Blog

  • กรอ.เร่งออกกฎหมายกำจัดซากอิเล็กทรอนิกส์

    กรอ.เร่งออกกฎหมายกำจัดซากอิเล็กทรอนิกส์

    นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดี กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทั้งกรอ. และกรมควบคุมมลพิษ ได้ให้ความสำคัญในการกำจัดซากซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ โดยกำลังผลักดันการออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ เนื่องจากขณะนี้การคัดแยกอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ฯ ตามบ้านเรือนคัดแยกโดยคนเก็บของเก่า หรือพวกซาเล้ง ทำให้การคัดแยกขยะอิเลคทรอนิกส์ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่ได้ และปัจจุบันขยะอิเลกทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความต้องการใช้ของประชาชน“ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลัง มีแนวคิดจะจัดเก็บภาษี โรงงานอุตสาหกรรม ของทีวีและกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอลนั้น ขึ้นอยู่กับทางฝ่ายภาครัฐว่า จะมีแนวทางอย่างไร โดยหน้าที่ของกรอ. มีหน้าที่ในการหาวิธีวิธีในกำจัดซาก ฯของโรงงานอุตสาหกรรมให้ถูกวิธี เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ซาก ฯที่ยังไม่มีการดูแลจริงจังคือ ซากฯ จากบ้านเรือน หรือตามชุมชนต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะกำจัดไม่ถูกวิธี ก่อให้เกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะการขายต่อให้ซาเล้ง หรือทิ้งรวมกับขยะทั่วไป จากนั้นซาเล้งก็จะกำจัดซากดังกล่าว ด้วยการนำไปแยกชิ้นส่วนด้วยมือเช่น เผาสายไฟ หรือทุบแก้วจากจอภาพ หรือหลอดไฟ มีทั้งสารปรอทตะกั่วห ากกำจัดไม่ถูกวิธี จะทำให้สารพิษปนเปื้อน หรือแพร่กระจาย ทั้งคนทำ หรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่ข้างเคียง ทางกรอ.และกรมควบคุมมลพิษจึงต้องมาหาแนวทางในการกำจัดซากฯ ให้ถูกวิธี”ส่วนกฎหมายที่จะออกมาควบคุมการกำจัดซากฯให้ถูกวิธีนั้น ได้หารือกับกรมควบคุมฯ ว่าจะเป็นรูปแบบใดโดยสาระสำคัญ คือต้องให้บริษัทผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีส่วนรับผิดชอบในการกำจัดด้วย เช่นที่ต่างประเทศจะกำหนดจุดรับซื้อซากคืนส่วนในปัจจุบัน ซึ่งยังไม่มีกฎหมายมารองรับระหว่างนี้จะรณรงค์ให้เทศบาลต่าง ๆ หรือท้องที่ต่าง ๆ หาจุดรับทิ้งซากอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อไปจำกัดให้ถูกวิธีสำหรับปริมาณซากผลิตภัณฑ์อิเลกทรอนิกส์ฯ มีแนวโน้มเพิ่มอย่างต่อเนื่องโดยปี 56 มีปริมาณ 20.88 ล้านเครื่อง เช่นโทรศัพท์มือถือ– โทรบ้าน 9.14 ล้านเครื่องโทรทัศน์ 2.43 ล้านเครื่อง อุปกรณ์เล่นภาพ หรือเสียง ขนาดพกพา 3.3 ล้านเครื่อง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล 1.99 ล้านเครื่อง เครื่องแฟกซ์ 1.5 ล้านเครื่องเครื่องปรับอากาศ 7.1 แสนเครื่อง ตู้เย็น 8.72 แสนเครื่อง ส่วนการปี 57คาดว่า มีปริมาณซากฯ 22.08 ล้านเครื่อง ส่วนใหญ่เป็นโทรศัพท์มือถือ– โทรบ้าน 9.75 ล้านเครื่อง ปี 58 คาดว่า มี 23.23 ล้านเครื่อง ส่วนใหญ่เป็นโทรศัพท์มือถือ–โทรบ้าน 10.33 ล้านเครื่อง ปี 59 คาดว่า มีซากฯ 24.31 ล้านเครื่อง ส่วนใหญ่เป็นโทรศัพท์มือ–โทรบ้าน 10.90 ล้านเครื่องเช่นกัน บางส่วนก็ทำลายถูกวิธี บางส่วนก็ทำลายไม่ถูกวิธี

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กรอ.เร่งออกกฎหมายกำจัดซากอิเล็กทรอนิกส์

  • พ้นแล้งแต่ฝนล่า – รู้หลบ

    พ้นแล้งแต่ฝนล่า – รู้หลบ

    ฝนที่ฉํ่าช่วงวันที่ 5–7 พ.ค. ไม่ได้แปลว่า เข้าหน้าฝนแล้ว หรือ เป็นฝนหลงฤดูมาจากไหน แต่เป็นปกติที่จะมีความกดอากาศสูงลงมากระทบกับความร้อนแล้วเกิดพายุ กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายว่า ความกดอากาศสูงก้อนนี้ มาจากประเทศจีน แผ่ลงปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ในขณะเดียวกัน ก็มีคลื่นกระแสลมตะวันออก เคลื่อนจากทะเลจีนใต้ เข้าปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ เจอเข้าไป 2 เด้งแบบนี้ ความชื้นทางตะวันออกก็ชุก ส่งผลให้มีฝนเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ พอถึงวันที่ 8-11 พ.ค. ความกดอากาศสูงมีกำลังอ่อนลง ฝนจะลดลง อุณหภูมิสูงขึ้น อากาศร้อนยังอยู่คู่ฟ้าเมืองไทย ก็ใช่ว่าฝนจะเหือดหายไปในทันทีทางภาคเหนือ นอกจากเจออากาศร้อนตอนกลางวัน ก็ยังมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่ง ๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มากกว่าหน่อย จะมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ลมกระโชกแรงก็มีได้เป็นบางแห่ง กรุงเทพฯ ก็ไม่แคล้ว โอกาสเจอฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง มีถึงร้อยละ 20-30 กรมอุตุนิยมวิทยาบอกว่า ต้นเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงเปลี่ยนฤดูจากร้อนเป็นฝน อากาศจะแปรปรวน ร้อนอบอ้าวทั่วไป มีฝนฟ้าคะนองเป็นบางวัน คาดว่า ฤดูฝนปีนี้ จะเริ่มช้ากว่าปกติ ประมาณสัปดาห์ที่ 3–4 ของเดือนพฤษภาคม ปริมาณฝนรวม จะน้อยกว่าค่าปกติและน้อยกว่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะช่วงต้นฤดู แต่ช่วงปลายฤดูฝน ประเทศไทยตอนบน จะมีฝนใกล้เคียงค่าปกติ ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความ ปัญหาความแห้งแล้ง จะพลิกกลับมาเป็นความชุ่มฉํ่าฉับพลัน แม้กรมชลประทาน จะถือว่า วันที่ 30 เม.ย. เป็นวันสิ้นสุดแผนการบริหารจัดการ นํ้าพืชฤดูแล้งไปแล้วก็ตามเพราะฤดูแล้งปีนี้ ลุ่มนํ้าเจ้าพระยาใช้นํ้าไปถึง 7,224 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากที่กำหนดไว้ 5,300 ล้าน ลบ.ม. หรือใช้เกินไปมากกว่า 1,900 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 136 เปอร์เซ็นต์ การเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ก็มีมากถึง 9.72 ล้านไร่ เกินเข้าไป 191 เปอร์เซ็นต์ของแผนฯที่วางไว้ กรมชลประทานจะเริ่มส่งนํ้าเข้าในพื้นที่ต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค. เป็นต้นไป แต่ก็ต้องบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสภาวะฝนที่ตกลงมาด้วย เพื่อไม่ให้เกิดภาวะนํ้าท่วมขัง และระบายได้สะดวก เห็นฝนตั้งเค้ามา ไม่ได้หมายความจะใช้กันฟุ่มเฟือยได้นะ. หยาดน้ำฟ้า

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พ้นแล้งแต่ฝนล่า – รู้หลบ

  • นวัตกรรมไม้เชิงวิศวกรรมสมรรถนะสูง

    นวัตกรรมไม้เชิงวิศวกรรมสมรรถนะสูง

    โละเฟอร์นิเจอร์กันเกือบทั้งบ้าน หากเคยผ่านประสบการณ์นํ้าท่วมมาแล้ว ก็เพราะไม้อัดหรือไม้เชิงวิศวกรรมที่นำมาทำเฟอร์นิเจอร์ยอดฮิต เมื่อแช่นํ้านอกจากจะบวมพอง โครงสร้างบิดเบี้ยวแล้วยังถึงขั้นถล่มทรุดลงมากองเป็นขยะอีกด้วย แต่ใช่ว่าไม้อัดเหล่านี้จะไม่มีประโยชน์ เพราะในยุคที่ไม้จริงหายาก ราคาสูง ไม้อัดหรือไม้เชิงวิศวกรรม ที่ผลิตขึ้นจากเศษวัสดุของไม้ หรือเศษวัสดุที่เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมการเกษตร สามารถช่วยชะลอการตัดไม้ทำลายป่าและเพิ่มมูลค่าให้กับเศษวัสดุเหลือใช้ได้ ดังนั้น “ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อุทัย มีคำ” จากสาขาวิชาวิศวกรรมพอลิเมอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จึงพัฒนาไม้เชิงวิศวกรรมสมรรถนะสูงขึ้น เพื่อเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมทางเลือก ที่สามารถใช้ทดแทนไม้จริงได้มากขึ้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อุทัย บอกว่า ไม้เชิงวิศวกรรม คือวัสดุประเภทไม้ที่ผลิตขึ้นจากเศษวัสดุของไม้หรือเศษวัสดุที่เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมการเกษตร นำมารวมกับสารยึดติดประเภทกาว ผ่านกระบวนการการผลิตเชิงวิศวกรรม จนได้วัสดุไม้เชิงวิศวกรรมที่มีลักษณะเป็นชิ้นงานไม้ มีความแข็งแรงสามารถนำไปใช้งานได้เช่นเดียวกับชิ้นไม้จากธรรมชาติ ทั้งนี้เศษวัสดุที่มักนิยมนำมาใช้ผลิตเป็นไม้เชิงวิศวกรรม เช่น ขี้เลื่อยไม้ ชานอ้อย ฟางข้าว ซังข้าวสาลี ซังข้าวโพด เยื่อผลปาล์ม เส้นใยหรือชิ้นไม้สับจากไม้ป่าเศรษฐกิจ เช่น ไม้สน ไม้ยูคาลิปตัส และ ไม้ยางพารา ส่วนสารยึดติดส่วนใหญ่ใช้กาวประเภท กาวยูเรีย หรือ กาวลาเท็กซ์ ตัวอย่างวัสดุไม้เชิงวิศวกรรมที่ใช้งานทั่วไป เช่น ไม้อัดเอ็มดีเอฟ ไม้อัดแผ่น ไม้พื้นปิดผิว ไม้ท่อนติดกาว หรือ ไม้ชิ้นอัดร้อน สำหรับประเทศไทย ไม้เชิงวิศวกรรมที่นิยมใช้กันมากคือ ไม้อัดเอ็มดีเอฟ และ ไม้อัดแผ่น ซึ่งมักจะนำมาทำเป็นกล่องบรรจุสินค้า แบบหล่อปูนงานก่อสร้าง งานเฟอร์นิเจอร์สำหรับตลาดระดับล่าง และใช้ในการตกแต่งภายใน แต่ไม้เชิงวิศวกรรมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังมีข้อจำกัดด้านความแข็งแรง ไม่สามารถใช้ทดแทนไม้เนื้อแข็งจากธรรมชาติได้ ไม่ทนทานต่อความชื้น มักจะโก่งบวมเสียรูป เมื่ออยู่สภาพอากาศที่ชื้นจะขึ้นรา ทั้งยังถูกทำลายโดยแมลงพวกมอดไม้หรือปลวกได้ง่าย ประกอบกับแนวโน้มไทยประสบกับปัญหานํ้าท่วมมากขึ้นทุกปี ทีมวิจัยจึงพัฒนาวัสดุไม้เชิงวิศวกรรมที่มีสมรรถนะสูงขึ้น มีความแข็งแรงเทียบเท่าไม้เนื้อแข็งที่ได้จากธรรมชาติ คงทนต่อสภาวะแวดล้อมทั้ง ลม ฝน นํ้าท่วม ได้เป็นระยะเวลานาน ๆ และทนทานต่อการเข้าทำลายของแมลงพวกมอดไม้ และปลวก ผู้วิจัยบอกว่า นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น มีทั้งไม้อัดเยื่อเดี่ยว และไม้อัดเยื่อผสมใยแก้วเสริมแรง ไม้อัดแผ่นจากแผ่นไม้ยางพาราเสริมแรงด้วยผ้าใยแก้ว ไม้อัดปิดผิว และไม้อัดปิดผิวแบบหลายชั้นเสริมแรงด้วยผ้าใยแก้ว โดยไม้เชิงวิศวกรรมที่วิจัยขึ้นมานี้ มีองค์ประกอบของเศษวัสดุของเหลือจากอุตสาหกรรมการเกษตร และวัสดุจากไม้ป่าปลูกเชิงเศรษฐกิจ เช่น แกลบข้าว เยื่อชานอ้อย เยื่อผลปาล์มนํ้ามัน ขี้เลื่อยไม้ เยื่อไม้ยูคาลิปตัส และแผ่นไม้ยางพารา มีการประยุกต์ใช้ระบบกาวอีพ๊อกซี่ เป็นกาวยึดติด ส่วนเส้นใยเสริมแรงใยแก้วก็เป็นวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมผลิตกระดานโต้คลื่น และกระดานโต้ลม ทั้งนี้จากส่วนผสมทั้งหมดทำให้ได้ไม้เชิงวิศวกรรมที่มีสมรรถนะสูง สวยงามเหมือนไม้ธรรมชาติ ที่สำคัญคือ มีคุณสมบัติเชิงกลสูงเทียบเท่าไม้เนื้อแข็งที่ใช้ในงานก่อสร้างอาคารบ้านเรือนทั่วไป และยังทนทานต่อความชื้นได้ดี จากผลการทดสอบพบว่า สามารถแช่อยู่ในนํ้าได้นานมากกว่า 3 เดือน ถึง 1 ปี โดยที่ไม่เกิดการบวม หรือ โก่งงอ และทนทานต่อการเข้าทำลายของมอดไม้ และปลวก ได้เช่นเดียวกับไม้สักทอง เพราะจากการทดสอบนำไปฝังในรังปลวกเป็นเวลานานมากกว่า 3 เดือน ไม่พบร่องรอยการเข้ากัดทำลายของปลวกแต่อย่างใด ด้วยคุณสมบัติที่แข็งแรง ทนชื้น สวยงามและปลวกไม่กิน ประกอบกับกระบวนการผลิตไม่แตกต่างไปจากการผลิตไม้เชิงวิศวกรรมทั่วไป และต้นทุนการผลิตก็ไม่สูงมากนัก เนื่องจากองค์ประกอบที่ใช้ในกระบวนการผลิตส่วนใหญ่เป็นวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมซึ่งมีราคาที่ไม่แพงมาก ทำให้นวัตกรรมไม้เชิงวิศวกรรมสมรรถนะสูงนี้ น่าจะมีศักยภาพในการนำไปต่อยอดเชิงธุรกิจได้อย่างไม่ยาก!!. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นวัตกรรมไม้เชิงวิศวกรรมสมรรถนะสูง