นางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้านตลาดยุโรปแอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา เปิดเผยว่า ในช่วงปลายเดือนเม.ย.ได้เข้าร่วมงานเดสติเนชั่น เวดดิ้ง แพลนเนอร์ คองเกส ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เพื่อเตรียมบุกตลาดดึงกลุ่มคู่แต่งงานให้มาจัดที่เมืองไทยโดยในงาน ททท.จะเน้นเจาะจงเจรจากับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญการจัดงานแต่งงาน(เวดดิ้งแพลน เนอร์)ที่มีกว่า 90 รายจากทั่วโลก เนื่องจากจะเป็นผู้กระตุ้นหลักให้คู่แต่งงานสนใจเลือกสถานที่ต่างๆ ทั้ง นี้ ข้อมูลการวิจัยจากการประชุมในงานพบว่า มูลค่าของตลาดการจัดงานต่างประเทศในทั่วโลกปีที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า 2,700 ล้านล้านบาท และในบรรดาคู่แต่งงานทั่วโลกมีถึง 24% ที่เลือกไปจัดงานฉลองที่ต่างประเทศ ขณะที่ปี 56ไทยมีมูลค่าตลาดฮันนีมูนและแต่งงานประมาณ 34,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนคู่ฮันนีมูนมากที่สุด 70.9%, ฉลองครบรอบแต่งงาน13.5%, คู่แต่งงาน 9.34% และเดินทางมาดูสถานที่จัดงาน7.07% แต่หากเจาะจงรายได้เฉพาะของการแต่งงาน คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท สำหรับปี 58 ททท.คาดว่าจะกระตุ้นตลาดคู่แต่งงานให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% โดยมีตลาดเป้าหมายที่ขับเคลื่อนได้มากที่สุด คือ อินเดียที่แต่ละครั้งเชิญแขกเดินทางมาเข้าร่วมมากกว่า 200คนขึ้นไป และใช้งบการจัดงานในระดับไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ขณะที่ตลาดที่เริ่มให้ความสนใจมาจัดงานในไทยมากขึ้นได้แก่ยุโรป ที่แม้จะมีงานขนาดเล็กเชิญแขกมาร่วมราว 50-100 คน แต่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง “การเข้าร่วม งานในครั้งนี้ แม้จะเป็นปีแรกที่กรีซจัดขึ้น แต่ ททท.ก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อแนะนำประเทศไทยในฐานะจุดหมายแหล่งท่องเที่ยวและสำรวจความเป็นไปได้ในการทำตลาดกับเวดดิ้งแพลนเนอร์ทั่วโลก แต่ก็มีผู้จัดงานที่ให้ความสนใจโดยมีคู่แต่งงานจากอินเดีย 1 คู่ที่ตกลงมาจัดในไทย 2-4ก.ค.ที่หัวหิน และมีแขกเข้าร่วม 400 คน จองห้องพักกว่า 200 ห้อง” อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังเป็นอุปสรรคสำหรับการเจาะตลาดคู่แต่งงานต่างประเทศก็คือ กระบวนการนำเข้าอุปกรณ์หรือเครื่องประดับที่ใช้ในการจัดงาน ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มเศรษฐีที่วางแผนจัดงานขนาดใหญ่และต้องการนำอุปกรณ์และทรัพย์สินมีค่าส่วนตัว อาทิ เครื่องเพชร มาร่วมในงาน แต่ยังไม่แน่ใจในขั้นตอนและการจัดเก็บภาษีนำเข้าของไทย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดึงคู่รักทั่วโลกแต่งงานเมืองไทย
Blog
-

ดึงคู่รักทั่วโลกแต่งงานเมืองไทย
Facebook Comments -

‘โมโน กรุ๊ป’ มั่นใจรายได้รวมสิ้นปีนี้โต 50% ทุ่ม 500 ล. ป้อนคอนเทนต์ลงช่อง MONO 29
“โมโน กรุ๊ป” ทุ่ม 500 ล้านบาท ป้อนคอนเทนต์ลง ช่อง “โมโน ทเวนตี้ไนน์” มั่นใจสิ้นปีรายได้โต 50% จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 1,500 ล้านบาท ตั้งเป้าอีก 3 ปีจะมีรายได้ปีละกว่า 5,000 ล้านบาท หวังขึ้นแท่นช่องทีวีดิจิตอลอันดับ 5 ของเมืองไทย นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานกรรมการ บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากที่บริษัทได้ประมูลช่องทีวีดิจิตอลกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นที่เรียบร้อย พร้อมได้รับใบอนุญาตออกอากาศแล้วนั้น และได้ออกอากาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 เม.ย.57 เวลา 06.00 น. ผ่านช่อง MONO 29 หรือ โมโน ทเวนตี้ไนน์ ประกอบด้วย บันเทิง 56% ข่าวสารสาระ 25% ข่าวสารสาระประโยชน์บันเทิง 14% เด็ก-เยาวชน 5% เน้นเป้าหมายยุคเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์,วาย และแซด ทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑลและต่างจังหวัด ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้จากการดำเนินธุรกิจทีวีดิจิตอลในอีก 3 ปี จะมีรายได้ปีละ 5,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา โมโน กรุ๊ป มีรายได้รวม 1,500 ล้านบาท กำไร 40% โดยปีนี้ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้น 50% เบื้องต้น โมโน กรุ๊ป ได้ลงทุนเพิ่ม 500 ล้านบาท ในการซื้อคอนเทนต์ทั้งในไทย และต่างประเทศ พร้อมทั้งซื้อที่ดินจำนวน 12 ไร่ เพื่อสร้างสตูดิโออีก 100 ล้านบาท คาดว่าจะคืนทุนได้ปีนี้หรือปีหน้า และเตรียมผลิตรายการ อาทิ ละคร เกมโชว์ และวาไรตี้ ทั้งที่ผลิตเองและได้ผู้ผลิตในแวดวงรายการและละครระดับแถวหน้าของเมืองไทย ส่วนคอนเทนต์ทั้งภาพยนตร์ไทยและนานาชาติ มีมากกว่า 1,500 เรื่อง “ทีวีดิจิตอลจะเป็นธุรกิจที่จะสร้างรายได้ในเร็ว ๆ นี้ เพราะด้วยคอนเทนต์คุณภาพจะถูกใจผู้ชมทั้งในเมืองและต่างจังหวัด ทำให้โฆษณาไหลเข้ามา โดยธุรกิจฟรีทีวียังจะมีเม็ดเงินโฆษณาอยู่มากเหมือนเดิม และฟรีทีวีจะเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการขนาดกลางลงโฆษณาประชาสัมพันธ์มากขึ้น แม้การแข่งขันฟรีทีวีในช่วง 2-3 ปี จะมีการแข่งขันที่สูงมาก ซึ่งผู้ที่มีคอนเทนต์คุณภาพอยู่ในมือเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้” นายพิชญ์ กล่าว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘โมโน กรุ๊ป’ มั่นใจรายได้รวมสิ้นปีนี้โต 50% ทุ่ม 500 ล. ป้อนคอนเทนต์ลงช่อง MONO 29Facebook Comments -

เปลี่ยนท่าทางมนุษย์เป็นตัวอักษรด้วยแอพ – 1001
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา ผมได้เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เรื่อง Body Typography หรือการสร้างสรรค์ตัวอักษรด้วยท่าทาง ซึ่งจัดโดยบริษัท NAM แห่งประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น ผมจะเล่าประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากงานสัมมนาครั้งนี้ให้ผู้อ่านฟังครับ งานสัมมนานี้มีผู้ร่วมงานประมาณ 30 คน เมื่อผมเข้าไปในห้องสัมมนา ก็พบไอแพดวางอยู่บนขาตั้งกล้องหลายเครื่อง จากนั้นวิทยากรก็เล่าจุดประสงค์ของงานสัมมนานี้คือ ต้องการให้ผู้อบรมแต่ละกลุ่มสร้างอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่จากคำที่กำหนดให้ ตัวอย่างเช่น ผมอยู่กลุ่ม 12 และได้รับอักษร G หน้าที่ของผมคือเป็นผู้กำกับให้เพื่อนในกลุ่ม 12 แสดงท่าทางให้เป็นอักษร G นั่นเอง นอกจากแสดงท่าทางแล้ว เราอาจใช้สิ่งของประกอบ เช่น เก้าอี้ โคมไฟ เบาะรองนั่ง ตะกร้า ที่ทางผู้จัดงานเตรียมไว้ให้แล้วครับ พระเอกของงานสัมมนานี้คือแอพบนไอแพดชื่อ smart_slitcamera ซึ่งเป็นแอพถ่ายภาพที่สามารถยืดขยายสิ่งของที่เคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเหยียดแขนช้าๆ แล้วใช้แอพนี้ถ่ายภาพแขน ภาพที่ได้ออกมาก็ดูราวกับว่า แขนของเรายาวเหยียด ดังนั้นวิทยากรจึงให้ผู้เข้าอบรมใช้แอพนี้สร้างสรรค์ตัวอักษรโดยการแสดงท่าทางเคลื่อนไหวแบบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดรูปแบบตัวอักษรที่ต้องการนั่นเอง แต่การสร้างอักษรแต่ละตัวนั้นจะต้องมีการลองผิด ลองถูกหลายครั้ง และหลังจากที่เราถ่ายภาพตัวอักษรที่ต้องการแล้ว ก็ต้องแจ้งให้วิทยากรมาดูเพื่อตรวจสอบความถูกต้องหรืออ่านตัวอักษรออกเสียก่อน จึงจะบันทึกรูปได้ และต้องทำภายในเวลาที่กำหนดด้วย เพราะงานสัมมนานี้ใช้เวลาเพียงสามชั่วโมงและมีหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะใช้เวลาถ่ายรูปไม่เกิน 20 นาที เพื่อให้โอกาสกลุ่มอื่นได้ถ่ายรูปบ้าง ตัวอย่างเช่น ผมต้องใช้แอพถ่ายประมาณ 10 ครั้ง เพราะต้องจัดท่าทางและการเคลื่อนไหวให้ลงตัว จนกว่าจะได้ภาพอักษร G ที่อ่านได้อย่างชัดเจน นี่คือขั้นตอนที่สนุกที่สุดของงานสัมมนานี้ครับเพราะผมรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ! หลังจากที่ทุกกลุ่มถ่ายภาพเสร็จแล้ว ก็รอจนกระทั่งวิทยากรรวบรวมภาพถ่ายทั้งหมด และเปิดให้ทุกคนได้ดูผลงานจากงานสัมมนานี้ ภาพถ่ายในบทความนี้คือผลงานของผู้อบรมในงานสัมมนานี้ครับ ประโยคที่วิทยากรต้องการให้ผู้อบรมสร้างคือ The bginning of all things are small. ข้อคิดที่ผมได้จากงานสัมมนานี้คือ 1.กระบวนการสร้างสรรค์ต้องผ่านการลองผิด ลองถูกหลายครั้งจนกว่าจะได้ผลงานที่ต้องการ หลายกลุ่มต้องถ่ายใหม่เป็นสิบครั้งกว่าจะได้ตัวอักษรที่ต้องการ มีบางผลงานที่โดดเด่นสะดุดตาเพราะเกิดจากความบังเอิญ แต่ไม่มีกลุ่มใดที่สร้างอักษรได้สมบูรณ์แบบในครั้งแรกครับ 2.เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้เราสร้างสรรค์ผลงานแปลกๆ ซึ่งแต่เดิมทำได้ยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย จุดประสงค์ของแอพ smart_slitcamera คือการถ่ายภาพเหนือจริง แต่วิทยากรได้นำแอพนี้มาประยุกต์ใช้ในการถ่ายภาพท่าทางหรือสิ่งของเพื่อเปลี่ยนเป็นตัวอักษร ดังนั้นผู้อ่านที่สนใจและมีอุปกรณ์ไอโอเอส เช่น ไอแพด ไอพอด ไอโฟน ก็สามารถซื้อแอพนี้จากไอทูนมาติดตั้งในเครื่องครับ แอพนี้ราคา 1 ดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นราคาที่ถูกมากครับ เพราะสามารถนำมาสร้างผลงานศิลปะที่โดดเด่นและไม่ซ้ำใครได้ 3.เนื่องจากแอพนี้สร้างอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ได้ ดังนั้นเราก็ใช้แอพนี้สร้างอักษรภาษาไทยขึ้นมาได้เช่นกัน หลังจากที่ผมได้เข้าร่วมงานสัมมนานี้ ผมจึงคิดว่า อาจให้ลูกศิษย์ฝึกความคิดสร้างสรรค์ด้วยการใช้แอพนี้สร้างประโยคภาษาไทยเพื่อส่งเป็นการบ้านในวิชาเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ครับ ผู้อ่านอาจลองนำแอพนี้ไปประยุกต์ถ่ายภาพในแนวอื่นก็ได้ครับ แต่ไม่ว่าจะใช้แอพใดก็ตาม มันเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้เราใช้จินตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างผลงานให้ปรากฏ ดังนั้นผมขอชวนผู้อ่านหาเครื่องมือเพื่อเปลี่ยนจินตนาการในสมองของเราให้เป็นผลงานที่ผู้อื่นมองเห็นได้กันเถอะครับ. ธงชัย โรจน์กังสดาล ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Thongchai.R@chula.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปลี่ยนท่าทางมนุษย์เป็นตัวอักษรด้วยแอพ – 1001Facebook Comments