Blog

  • แรงงานต่างด้าวไม่เลือกงาน-ไม่บ่น

    แรงงานต่างด้าวไม่เลือกงาน-ไม่บ่น

    นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้แรงงานไทยมองว่าแรงงานต่างด้าวจากเพื่อนบ้านทั้งจากพม่า เวียดนาม กัมพูชา และ ลาว เริ่มมีประสิทธิภาพการทำงานดีกว่าแรงงานไทย เนื่องจากไม่เลือกงานและทุ่มเทการทำงานมากกว่า ขณะที่แรงงานไทยเริ่มหางานที่สบายๆ และไม่หนัก ดังนั้นก่อนที่จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องฝึกทักษะฝีมือ,  ภาษาอังกฤษ, เทคโนโลยีและความรู้ทั่วไปแก่แรงงานไทยเพื่อยกระดับให้เป็นแรงงานฝีมือหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับต่างด้าว “เท่าที่สำรวจจากมุมมองของแรงงานด้วยกันตอนนี้แม้จะมีประสิทธิภาพพอๆกัน แต่ดูว่าต่างด้าวจะดีกว่านิดๆ โดยเฉพาะการสู้งาน, ไม่บ่น และเรื่องของภาษาอังกฤษ  ดังนั้นแรงงานไทยก็จำเป็นต้องหนีต่างด้าวโดยการพัฒนาฝีมือให้อยู่ในอีกระบบให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและบริการ เพราะหากไม่พัฒนาฝีมือขึ้นมาก็จะถูกต่างด้าวแย่งงานได้หากมีการเปิดเออีซี” นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า แรงงานก็ควรเร่งพัฒนาฝีมือเช่นการเข้าโครงการฝึกอบรมต่างๆ เพื่อรองรับเศรษฐกิจฟื้นและการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)  โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่มที่ยังไม่มีงานทำ เนื่องจากในระยะหลังประสิทธิภาพในการทำงานของแรงงานไทยกับแรงงานต่างด้าวพบว่าต่างด้าวมีดีกว่า ดังนั้นแนวทางในการปรับตัวควรเน้นทักษะฝีมือแรงงาน, ทักษะด้านภาษา, ทักษะด้านเทคโนโลยี และความรู้อื่นๆทั่วไป “การเปิดเออีซีนั้นเชื่อว่าแรงงานไทยคงได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เห็นได้จากผลสำรวจที่ผ่านมาพบว่าแรงงานไทยจะได้รับผลกระทบมากถึง 22.3% ได้รับผลกระทบปานกลาง 74.1% และ กระทบน้อย 3.6%” นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวและสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความไม่แน่นอนนั้นแรงงานจำเป็นต้องมีแนวทางในการปรับตัวโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีหนี้สินมากๆ  ต้องเร่งเจรจาผ่อนปรนกับเจ้าหนี้เพื่อให้สถาบันการเงินยืดระยะเวลาชำระหนี้หรือการผ่อนระยะยาวในอัตราที่ต่ำ ส่วนผู้เป็นหนี้นอกระบบนั้นหากลูกหนี้มีทรัพย์สินก็ควรนำไปขายเพื่อจ่ายหนี้ให้หมดเพราะดอกเบี้ยจะสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือกู้เงินในระบบมาโป๊ะหนี้นอกระบบ เพราะเงินกู้ในระบบมีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สูงมากนัก ส่วนกลุ่มที่มีรายได้เดือนชนเดือน ก็ต้องมีความระมัดระวังค่าใช้จ่ายให้มากขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  เช่น การปรับเพ็กเก็จโทรศัพท์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อลดค่าใช้จ่าย เป็นต้น ขณะแรงงานที่อยู่ในกลุ่มที่มีรายได้มั่นคงและมีเงินออมมากก็ไม่ควรตื่นตระหนกกับสถานการณ์ในปัจจุบันและต้องกล้าที่จะลงทุน เช่น การซื้อหุ้น, ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน เนื่องจากสินทรัพย์ดังกล่าวอยู่ในระดับราคาที่ต่ำมากและหากมีรัฐบาลตัวจริงเมื่อไร่มั่นใจว่ามูลค่าของสินทรัพย์จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และที่สำคัญดอกเบี้ยในการขอสินเชื่อก็ยังอยู่ในระดับต่ำเหมาะต่อการลงทุนซื้อสิ่งเหล่านี้ได้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แรงงานต่างด้าวไม่เลือกงาน-ไม่บ่น

  • บีโอไอเร่งเดินหน้าหนุนท่องเที่ยว

    บีโอไอเร่งเดินหน้าหนุนท่องเที่ยว

    นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไออยู่ระหว่างหารือร่วมกับกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อปรับปรุงยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ให้เกิดการลงทุนแบบคลัสเตอร์มากขึ้นเนื่องจากต้องการสร่างความเข้มแข็งอุต ฯ ท่องเที่ยว โดยจะส่งเสริมฯ ตามแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติเป็นหลัก ได้จำแนกกลุ่มท่องเที่ยวที่มีศักยภาพที่ต้องการส่งเสริมฯ เป็น 8 คลัสเตอร์ ได้แก่ กลุ่มอารยธรรมล้านนาและภาคเหนือตอนบน กลุ่มมรดกโลกเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ กลุ่มอารยธรรมอีสานใต้ กลุ่มวิถีชีวิตลุ่มน้ำโขง กลุ่มวิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำภาคกลาง กลุ่มกิจกรรมที่เกี่ยวกับชายหาด (แอคทีฟ บีช) กลุ่มรอยัล โคท และกลุ่มมหัศจรรย์สองสมุทร“เราจะใช้กลไกของบีโอไอส่งเสริมให้เกิดความแตกต่างของสินค้าการท่องเที่ยว เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวที่มูลค่าสูงขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมเป็นคลัสเตอร์ที่จะมุ่งให้เกิดการลงทุนในธุรกิจหลักและธุรกิจสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน”ทั้งนี้ ที่ผ่านมา แม้บีโอไอจะให้ความสำคัญกับท่องเที่ยว แต่ผู้ประกอบการยังขอรับส่งเสริมฯ เข้ามาน้อย โดยยอดให้การส่งเสริมฯสะสมรวมอยู่ที่ประมาณ 100,000 ล้านบาท และส่วนใหญ่หรือราว 80,000 ล้านบาทยังคงเป็นการลงทุนในกิจการโรงแรม เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการค่อนข้างทำธุรกิจแบบกระจัดกระจายไม่มีการรวมตัวเป็นคลัสเตอร์มีธุรกิจหลักและสนับสนุน เมื่อขอรับส่งเสริมฯก็มูลค่าไม่มาก ดังนั้นหากส่งเสริมให้เกิดการรวมคลัสเตอร์จะทำให้การขอรับส่งเสริมฯ กลุ่มนี้สูงขึ้น“ในปัจจุบันนี้ บีโอไอให้การส่งเสริมฯ ด้านการท่องเที่ยวอยู่ 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กิจการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น กิจการที่จอดเรือท่องเที่ยวให้การส่งเสริม 4 โครงการ เงินลงทุนรวม 300 ล้านบาท กิจการเดินเรือท่องเที่ยวหรือให้เช่าเรือ 15 โครงการ เงินลงทุนรวม 468 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นกิจการเดินเรือที่ให้บริการในทะเลอันดามัน กิจการสวนสนุก 5 โครงการ มูลค่าลงทุน 3,000 ล้านบาท ศูนย์แสดงศิลปวัฒนธรรม 8 โครงการ มูลค่าลงทุน 878ล้านบาท ส่วนกิจการที่อยู่ระหว่างยื่นขอรับส่งเสริมเข้ามาในกลุ่มนี้คือสนามแข่งขันรถยนต์ในจังหวัดบุรีรัมย์ และยังมีผู้ประกอบการเข้ามาหารือในการสร้างสวนสนุกขนาดใหญ่อีกหลายโครงการ”ส่วนกลุ่มที่ 2 ได้แก่ กิจการเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ซึ่งได้ให้การส่งเสริมฯ ไปแล้ว คือ กิจการหอประชุมขนาดใหญ่ 2 โครงการ มูลค่าลงทุน 732 ล้านบาท กิจการโรงแรม 61 โครงการ มูลค่าลงทุน 81,000 ล้านบาท กิจการบ้านพักและศูนย์สวัสดิการผู้สูงอายุ 12 โครงการ เงินลงทุนรวม 2,929 ล้าน กิจการศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ 2 โครงการเงินลงทุนรวม 112 ล้านบาท และกิจการบริการเพื่อสนับสนุนการพำนักระยะยาว 2 โครงการ เงินลงทุนรวม 21.5 ล้านบาทสำหรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ที่เดิมจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 58 เป็นต้นไปนั้น คงจะต้องมีการเลื่อนการบังคับใช้ออกไปโดยรอให้มีรัฐบาลใหม่เข้ามาก่อน เพราะหากไปบังคับใช้ในช่วงที่ไม่มีความชัดเจนทางการเมือง อาจจะสร้างปัญหาในภายหลัง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บีโอไอเร่งเดินหน้าหนุนท่องเที่ยว

  • สออ.เล็งตั้งมาตรฐานสินค้าอาเซียน

    สออ.เล็งตั้งมาตรฐานสินค้าอาเซียน

    นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน ของสมอ. วางแผนพัฒนาสินค้า ปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานอาเซียน เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 โดยเดือนพ.ค.นี้ สมอ.จะเข้าร่วมประชุมกำหนดมาตรฐานเออีซี ที่ประเทศเมียนมาร์ จะนำผลิตภัณฑ์หลักที่เป็นที่ต้องการของตลาด คือ กลุ่มยานยนต์ 19 รายการ เช่น ยางรถยนต์ กระจก เข็มขัดนิรภัย และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า 30-40 รายการ โดยผลิตภัณฑ์ของไทยส่วนใหญ่ได้มาตรฐานสากลอยู่แล้ว“ในการประชุมฯสมอ.จะพยายามผลักดันให้ประเทศสมาชิกเออีซี พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานทัดเทียมกัน เพื่อป้องกันสินค้าไม่มีคุณภาพ กระจายไปยังประเทศต่างๆ ในประเทศเออีซี ซึ่งที่ผ่านมาได้สั่งการให้กองกำหนดมาตรฐานปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมทั้งหมด ทั้งมาตรฐานทั่วไป มาตรฐานบังคับ และผลิตภัณฑ์ชุมชน เนื่องจากมาตรฐานของบางผลิตภัณฑ์อาจล้าสมัย ขณะที่เทคโนโลยีพัฒนาไปมากแล้ว และต้องการให้กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อดูแลผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งจะกำหนดมาตรฐานสินค้าใดเพิ่มเติมนั้น จะมีการประกาศให้ทราบอีกครั้ง”อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆนี้ สมอ.ได้ปรับโครงสร้างการทำงานให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ปี 56 เพื่อให้การทำงานได้มีประสิทธิภาพตามอำนาจหน้าที่มากขึ้น โดยกำหนดให้มีหน่วยปฏิบัติงานรวม 13 หน่วยงาน จากเดิมกำหนดไว้ 12 หน่วยงาน เนื่องจากแยกสำนักงานคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติออกมาเป็นหน่วยงาน จากเดิมเป็นคณะกรรมการฯที่มีหน้าที่พิจารณาวาระงานเป็นหลักนอกจากนี้ ได้กำหนดโครงสร้างใหม่ โดยแยกกองกำหนดมาตรฐาน และกองตรวจการมาตรฐานออกจากกัน เพื่อให้การตรวจสอบมีมาตรฐาน และประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้หน่วยงานใหม่จะเป็น 5 กอง คือ กองกำหนดมาตรฐาน ,กองควบคุมมาตรฐาน ,กองตรวจการมาตรฐาน1ทำหน้าที่ตรวจผลิตภัณฑ์เหล็ก ก่อสร้าง รถยนต์ ,กองตรวจการมาตรฐาน2 ทำหน้าที่ตรวจเครื่องใช้ไฟฟ้า และกองตรวจการมาตรฐาน3 ทำหน้าที่ตรวจของเล่น เคมีภัณฑ์ เพื่อให้การทำงานเกิดความชัดเจน ไม่ทำงานแบบหลายหน้าที่ในกองเดียวแบบในอดีต

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สออ.เล็งตั้งมาตรฐานสินค้าอาเซียน