประเทศ”นายวัลลภ กล่าวว่า ในภาพรวมของการส่งออกไทยในปี 57 นั้น ผู้ส่งออกคาดว่าน่าจะขยายตัวในระดับ 3% จากเดิมที่ประเมินไว้ 5% ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยปัญหาทางการเมืองของไทยที่ยังยืดเยื้อต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ 2 การส่งออกไทยน่าจะกลับมาฟื้นตัว 1-2% จากไตรมาสแรกที่ส่งออกไทยติดลบ 1%นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ขณะ นี้ได้รับร้องเรียนจากผู้ส่งออก ว่าสายเดินเรือเริ่มมีการเพิ่มอัตราการเก็บ ค่าใช้จ่ายเทอร์มินอล แอนด์ดิ้ง ชาร์จและค่าบริการอื่น ๆ จนส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องมีต้นทุนในการส่งออกเพิ่ม หลังจากที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากต้นทุนของวัตถุดิบ และค่าแรงที่ปรับเพิ่ม โดยบริษัทเดินเรือมองว่า ปัจจุบันปริมาณเรือเข้ามาในไทยมีปริมาณน้อยต่าง จากในอดีตทำให้สายเรือไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนมากนักจึงจำเป็นต้องมีการเก็บ ค่าระวางพิเศษต่างๆเพิ่มเดิมปริมาณเรือเข้าออกในไทยมากตามปริมาณการส่งออกและการนำเข้าสินค้าของไทย แต่ปัจจุบันแม้การส่งออกยังพอขยายตัวแต่การนำเข้ากลับลดลงอย่างหนัก เห็นได้จากมูลค่าการนำเข้าของไทยลดลง 8 เดือนติดต่อกันนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 56 และมาลดลงมากๆในไตรมาสที่ 1 ปี 57โดยเฉพาะในเดือน ม.ค. ลดลง 15.5%เดือน ก.พ. ลดลง 16.62%และ มี.ค.ลดลง 14.9%“เมื่อเรือบรรทุกที่ส่งสินค้าไปยังตลาดต่าง ๆ แต่ขากลับไม่มีสินค้าบรรทุกกลับมา ก็จะขาดทุน หากต้องกลับเรือเปล่า ดังนั้นสายเดินเรือจำเป็นต้องเก็บค่าบริการอื่น ๆ เท่าที่เก็บได้จากเดิมที่ ไม่มีการเก็บหรือเก็บในอัตราต่ำ ๆ อย่างไรก็ตาม หากมีการเก็บค่าบริการอื่น ๆ แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยเฉพาะการ เคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ น่าจะทำให้ผู้ส่งออกต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม 5,000-6,000 บาทต่อตู้”ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับค่าระวางเรือในการขนส่งสินค้าในไตรมาสแรกที่่ผ่านมา พบว่าเส้นทางไทย-ญี่ปุ่น อยู่ที่ 250 เหรียญสหรัฐต่อ ตู้ขนาด 20ฟุต และ 470 เหรียญฯ ต่อ ตู้ขนาด 40 ฟุต , เส้นทางไทย-ยุโรป อยู่ที่ 1,100-1,800 เหรียญฯต่อตู้ขนาด 20 ฟุต และ 2,200-3,600 เหรียญฯต่อตู้ขนาด 40 ฟุต, เส้นทางไทย-ดูไบอยู่ที่ 650 เหรียญฯ ต่อตู้ 20 ฟุต และ 1,100 เหรียญฯต่อตู้ขนาด 40 ฟุต, เส้นทางไทย – สหรัฐฝั่งตะวันตก1,680 – 1,850เหรียญฯต่อตู้ขนาด 20 ฟุต และ 2,050-2,300 เหรียญญฯต่อตู้ขนาด 40 ฟุต, เส้นทางไทย-สหรัฐฝั่งตะวันออก2,950 – 3,050เหรียญฯต่อตู้ขนาด 20 ฟุต และ 3,650 -3,750 เหรียญฯต่อตู้ขนาด 40 ฟุต เป็นต้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จี้สอบค่าเคลื่อนย้ายคอนเทนเนอร์

  • การเบิกจ่ายงบประมาณ 57 เริ่มดีขึ้น

    การเบิกจ่ายงบประมาณ 57 เริ่มดีขึ้น

    นาย มนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณปี 57 ของหน่วยงานรัฐเริ่มอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แม้ว่าจะมีปัญหาการเมือง ไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มแต่การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายภาพรวมวงเงิน 2.52 ล้านล้านบาท ในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมายังสามารถเบิกจ่ายได้ 1.42 ล้านล้านบาท หรือ 56.36% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ยังต่ำกว่าการเบิกจ่ายในช่วงปีที่ผ่านมาเล็กน้อยทั้งนี้ การเบิกจ่ายงบงบลงทุน 428,000 ล้านบาท ในรอบ 7 เดือนเบิกจ่ายได้ 173,000 ล้านบาท หรือ 40.58%สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่น้อยกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนเช่นกัน ขณะที่งบลงทุนเบิกจ่ายเหลือปีวงเงิน 301,000 ล้านบาทเบิกจ่ายได้ 156,000 ล้านบาท หรือ 52.03% ส่วนการเบิกจ่ายงบลงทุนเดือน เม.ย.57 ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการเบิกจ่าย สิ้นเดือน มี.ค.57โดยงบลงทุนเบิกจ่ายเพิ่มขึ้น 25,000 ล้านบาทและงบลงทุนเหลือปีมีการเบิกจ่ายเพิ่มขึ้น 22,000 ล้านบาททำให้มีเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในเดือนเม.ย.57 อยู่ที่ 47,000ล้านบาท“หลังจากที่กรมบัญชีกลางทำหนังสือชี้แจงไปถึงหน่วยงานต่าง ๆ ว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนของปี 57 และ งบลงทุนเหลื่อมปี รัฐบาลรักษาการ สามารถดำเนินการอนุมัติได้เพราะเป็นงบที่ได้รับการพิจารณา และอนุมัติก่อนมีการยุบสภา ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ก็เริ่มมีความมั่นใจที่จะเบิกจ่ายมาก ขึ้นทำให้มีผลดีขึ้น แต่คงต้องติดตามการเบิกจ่ายอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะปัญหาการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมก่อนหน้าอย่างรวดเร็ว ว่าจะมีผลกระทบกับการเบิกจ่ายงบประมาณของปี 57 เพิ่มขึ้นอีกหรือไม่”สำหรับการจัดทำงบประมาณปี 58 เป็นหน้าที่ของสำนักงบประมาณ ที่คงต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาตัดสินใจ ในส่วนของกรมบัญชีกลางหากงบประมาณปี 58 ดำเนินการใช้ไม่ทันในวันที่ 1 ต.ค.57ก็ได้เตรียมการใช้กรอบงบประมาณปี 57 เบิกจ่ายงบประจำของปี 58 ไปก่อนได้แต่ในส่วนของงบลงทุนไม่สามารถทำได้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การเบิกจ่ายงบประมาณ 57 เริ่มดีขึ้น