Blog

  • รถยนต์ทรุดหนัก ยอดขายเดือนมี.ค. ลดฮวบ

    รถยนต์ทรุดหนัก ยอดขายเดือนมี.ค. ลดฮวบ

     นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ประจำเดือนมี.คที่ผ่านมา มีปริมาณการขายทั้งสิ้น 83,983 คัน ลดลง 46.7% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 34,813 คัน ลดลง 55.8% รถเพื่อการพาณิชย์ 49,170 คัน ลดลง 37.5% ยอดขายรถยนต์ที่ลดลง เป็นผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโดยรวม ส่งผลให้ผู้ประกอบการชะลอการลงทุน รวมถึงการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ลดลง ส่วนตลาดรถยนต์สะสม 3 เดือน มีปริมาณการขาย 224,171 คัน ลดลง 45.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 55.3% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 36.6% เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการปรับเข้าสู่สมดุลของตลาดรถยนต์หลังสิ้นสุดโครงการรถยนต์คันแรก สำหรับแนวโน้มยอดขายรถยนต์เดือนเม.ย.คาดว่าจะทรงตัว จากดัชนีการขายตามฤดูกาลชี้ว่าตลาดรถยนต์เดือนเม.ย.จะมียอดขายน้อยที่สุดในไตรมาสสอง เพราะเป็นเดือนที่ผู้บริโภคจะจับจ่ายใช้สอยไปกับการเดินทางท่องเที่ยวมากกว่าการใช้จ่ายในด้านอื่น แต่อย่างไรก็ดีการจัดงานมอเตอร์โชว์ในช่วงต้นเดือนจะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญของตลาดรถยนต์

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รถยนต์ทรุดหนัก ยอดขายเดือนมี.ค. ลดฮวบ

  • อุตฯยืนยันไม่รับปากดันราคาอ้อย

    อุตฯยืนยันไม่รับปากดันราคาอ้อย

    นายอาทิตย์ วุฒิคะโร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย  เปิดเผยว่า กองทุนฯ ยังไม่ได้หนังสือจากคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.) เพื่อหารือเกี่ยวกับการพิจารณาเงินเพิ่มค่าอ้อยฤดูการผลิต 56/57 ให้แก่ชาวไร่อีกตันละ 160 บาท เพิ่มเติมจากเงินอ้อยขั้นต้นที่ 900 บาท เมื่อได้รับหนังสือแล้ว จะเร่งนัดประชุมกรรมการกองทุนฯ ทันที ส่วนกอน.จะนำเรื่องส่งให้ครม.อนุมัติได้ภายในวันที่ 6 พ.ค. 57 ตามที่ชาวไร่อ้อยกำหนดไว้ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตอบกลับข้อพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ กอน. ส่งหนังสือหารือไปทั้ง 6 หน่วยงาน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กระทรวงพาณิชย์ , กระทรวงการคลัง , กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) และกองทุนฯ                 ทั้งนี้ หาก ครม. อนุมัติเงินเพิ่มออกมาแล้ว กองทุนฯ จะเร่งดำเนินการกระจายเงินไปสู่ชาวไร่ให้เร็วที่สุด โดยส่วนตัวเห็นว่า นโยบายที่ถูกต้องจะต้องมีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  เพราะที่ผ่านมาเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)ที่นำมาจ่ายเป็นเงินเพิ่มค่าอ้อยในแต่ละปีจะต้องใช้เวลาชำระ 15-16 เดือน ไม่สามารถชำระหมดภายในรอบ 12 เดือนได้ เนื่องจากรายได้หลักของกองทุนฯ ที่นำมาชำระหนี้โดยการเก็บจากราคาน้ำตาลทราย 5 บาทต่อก.ก. มีเข้ามาเดือนละ1,000-1,100 ล้านบาทเท่านั้น  ส่วนฤดูการผลิต 56/57 หากต้องจ่ายเงินเพิ่ม 160 บาทต่อตัน คาดว่า จะต้องมีการกู้ยืมประมาณ 16,000 ล้านบาท อาจจะต้องใช้เวลาชำระหนี้ถึง 17 เดือน หรือชำระหนี้หมดประมาณเดือนต.ค. 58  เนื่องจากแนวโน้มการบริโภคน้ำตาล ชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้รายได้ที่เก็บจากราคาน้ำตาลเพื่อใช้ชำระหนี้จะลดลงด้วย        นายสมศักดิ์  สุวัฒิกะ เลขาธิการ สอน. กล่าวว่า ยังรับปากไม่ได้ว่าจะสามารถส่งเรื่องเงินเพิ่มค่าอ้อยให้ ครม.ได้ภายในวันที่ชาวไร่ต้องการหรือไม่เพราะต้องรอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรัฐบาลจะอนุมัติเงินเพิ่มหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ครม. เพราะบางส่วนอาจจะมองว่าเป็นการอนุมัติวงเงินที่สร้างภาระผูกพันไปรัฐบาลถัดไปหรือเป็นการหาเสียงหรือไม่ส่วนการหีบอ้อยฤดูกาล 56/57 ใกล้สิ้นสุดแล้วคาดว่าจะปิดหีบที่ประมาณ 105 ล้านตันอ้อย ซึ่งเป็นปริมาณผลผลิตที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์และค่าความหวานเฉลี่ยดีขึ้นมาอยู่ที่ 12.56 ซี.ซี.เอส. ดีกว่าปีที่ผ่านมาที่ค่าความหวานเฉลี่ยอยู่ที่ 11.65 ซี.ซี.เอส.  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อุตฯยืนยันไม่รับปากดันราคาอ้อย

  • มั่นใจข้าวหอมไทยชิงตลาดฮ่องกงได้

    มั่นใจข้าวหอมไทยชิงตลาดฮ่องกงได้

    นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงผลการเดินทางไปพบปะผู้นำเข้าข้าวไทยรายใหญ่ของฮ่องกงว่า ขณะนี้ผู้นำเข้าข้าวไทยรายใหญ่ทั้ง 4 รายแสดงความมั่นใจว่า ส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยจะกลับมาได้ในเร็วๆ นี้ หลังจากไทยต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดบางส่วนให้กับประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะเวียดนาม เพราะในช่วงที่ผ่านมา ราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งมาก จนทำให้ภัตตาคาร ร้านอาหารจำนวนมาก ที่ใช้ข้าวหอมมะลิไทย และข้าวหอมปทุมธานี ลดต้นทุนด้วยการหันไปซื้อข้าวราคาถูกจากเวียดนามแทน  “สาเหตุที่ผู้นำเข้ามั่นใจว่า ส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมมะลิไทย และข้าวหอมปทุมธานีจะกลับมาเพราะขณะนี้ราคาข้าวข้าวไทยลดลงมากจากช่วงก่อนหน้า และสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ทำให้ภัตตาคาร ร้านอาหารหันกลับมาใช้ข้าวไทยเช่นเดิม เพราะคุณภาพมีเหนือกว่าข้าวของคู่แข่งมาก ส่วนผู้บริโภคที่เป็นครัวเรือนยังนิยมใช้ข้าวหอมมะลิไทยอยู่เช่นเดิม ขณะเดียวกัน ปัญหาการปลอมปนข้าวหอมมะลิไทยกับข้าวชนิดอื่นก็เริ่มคลี่คลายลง จึงทำให้ผู้บริโภคยังนิยมซื้อข้าวไทยเหมือนเดิม” ส่วนการที่ผู้ส่งออกไทยไม่สามารถชนะการประมูลขายข้าวให้ฟิลิปปินส์ปริมาณ 800,000 ตันได้นั้น เป็นเพราะคู่แข่งสำคัญคือเวียดนามเสนอราคาขายต่ำกว่าไทยมาก จึงไม่จำเป็นที่ผู้ส่งออกไทยต้องเสนอราคาที่ต่ำกว่าเพื่อให้ชนะการประมูล เพราะจะยิ่งทำให้ราคาข้าวไทย และข้าวในตลาดโลกตกต่ำมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่า ฟิลิปปินส์จะเปิดประมูลข้าวในเร็วๆ นี้อีก ซึ่งรัฐบาลไทยจะเข้าร่วมการประมูลแน่นอน นอกจากนี้ กรมฯกำลังเจรจาขายข้าวให้กับมาเลเซียปริมาณ 800,000 ตัน ล่าสุดเจรจาไปได้มากกว่า 95% แล้ว เหลืออีกเพียงการต่อรองราคา ที่มาเลเซียต้องการราคาต่ำ แต่ไทยต้องการขายตามราคาตลาด คาดว่าการเจรจาจะแล้วเสร็จในอีก 1-2 สัปดาห์นี้                 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : มั่นใจข้าวหอมไทยชิงตลาดฮ่องกงได้