ต้อนรับวันมาลาเรียโลก หรือ World Malaria Day ที่องค์การอนามัยโลก กำหนดให้ตรงกับวันที่ 25 เมษายน ของทุกปี เพื่อรณรงค์เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมาลาเรีย ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของโรคติดเชื้อที่สำคัญ ซึ่งทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อมาลาเรียมากกว่า 200 ล้านคนต่อปี และเสียชีวิตมากกว่า 600,000 รายต่อปี ส่วนประเทศไทย ในปี 2556 ที่ผ่านมาก็มีผู้ป่วยมากกว่า 25,000 ราย ซึ่งแม้จำนวนผู้ติดเชื้อจะมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่การพบเชื้อมาลาเรียดื้อยาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในแถบชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งด้านกัมพูชาและเมียนมาร์ ปัญหานี้สร้างความตื่นตัวให้แก่นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านมาลาเรียทั่วโลก ในการพยายามที่จะพัฒนายาใหม่ ๆ ที่สามารถรักษาเชื้อมาลาเรียดื้อยาอย่างได้ผล ประเทศไทยซึ่งทีมวิจัยจากสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมากว่า 10 ปี ล่าสุดได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสารต้านมาลาเรียชนิดใหม่ของโลก ที่มีชื่อเรียกว่า “สาร P218” ศ.ดร. ยงยุทธ ยุทธวงศ์ นักวิจัยอาวุโส สวทช. และผู้เชี่ยวชาญด้านมาลาเรียในประเทศไทย บอกว่า การพัฒนาสารต้านมาลาเรียที่เรียกว่า P218 เรียกได้ว่า เป็นการพัฒนาสารต้านมาลาเรียตัวแรกที่นักวิจัยไทยออกแบบและสังเคราะห์ขึ้นเอง โดยได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจาก Medicines for Malaria Venture (MMV) ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรและเชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนายารักษามาลาเรียระดับโลก ทั้งนี้การพัฒนาสารดังกล่าวเริ่มต้นจากการค้นพบโครงสร้างเป้าหมายของยา ซึ่งเป็นเอนไซม์ในเชื้อมาลาเรีย เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา จากนั้นทีมวิจัยได้ออกแบบโมเลกุลสารสังเคราะห์ที่สามารถหยุดการทำงานของเอนไซม์ดังกล่าวทำให้เชื้อมาลาเรียไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ปัจจุบัน ผ่านการทดสอบความเป็นพิษในสัตว์ทดลองเบื้องต้นพบว่าปลอดภัย และใช้ได้ผลกับเชื้อมาลาเรียโดยเฉพาะสายพันธุ์ฟัลซิปารัมที่พบมากในประเทศไทยและทั่วโลก รวมถึงใช้ได้ผลกับสายพันธุ์ที่ดื้อยา ทีมวิจัย บอกว่า สารต้านมาลาเรีย P218 นี้ก่อนจะนำมารักษาโรคได้จริง เมื่อผ่านการทดสอบในสัตว์ทดลองแล้ว จะต้องนำไปทดสอบในอาสาสมัครระยะที่ 1-3 เพื่อพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิผลในการรักษาจริงในอนาคต และเพื่อเป็นไปตามเกณฑ์การขึ้นทะเบียนยา จำเป็นที่จะต้องผ่านการทดสอบระดับพรีคลินิกที่ได้มาตรฐาน GLP ซึ่งสวทช. และ MMV จะมีการลงนามความร่วมมือกันอย่างเป็นทางการในการผลักดันสารดังกล่าว คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ในการผลิตออกมาเป็นยาต้านมาลาเรียที่ใช้ได้จริง ศ.ดร.ยงยุทธ บอกว่า เป้าหมายการพัฒนาคือการผลิตยาในรูปแบบยากิน ราคาถูก เพื่อเข้าถึงผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นคนยากจน ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสวทช. บอกว่า ผลงานดังกล่าว จะนำไปเสนอในงานประชุมเวิลด์ มาลาเรีย คอนเฟอเรนซ์ 2014 (World Malaria Conference 2014 ) ที่สวทช.จัดขึ้นใน วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ เวลา 09.00-12.00 น. ที่โรงแรม เดอะ เซนจูรี่พาร์ค กรุงเทพฯ เพื่อนำเสนอผลงานวิจัย องค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนายารักษาโรคมาลาเรียใหม่ ๆ รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในงานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศ อยากรู้ศักยภาพของทีมวิจัยไทย ต้องไปดู … นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘P218’ สารต้านมาลาเรียชนิดใหม่ยาตัวแรกที่ผลิตโดยฝีมือคนไทย – ฉลาดคิด
Blog
-

‘P218’ สารต้านมาลาเรียชนิดใหม่ยาตัวแรกที่ผลิตโดยฝีมือคนไทย – ฉลาดคิด
Facebook Comments -

แอมดอกซ์ชี้ชัด98%รับส่งข้อมูลบนมือถือ
เครือข่ายโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันเป็นการรับส่งข้อมูล สะท้อนให้เห็นความจำเป็นในการพัฒนาเครือข่ายให้มีขนาดใหญ่และมีระบบระเบียบ เผยแอลทีอีช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้า แต่ไม่ได้ขับเคลื่อนพฤติกรรมใหม่ในการใช้งาน แอมดอกซ์ ผู้ให้บริการด้านระบบบริการลูกค้า เปิดเผยผลงานวิจัยใหม่ในหัวข้อ ปริมาณการใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งแสดงให้เห็นการเปลี่ยนจากยุคแห่งการรับส่งสัญญาณเสียง (voice) ไปเป็นการรับส่งข้อมูล (data) เกือบจะทั้งหมด งานวิจัยประจำปีภายใต้ชื่อ State of the Radio Access Network (RAN) Survey1 ได้ทำการสำรวจโทรศัพท์มือถือกว่า 100,000 เครื่องจากจุดที่มีการใช้งานหนาแน่นที่สุดทั่วโลกในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยการวิเคราะห์การเชื่อมต่อเพื่อรับส่งสัญญาณเสียงและข้อมูลมากกว่า 4 ล้านครั้ง เครือข่าย RAN (radio access network) ดังกล่าวได้จัดให้มีการเชื่อมต่อการสื่อสารไร้สายสำหรับโทรศัพท์และแท็บเล็ตโดยใช้การผสมผสานกันของเทคโนโลยี ซึ่งได้แก่ เซลล์ไซต์ขนาดเล็กและมาโครเซลล์ และใช้ทั้งเครือข่าย 3 จี 4 จี แอลทีอี และไว-ไฟ การวิจัยพบว่า สัดส่วนของการใช้งานเครือข่ายเพื่อการสื่อสารข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 98 อัตราการเติบโตสะท้อนให้เห็นถึงการใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้และแบ่งปันคอนเทนต์ การใช้งานในสถานที่ที่แออัดเป็นสิ่งที่กดดันเครือข่ายมือถือ เพราะนำไปสู่ปัญหาที่ลูกค้าประสบที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากมีการใช้ข้อมูลมาก ๆ ปัญหาที่ตามมาก็คือปริมาณสายหลุด ทั้งในส่วนของดาต้าและวอยซ์เพิ่มขึ้น ลูกค้าแต่ละรายอาจได้รับผลกระทบบ่อยครั้ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับเครื่องโทรศัพท์มือถือที่เลือกใช้ เทคโนโลยีแอลทีอี หรือ4จี ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ลูกค้า แต่ไม่เพิ่มอัตราการใช้บริการรับส่งข้อมูลมากมาย การใช้บริการรับส่งข้อมูล (data experience) จึงคล้ายกับการใช้งานบรอดแบนด์ตามบ้าน แม้ว่าจะช่วยผลักดันให้ผู้ใช้บริโภคข้อมูลเพิ่มขึ้น แต่การใช้บริการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายที่มีแบนด์วิธสูง ๆ ไม่ได้เพิ่มตาม แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการใช้งานอาจถูกจำกัดโดยแพ็กเกจบริการ ปัญหาจุกจิกกวนใจที่ลูกค้ามักประสบ ได้แก่ เครือข่ายการสื่อสารข้อมูลไม่ครอบคลุมในที่ที่ไป การจำกัดเพดานการใช้งานรายเดือน และค่าใช้จ่ายในการดาวน์โหลด แม้การใช้งานโทรศัพท์มือถือในส่วนของพูดคุยปกติจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 แต่ส่วนใหญ่จะมาจากการโทรฯคุยในอาคาร บ้าน หรือสถานที่ มากกว่าอยู่ข้างนอก.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แอมดอกซ์ชี้ชัด98%รับส่งข้อมูลบนมือถือFacebook Comments -

นิคอนคว้ารางวัลเรดดอทอวอร์ด
ผลิตภัณฑ์ของนิคอน 3 รายการ คว้ารางวัลจากเวทีระดับโลก เรด ดอท อวอร์ด ทั้งกล้องถ่ายรูปดิจิตอลแบบเอสแอลอาร์และกล้องส่องทางไกล ข่าวจากบริษัท นิคอน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด แจ้งว่า ผลิตภัณฑ์ของนิคอนคว้ารางวัลเรด ดอท อวอร์ด หรือ red dot award : product design 2014 โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเลือกในปีนี้ คือ กล้องนิคอนดีเอฟ กล้องเอสแอลอาร์ ดี5300 และกล้องส่องทางไกล ในตระกูล ACULON T 51 รางวัลเรด ดอท อวอร์ด เป็นรางวัลระดับโลกที่มอบเป็นเกียรติแก่ผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และได้แสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นกว่ารวมทั้งหมด 9 ด้าน ซึ่งรวมถึงด้านนวัตกรรม (innovation) ฟังก์ชั่นการใช้งาน (functionality) การยศาสตร์ (ergonomics) นิเวศวิทยา (ecology) และความทนทาน (durability) ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการส่งเข้าชิงรางวัลปีนี้ จำนวน 4,815 รายการจาก 1,816 บริษัท ใน 53 ประเทศ จะจัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลในนิทรรศการพิเศษ วันที่ 8 กรกฎาคม ถึง 3 สิงหาคม 2014 ณ เรดดอท ดีไซน์ มิวเซียม ในเมืองเอสเซน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นิคอนคว้ารางวัลเรดดอทอวอร์ดFacebook Comments