Blog

  • สทน. ผลักดันเครื่องปฏิกรณ์ วิจัยตัวใหม่ – ฉลาดคิด

    สทน. ผลักดันเครื่องปฏิกรณ์ วิจัยตัวใหม่ – ฉลาดคิด

    ครบรอบ 8 ปีเต็ม  ย่างเข้าสู่ปีที่ 9 สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ ( องค์การมหาชน ) หรือ   สทน . ยืนยันที่จะเป็นสถาบันด้านนิวเคลียร์ของประเทศ เน้นการวิจัย ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปใช้ประโยชน์เพิ่มมูลค่าของสินค้าในภาคอุตสาหกรรม “ดร.สมพร จองคำ” ผู้อำนวยการ สทน.  บอกถึงแผนปฏิบัติงานของสทน.ในปีที่ 9 นี้ว่าจะผลักดันให้เกิดโครงการเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยเครื่องใหม่ที่ใหญ่ขึ้น เพื่อทดแทนเครื่องปฏิกรณ์ ปปว.-1/1 ซึ่งเป็นเครื่องเก่าที่มีขนาด 2 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันอายุกว่า 50 ปี และเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องปฏิกรณ์ฯตัวนี้ไม่มีการผลิตแล้วในโลก … นั่นหมายความว่า อีกไม่เกิน 5 ปี เครื่องปฏิกรณ์ตัวนี้อาจจะต้องปิดตัวลง… และหากเครื่องปฏิกรณ์ฯ เครื่องนี้หยุดเดินเครื่อง ผลเสียที่เกิดขึ้นและเห็นได้ชัดเจนคือ ในเชิงการผลิต ประเทศไทยต้องนำเข้าเภสัชรังสีสำหรับการตรวจวินิจฉัยและรักษามะเร็งปีละกว่า  300 ล้านบาท  ผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากจะขาดโอกาสในการรักษาด้วยยาที่มีราคาถูก รวมถึงการฉายรังสีอัญมณีเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งมีมูลค่าในตลาดกว่า 100 ล้านบาท และโอกาสในงานวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งเป็นประโยชน์สำคัญของเครื่องปฏิกรณ์ฯ นอกจากนี้  เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนการสอนด้านนิวเคลียร์ฟิสิกส์ วิศวกรรมนิวเคลียร์แก่นิสิต นักศึกษาในประเทศจำนวนมาก และในแต่ละปี ซึ่ง สทน. ได้เปิดให้ นิสิต นักศึกษา ครูอาจารย์ และผู้สนใจเข้าชมเครื่องปฏิกรณ์ฯเครื่องนี้ ปีละกว่า 2 พันคน เพื่อให้องค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ได้พัฒนาทัดเทียมนานาประเทศ สทน.มีแผนดำเนินการจัดสร้างเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยเครื่องใหม่ที่ขนาด 10-20 เมกะวัตต์   ปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ และแนวทางการใช้ประโยชน์จากเครื่องปฏิกรณ์ฯ เครื่องใหม่นี้ ล่าสุด สทน.ได้ไปศึกษาดูงานการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยของเกาหลีนี้มีกำลังสูงกว่าของประเทศไทยกว่า  15 เท่า และการวิจัยที่เกิดจากเครื่องปฏิกรณ์ฯเครื่องนี้ สามารถใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมและด้านพลังงานได้กว้างขวาง ดร.สมพร บอกว่า   สทน.มุ่งหวังที่จะใช้ประโยชน์จากเครื่องปฏิกรณ์ฯตัวใหม่ จากการศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจและการสร้างรายได้ ในทางการแพทย์ สามารถผลิตเภสัชรังสีได้หลากหลายชนิดขึ้น ปีละประมาณ 20,000 คูรี  ในส่วนอุตสาหกรรมการผลิตสารกึ่งตัวนำ เครื่องปฏิกรณ์ฯขนาดใหม่นี้จะสามารถผลิตได้มากถึงปีละ 10 ตัน  ฉายรังสีอัญมณีได้มากขึ้นกว่า 2 ตันต่อปี.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สทน. ผลักดันเครื่องปฏิกรณ์ วิจัยตัวใหม่ – ฉลาดคิด

  • โฆษณาออนไลน์เริ่มแรง – โลกาภิวัตน์

    โฆษณาออนไลน์เริ่มแรง – โลกาภิวัตน์

    สื่อใหม่ออนไลน์ในช่วงหลังเริ่มออกตัวได้แรงและเริ่มจะแย่งเค้กการตลาดโฆษณาจากโฆษณาหน้าจอทีวีหรือเคเบิลทีวีได้มาก ในตลาดโลกโดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นการวิเคราะห์จากไฟแนนเชียลไทม์ ในระยะหลังนี้กลุ่มดาราศิลปินอเมริกันเปิดตัวในวิดีโอดิจิตอลคลิปแบบสั้น ๆ มากขึ้น และวิดีโอดิจิตอลเเม้ว่าจะแพงแต่ก็ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะผู้อยากลงโฆษณาสามารถที่จะรู้ได้ว่าผู้ชมมีจำนวนเท่าไร ซึ่งแตกต่างจากทีวีและเคเบิล ที่ใช้การประเมินจำนวนผู้ชมมากกว่าและเป็นประมาณการเท่านั้น ตลาดโฆษณาลงในทีวีทั่วโลกอยู่ที่ 7 ล้านล้านบาท หรือ 236 พันล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งนับว่าใหญ่มาก บริษัทอินเทอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ แมกกาซีน ก็ได้ผลิตซีรีส์ทางทีวีออกทางมือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และทีวี ซึ่งออกอากาศด้วยเว็บไซต์และในระยะหลังเอ็นบีซียูนิเวอร์แซลของคอมแคสท์ก็หันมาเล่นทางวิดีโอดิจิตอลมากขึ้น ซึ่งมักจะเป็นคลิปวิดีโอสัก 4 – 8 นาที เพื่อให้ผู้ชมทางสื่อใหม่ได้รับชม และเอโอแอลหรืออเมริกันออนไลน์สื่อใหม่ยักษ์ใหญ่ของโลกก็หันมาเล่นทางนี้ด้วย สำหรับโฆษณาที่ออกอากาศในทีวีและเคเบิลทีวีของสหรัฐ (ทีวีของสหรัฐจะเป็นเคเบิลจ่ายรายเดือนมากกว่า ไม่เหมือนของไทย) ในปีนี้สูงถึงสองล้านล้านบาทหรือ 68.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งมากกว่าดิจิตอลวิดีโอถึง 11 เท่าซึ่งอยู่ประมาณที่ 176,000 ล้านบาท หรือ 5.89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในระยะหลังประชาชนชาวสหรัฐใช้เวลาชมดิจิตอลวิดีโอมากขึ้น เรามาดูสถิติการโฆษณาผ่านหน้าทีวีของสหรัฐสักนิด จำนวนผู้ชมเคเบิลทีวีในปีค.ศ. 2000 มีประมาณ 68 ล้านคน แต่ในปี ค.ศ.2015 คาดว่าจะเหลือประมาณ 52 ล้านคน ในขณะที่ไอพีทีวี เริ่มต้นในปี ค.ศ. 2005 ในปี ค.ศ. 2015 คาดว่ามีผู้ชมถึง 15 ล้านคน ซึ่งเร็วมากและนอกจากนี้ผู้ชมทีวีผ่านจานดาวเทียมในปี ค.ศ. 2000 มีประมาณ 13 ล้านคน แต่เริ่มมาอิ่มตัวที่ประมาณ 34 ล้านคนตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 ถึงปัจจุบัน ถ้าหากมาดูราคาโฆษณาในอัตราผู้ชม 1,000 ครั้งเท่ากันหมดจะเป็นดังนี้ ผ่านเคเบิลทีวี 468 บาท ผ่านดิจิตอลสตรีม 690 บาท ผ่านเน็ตเวิร์ก 1,323 บาท ซึ่งก็หมายความว่าผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือสิ่งใหม่ก็จะแพงสุด เพราะผู้ซื้อโฆษณาสามารถรู้จำนวนครั้งผู้ชมว่าเท่าไรและสามารถแปลงจากผู้ชมมาเป็นผู้ซื้อหรือลูกค้าได้เท่าไร เขาสามารถคำนวณได้ชัดเจนว่ามีอัตราส่วนเท่าไร และทำให้เขาสามารถจัดสรรงบประมาณในการใช้สำหรับการโฆษณาได้แม่นยำ มาดูสถิติรายได้จากการโฆษณาผ่านช่องทางต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกามีดังนี้ ผ่านด้วยวิธีการค้นหาหรือเสิร์ช (Search) ใหญ่ ๆ ก็คือกูเกิลนี่แหละมีมากถึง 41% ผ่านแผ่นป้ายโฆษณาต่าง ๆ 19% ผ่านระบบมือถือเคลื่อนที่ 19% วิดีโอดิจิตอล 7% และสื่ออื่น ๆ อีก 14% ดูเช่นนี้แล้วคงรู้ว่าสื่อใหม่ประเภทกูเกิลหรือเฟซบุ๊กเน้นการโฆษณามากมายแค่ไหน แต่อย่างไรก็ตามโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์โดยเฉพาะดิจิตอลวิดีโอคลิปทั้งหลายราคาเริ่มตกลงมาเรื่อย ๆ ปีที่แล้วราคาลดลงเหลือ 690 บาทต่อผู้ชมหนึ่งพันคนเท่านั้น เพราะมีผู้มาซื้อโฆษณาผ่านวิดีโอดิจิตอลมากขึ้น และโฆษณาผ่านระบบโซเชียลเน็ตเวิร์กก็แพงสุดคือ 1,323 บาทต่อผู้ชมพันคน ดังได้กล่าวไว้ข้างต้นเพราะจำนวนผู้ชมมาจากกลุ่มอายุระหว่าง 18-34 ปี จะใช้เวลาดูวิดีโอดิจิตอลมากขึ้นมาก แต่อัตราการดูผ่านช่องทางทีวีก็ยังคงที่ คุณปีเตอร์ เนย์เลอร์ หัวหน้าฝ่ายโฆษณาบริการวิดีโอออนไลน์ได้กล่าวตบท้ายว่า “ไม่รู้นะ ผมคิดของผมเองว่าโฆษณาออนไลน์นี้ถึงยุคไพร์มไทม์ของมันแล้ว” สำหรับประเทศไทยก็คงจะวิ่งไล่ตามกันไปอีกสักสองสามปีข้างหน้า. รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด Boonmark@stamford.edu

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โฆษณาออนไลน์เริ่มแรง – โลกาภิวัตน์

  • แนวโน้มค่าเอฟทีมีแต่จะสูงขึ้น – พลังงานรอบทิศ

    แนวโน้มค่าเอฟทีมีแต่จะสูงขึ้น – พลังงานรอบทิศ

    ตอนนี้ไปไหนก็มีแต่คนบ่นว่าอากาศร้อนเหลือเกิน อากาศยิ่งร้อนคนก็ยิ่งต้องเปิดแอร์มากเพื่อดับร้อน แต่พอได้รับบิลค่าไฟฟ้า กลับร้อนยิ่งขึ้นไปอีก เพราะค่าไฟฟ้าพุ่งกระฉูดเลยทีเดียว ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) มีมติให้ปรับค่าเอฟทีรอบเดือน พ.ค.-ส.ค. 2557 เพิ่มขึ้นอีก 10 สต./หน่วย จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 59 สต./หน่วย จากปัจจัยค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ค่าไฟฟ้าขึ้นไปอยู่ที่ 3.96 บาท/หน่วย ค่าไฟฟ้าที่เราต้องจ่ายกันอยู่ทุกวันนี้ประกอบไปด้วยสองส่วนคือ ค่าไฟฟ้าฐาน และค่าเอฟที ค่าไฟฟ้าฐานคือส่วนที่เป็นต้นทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง ระบบจัดจำหน่าย และค่าการผลิตพลังงานไฟฟ้า ในขณะที่ค่าเอฟที ส่วนใหญ่คือค่าเชื้อเพลิงที่ใช้การผลิตไฟฟ้าที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามราคาตลาดและค่าเงินบาท จึงต้องมีการปรับปรุงทุก ๆ สี่เดือน ปัจจุบันเชื้อเพลิงหลักที่เราใช้ในการผลิตไฟฟ้าคือก๊าซธรรมชาติ โดยเราใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนสูงถึง 68% ซึ่งในจำนวนนี้เราต้องนำเข้าจากประเทศเมียนมาร์ 20% และนำเข้าในรูปของก๊าซธรรมชาติอัดเหลว (แอลเอ็นจี) อีก 5% ซึ่งแนวโน้มในอนาคตนั้นเรามีแต่จะต้องนำเข้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้เพราะแหล่งก๊าซในประเทศกำลังจะหมดไป และหาทดแทนได้ยากขึ้น ในขณะที่การสับเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นอย่างเช่น ถ่านหินหรือนิวเคลียร์ก็ถูกต่อต้านและไม่ได้รับการยอมรับจากภาคประชาสังคม ดังนั้นถ้าราคาก๊าซธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่สูงขึ้น หรือค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ก็จะกระทบต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบันราคาก๊าซธรรมชาติที่ใช้ผลิตไฟฟ้าซึ่งมีที่มาจากแต่ละแหล่งมีต้นทุนที่แตกต่างกันดังนี้ จากตัวเลขข้างต้นเราคงเห็นแล้วว่า ถ้าเรายังไม่สามารถสร้างสมดุลด้านเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้เกิดขึ้นโดยเร็วแล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้ (ไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า) เราจะต้องใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 80% และประมาณ 50% จะมาจากการนำเข้าซึ่งมีราคาแพง ถึงตอนนั้นคนไทยก็เตรียมรับมือกับค่าไฟหน่วยละ 5 บาทได้เลยครับ!!!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนวโน้มค่าเอฟทีมีแต่จะสูงขึ้น – พลังงานรอบทิศ