Blog

  • วสท.แนะรัฐคุมทุกอาคารในจ.เชียงราย-เชียงใหม่

    วสท.แนะรัฐคุมทุกอาคารในจ.เชียงราย-เชียงใหม่

    ที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 พ.ค. นาย สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกวสท.เปิดเผยว่า วสท.แนะนำให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้าง บ้านเรือนต่าง ๆ ให้ทุกอาคารใน จ.เชียงรายและ จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่ควบคุมและเข้าไปตรวจสอบทุกแห่ง พร้อมทั้งปรับแก้ไข เพื่อให้ตัวอาคารรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ7 ริคเตอร์ได้จากนี้ไป ทุกอาคารใน 2 จังหวัดนั้น ควรต้องตรวจสอบโครงสร้างทั้งหมด และปรับแต่งใหม่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้รองรับแผ่นดินไหวได้อีก แม้ว่าจะต้องมีต้นทุนการก่อสร้างเพิ่มขึ้นก็ตามเพราะเห็นได้ชัดเจนว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการ์สึนามิ ที่จ.ภูเก็ต จนมาถึงปัจจุบันเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดบ่อยครั้งขึ้นเรื่อย ๆ และแผ่นดินไหวก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้วทุกคนจะต้องรู้หลักในการรับมือ ทั้งอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และการปฏิบัติตน ถึงเวลาที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้น“เหตุการณ์แผ่นดินไหว ขนาด 6.3ริกเตอร์ ที่ อ.พาน จ.เชียงราย และยังเกิดอาฟเตอร์ช็อคตามมากว่า 100 ครั้งเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมานั้น เกิดจากรอยเลื่อนพะเยาที่ยังมีพลังอยู่อีกทั้งมีจุดศูนย์กลางตื้นเพียง 7 กิโลเมตรลงไปจากพื้นที่ จึงทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงสูงและถือเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางในประเทศไทยขนาดสูงที่สุดเท่าที่เคยวัดได้ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่ออาคารสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่รัศมี 30 กิโลเมตรโดยในวันที่ 7 พ.ค.นี้ วสท.จะส่งตัวแทนลงพื้นที่ จ.เชียงราย เพื่อตรวจสอบ วิเคราะห์ โครงสร้างอาคารและให้คำแนะนำกับประชาชนในการรับมือกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวต่อไป”อย่างไรก็ตาม เบื้องต้น วสทได้ขอเตือนให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและประชาชนเฝ้าระวังสถานการณ์ต่ออีก 72 ชั่วโมง โดยให้ตรวจสอบเบื้องต้นด้วยตัวเองได้ว่าอาคาร สิ่งปลูกสร้างที่อยู่อาศัยนั้น ผิดรูปไปจากเดิมหรือไม่ มีรอยร้าวหรือไม่ โดยเฉพาะที่เสาและคาน หากมีรอยร้าว ให้แจ้งเจ้าหน้าที่รัฐ และไม่ควรกลับเข้าไปอยู่อาศัยอีกแต่ถ้าไม่มี ก็ไม่ต้องกังวล ที่สำคัญ ให้เฝ้าระวังอาคารสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่รัศมีไม่เกิน 50 กม. จากจุดศูนย์กลางฯ ซึ่งไม่ได้ก่อสร้างตามหลักทางวิศวกรรมฯ ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะพังทลายลงมาได้อีกหากเกิดอาฟเตอร์ช็อคขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะพื้นที่จ.เชียงราย พะเยา และลำปางพร้อมทั้ง ตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างบริเวณไหล่เขาที่อาจเกิดดินถล่ม หลังแผ่นดินไหวได้ หากในพื้นที่นั้นมีรอยแตก รอยร้าวอยู่เมื่อเจอฝนตก ในช่วง 5-7 พ.ค.นี้ที่กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า จะมีฝนตก แม้ว่าจะไม่มากแต่อาจมีนัยสำคัญต่อรอยแยกเหล่านั้นได้ รวมถึงปรากฏการณ์ทรายเหลวซึ่งทำให้หน้าดินสไลด์ ถนนพัง แต่ทั้งนี้ต้องดูในเชิงลึกอีกครั้งว่าสาเหตุที่ถนนพังนั้น เป็นเพราะดินสไลด์ รับน้ำหนักถนนไม่ได้ เมื่อดินถูกเขย่ารุนแรงหรือว่า การก่อสร้างไม่ดีพอ จึงทำให้ถนนทรุดขณะเดียวกันให้เฝ้าระวังเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในรัศมี 200 กม. ด้วย ที่อาจมีรอยแตก รอยแยก ต้องให้หน่วยงานที่ดูแลเขื่อนต่าง ๆ ทุกแห่งทุกขนาด กว่า 5,000 แห่ง ทั้งที่อยู่ในความดูแลของกรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิต กรมพัฒนาพลังงานทดแทน และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตรวจสอบทุก 6ชั่วโมงว่ามีน้ำรั่วซึมหรือไม่ จนกว่าจะครบ 72ชั่วโมง จึงจะถือว่าปลอดภัย แต่หากพบรอยแตกร้าว ให้เร่งระบายน้ำออกและซ่อมแซมโดยเร็ว ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ในระยะ 200 กม.ที่น่าห่วงมีเพียงแห่งเดียวคือ เขื่อนแม่จาง ระยะ 155 กม.ส่วนเขื่อนภูมิพลนั้นอยู่ห่างออกไป 280 กม.และเขื่อนสิริกิติ์ 230 กม. จึงไม่น่ากังวล ส่วนอาคารต่าง ๆ ภายในกรุงเทพมหานคร ที่สูงเกินกว่า 10 ชั้น และสร้างหลังปี50 นั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับผลกระทบทางโครงสร้างใด ๆจากแผ่นดินไหวของรอยเลื่อนพะเยา เพราะส่วนใหญ่ต้องออกแบบและก่อสร้างตามกฎหมายที่มีระบบป้องกันแผ่นดินไหวไว้แล้วหรือกฎกระทรวงของกรมโยธาธิการและผังเมือง ว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานประกอบการออกแบบอาคารรับแรงแผ่นดินไหวและรายละเอียดโครงสร้างที่ มยผ. 1301 -52 ที่เทียบเคียงได้กับมาตรฐานนานาชาติ อีกทั้งโครงสร้างอาคารเป็นเหล็กกล้าสามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 7 ริกเตอร์แต่ทั้งนี้ ยอมรับว่าเป็นห่วงอาคารเก่าอาคารที่สูงไม่เกิน 10 ชั้น และที่ก่อสร้างก่อนปี50 ซึ่งโครงสร้างยังเป็นคอนกรีต ต้องเข้าไปตรวจสอบว่าโครงสร้างเสียหายหรือไม่หากจะกังวลถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวอาคารในกทม. ให้จับตาการเกิดแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนกาญจนบุรีจ.กาญจนบุรีเป็นหลัก ที่จะส่งผลกระทบถึงอาคารในกทม.ทั้งหมดส่วนโครงสร้างของรถไฟฟ้าทั้งบีทีเอสและเอ็มอาร์ทีนั้น ถือว่าแข็งแรงมาก ถูกสร้างมาเพื่อรองรับแผ่นดินไหวแล้ว ปลอดภัยแน่นอนแม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนกาญจนบุรีที่จะเป็นอันตรายต่ออาคารสิ่งปลูกสร้างในกทม.ก็ตามทั้งนี้ วสท.และกรมโยธาธิการจะเร่งหามาตรการร่วมกันในการเสริมความแข็งแรงของตัวอาคาร เบื้องต้นแนะนำให้ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งปรับปรุงหรือปรับแต่งอาคารเดิมที่มีอยู่แล้ว ให้รองรับแผ่นดินไหวได้ ด้วยการเสริมเหล็กไขว้หรือกำแพงผนังเฉียงอีกชั้นหนึ่ง โดยเฉพาะอาคารสาธารณะต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาล วัดสถานบริการต่าง ๆ เป็นอันดับแรกก่อนรวมทั้งจะทำแนวทางปฏิบัติตัวเบื้องต้นเมื่อเกิดแผ่นดินไหวให้แก่ประชาชนในพื้นที่ด้วยเนื่องจากแผ่นดินไหวเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถพยากรณ์ได้ ว่าจะเกิดขึ้นตอนไหนและเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ประชาชนไม่ทราบว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เช่นต้องไปกลับเข้าไปในอาคารที่มีรอยร้าว เป็นต้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วสท.แนะรัฐคุมทุกอาคารในจ.เชียงราย-เชียงใหม่

  • ดัชนีตลาดหุ้นไทย 6 พฤษภาคม 2557 ปิดตลาดภาคเช้าปิดลบ 0.41 จุด

    ดัชนีตลาดหุ้นไทย 6 พฤษภาคม 2557 ปิดตลาดภาคเช้าปิดลบ 0.41 จุด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ ( 6 พ.ค.) ดัชนีหุ้นไทยเปิดตลาดปรับขึ้นเล็กน้อย และเคลื่อไหวในในกรอบแคบๆ ทั้งในแดนบวกและลบตลอดการซื้อขายภาคเช้า เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน โดยสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศยังคงไม่มีความคืบหน้า โดยยีงมีการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทางออกประเทศตามแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ยังไร้การตอบรับ ทำให้คาดว่าปัญหาการเมืองยังมีสิทธิที่จะกดดันความมั่นใจของนักลงทุนในระยะต่อไป ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าปิดที่ 1,421.07 จุด ลดลง 0.41 จุด หรือ 0.03 % ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 10,959.94 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีตลาดหุ้นไทย 6 พฤษภาคม 2557 ปิดตลาดภาคเช้าปิดลบ 0.41 จุด

  • นักวิชาการชี้แผ่นดินไหวเชียงรายแรงสุดในรอบพันปี

    นักวิชาการชี้แผ่นดินไหวเชียงรายแรงสุดในรอบพันปี

    วันนี้( 6 พค.57)ผศ.ดร.ปัญญา จารุศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว จากคณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี โดยให้ความสำคัญของการเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนี้ว่าอาจจะมาจากกลุ่มรอยเลื่อนพะเยา ตอนเหนือซึ่งเป็นกลุ่มรอยเลื่อนขนาดกลางที่นักธรณีหรือนักแผ่นดินไหวไม่ได้ให้ความสำคัญมากเท่ากับรอยเลื่อนแม่จันที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากกลุ่มรอยเลื่อนดังกล่าวมีรอยเลื่อนขนาดเล็กเป็นแขนงจำนวนมากซึ่งจากการประเมินการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้พบว่าเกิดขึ้นหลายจุดทำให้วิเคราะห์ลำบากว่าเป็นการเกิดอาฟเตอร์ชอคหรือเกิดแผ่นดินไหวแบบโดมิโนที่รอยเลื่อนเล็ก ๆ เกิดขึ้นตามกันมาเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นแล้วในประเทศญี่ปุ่นผศ.ดร.ปัญญา กล่าวว่าการเกิดแผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ อ.พาน จ.เชียงราย ในระดับ 6.3ริกเตอร์ นั้นเป็นการเกิดแผ่นดินไหวขนาดปานกลางค่อนข้างสูง แต่ถือได้ว่าเป็นการเกิดแผ่นดินไหวในภาคเหนือของไทยที่รุนแรงที่สุดในรอบหนึ่งพันปีและค่อนข้างอันตราย เนื่องจากเป็นแผ่นดินไหวบนพื้นดินระดับตื้นโดยเกิดขึ้นใต้พื้นดินประมาณ7.5 กิโลเมตรเท่านั้น ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของแผ่นดินตามมามากและหากเกิดอาฟเตอร์ชอคตามมาใกล้กับพื้นที่ชุมชนจะยิ่งอันตรายกว่านี้ ดังนั้นในช่วง 3-4 วันนี้ จึงควรเฝ้าระวังและหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้สิ่งปลูกสร้างเก่าๆ ที่อาจพังลงมาได้“ การเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้เรียกว่าเป็นการเกิดแผ่นดินไหวที่เหนือความคาดหมายและทำให้นักธรณีวิทยาต้องหันมาสนใจรอยเลื่อนขนาดเล็กที่มีอยู่เป็นจำนวนมากขึ้น อย่างเช่นในกลุ่มรอยเลื่อนพะเยา ซึ่งเป็น 1ใน 14รอยเลื่อนที่มีพลังในไทย โดยพาดผ่านอำเภองาว จังหวัดลำปาง และอำเภอเมือง จังหวัดพะเยาในแนวทิศตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในกลุ่มนี้มีรอยเลื่อนที่น่าสนใจคือรอยเลื่อนน้ำแม่ลาวที่อดีตนักธรณี ฯเคยคิดว่าเป็นรอยเลื่อนเก่าแต่ปัจจุบันคาดว่าเป็นรอยเลื่อนที่เกิดขึ้นใหม่เนื่องจากรอยแยกมีลักษณะเป็นเส้นตรงมากนอกจากนี้ยังถือเป็นการเตือนให้ต้องเฝ้าระวังรอยเลื่อนขนาดใหญ่อย่างรอยเลื่อนแม่จันที่กำลังสะสมพลังอยู่มากขึ้นด้วยเพราะหากมีแผ่นดินไหวหรืออาฟเตอร์ชอคที่รอยเลื่อนแม่จัน โอกาสในการเกิดดินถล่มตามถนนสายหลักของเชียงรายเชียงใหม่มีสูง“ผศ.ดร.ปัญญา กล่าวด้านรศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย หัวหน้าโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทยคณะวิศวกรรมศาสตร์สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย(เอไอที) กล่าวว่า อยากให้ข้อสังเกตการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ว่าอาจจะไม่ได้เกิดจากแนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหวที่ปรากฏอยู่ในแผนที่โดยตรงแต่อาจจะเกิดจากรอยแตก รอยร้าว ที่ซ่อนตัวอยู่ในแผ่นเปลือกโลกซึ่งพบว่ากระจายตัวอยู่เกือบทุกพื้นที่ของภาคเหนือ โดยเฉพาะ ใน จ.เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน และ จ.ตาก ก็ได้ ซึ่งจะมีอันตรายพอๆ กัน เพียงแต่การเกิดครั้งนี้เกิดบนพื้นที่ที่ไม่ใช่เมือง ไม่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ หากเกิดในเมือง ที่มีตึกสูง และสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่อาจจะเกิดความเสียหายมากกว่านี้รศ.ดร.เป็นหนึ่ง กล่าวอีกว่าพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมด มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวซึ่งมีตัวอย่างเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เช่น ปี 2550 แผ่นดินไหวจุดศูนย์กลางที่ประเทศลาว ความแรง 6.3 ริกเตอร์ ห่างจากพรมแดน ไทย บริเวณ จ.เชียงราย ประมาณ 50กิโลเมตร ทำให้ จ.เชียงราย และพื้นที่ใกล้เคียงได้รับผลกระทบ ต่อมาปี 2554 แผ่นดินไหว 6.8 ริกเตอร์ที่ประเทศพม่า ห่างจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย 50 กิโลเมตร จ.เชียงรายก็ได้รับผลกระทบและครั้งล่าสุด มีจุดศูนย์กลาง ที่ จ.เชียงรายเลย 6.3 ริกเตอร์ แต่โชคดีที่ไม่ได้เกิดในเมือง ทั้งหมดบอกให้รู้ว่า โอกาสการเกิดแผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกแล้ว และในอนาคตอาจจะเกิดขึ้นอีกในตำแหน่งอื่นๆที่จะเป็นอันตรายมากกว่านี้ได้“วันนี้เราต้องมาเตรียมพร้อมเพื่อที่จะรับมือกับภัยพิบัติด้านนี้อย่างจริงๆเสียที ที่ผ่านมาเรายังไม่ค่อยจริงจังกับการรับมือในเรื่องนี้มากนัก สิ่งที่ต้องตระหนัก คือสิ่งก่อสร้างที่จะมีขึ้น ในพื้นที่ภาคเหนือต้องสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับแผ่นดินไหวที่จริงจัง โดยเฉพาะ สิ่งก่อสร้างใหม่ๆส่วนสิ่งก่อสร้างเก่าๆต้องเสริมกำลังให้มีความแข็งแรงมั่นคงมากขึ้น” รศ.ดร.เป็นหนึ่ง กล่าว

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นักวิชาการชี้แผ่นดินไหวเชียงรายแรงสุดในรอบพันปี