Blog

  • สร้างไวไฟให้เร็วขึ้น 3 เท่า – โลกาภิวัฒน์

    สร้างไวไฟให้เร็วขึ้น 3 เท่า – โลกาภิวัฒน์

    ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยหรอกที่บ่นว่าอินเทอร์เน็ตช้า แทบทุกที่ทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาก็เช่นกัน ควอลคอมม์ผลิตเทคโนโลยีด้านโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของโลก ประกาศที่จะเปิดแผนสร้างให้ไวไฟชนิดใหม่ มีความเร็วเพิ่มขึ้นสามเท่าของปัจจุบันได้เลย เทคโนโลยีไวไฟชนิดใหม่ที่กำลังจะผลิตขึ้นในบริษัทควอลคอมม์นี้ก็คือไวไฟที่เราใช้กันทั่วไป ทั้งในสำนักงาน ร้านค้า และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะที่ใช้งานโดยทั่วไป ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีที่เป็นอยู่เราใช้ส่งข้อมูลได้ทีละจุดสัญญาณเท่านั้น แล้วช่องความถี่นี้ก็จะแบ่งสันปันส่วนกันไป ระหว่างผู้ใช้ในกลุ่มบริเวณเดียวกัน ตามเสาส่งความถี่ไวไฟ ณ จุดนั้น โดยใช้ได้แต่ละจุดสัญญาณของแต่ละผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้ต้องแย่งกัน ถ้าหากมีผู้ใช้ยิ่งมากความเร็วของอินเทอร์เน็ตยิ่งช้า ก็เหมือนกับการจราจรซูเปอร์ไฮเวย์ ถ้าหากข้อมูลของรถแต่ละคันเหมือนกับมีผู้โดยสารแค่คนเดียว ก็จะมีจำนวนรถบนท้องถนนหนาแน่นมากทำให้จราจรติดขัดกว่าจะส่งคนถึงจุดหมายแต่เทคโนโลยีใหม่นี้ ใช้เวลาคิดค้นทำวิจัยถึงเจ็ดปีที่จะสร้างระบบเครือข่ายที่อนุญาตให้สามารถส่งข้อมูลทีเดียวหลายกลุ่มหลายประเภทได้เลยในเวลาเดียวกัน คือเหมือนกับถนนจราจรที่ใช้ในปัจจุบัน แทนที่จะมีรถหนาแน่นจำนวนมากเพราะส่งได้ทีละคน แต่คราวนี้รถหนึ่งคันสามารถจุได้สามคนแล้วส่งไปตามจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ได้เลย ก็จะทำให้ความคับคั่งของจราจรลดลงได้ถึงสามเท่า เพราะจำนวนรถน้อยลงถึงสามเท่าบนซูเปอร์ไฮเวย์ซึ่งมีความสะดวกขึ้นถึงสามเท่า ทางบริษัทควอลคอมม์ซึ่งเป็นเจ้าใหญ่แห่งการผลิตคิดค้นเทคโนโลยีโทรคมนาคมได้กล่าวว่า อัลกอริซึมที่สร้างขึ้นนี้เปลี่ยนแค่วิธีการใช้งานเท่านั้น ซึ่งเทคโนโลยีนี้เรียกว่า “มู-มิโม” หรือ “ MU-MIMO ” ซึ่งหมายถึง ผู้ใช้หลายคนเข้าได้หลายทาง ออกได้หลายทาง หรือ muti-user, multiple input, multiple output หรือ MU-MIMO นั่นเอง ขออนุญาตเขียนเป็นภาษาฝรั่งเพื่อให้เข้าใจที่มาของชื่อที่เรียก ทางควอลคอมม์วางแผนที่จะเปิดจำหน่ายอุปกรณ์เทคโนโลยี มู-มิโม นี้อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยจะเป็นอุปกรณ์เราท์เตอร์แบบไร้สายและจุดสัญญาณไร้สาย (Access Points) หรือ แอคเซสพอยท์ รวมทั้งแผงวงจรของเทคโนโลยีมู-มิโมเพื่อใช้กับโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นทั้งหลายที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตคือจะต้องใช้ทั้งระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ระบบการเชื่อมสัญญาณและอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้งาน ใช้เป็นเทคโนโลยีเดียวกันทั้งหมดก็จะทำให้ได้ความเร็วเพิ่มขึ้นสองถึงสามเท่าตัวทันที ถ้าหากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรืออุปกรณ์การใช้งานไม่ได้ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีไวไฟแบบมู-มิโม ร่วมกันทั้งหมด ความเร็วเป็นเท่าตัวก็ไม่ได้เกิด ซึ่งเป็นคำแถลงของคุณทอดด์ แอนท์ รองประธานฝ่ายจัดการผลิตภัณฑ์ของควอลคอมม์กล่าวไว้ว่า “การใช้เทคโนโลยีมู-มิโม ก็เหมือนกับการนั่งรถโดยสารคันเดียวรับโดยสารได้หลายคนส่งได้หลายจุดเหมือนภาษาฝรั่งเรียก คาร์พูล ซึ่งจะทำให้การจราจรบนท้องถนนคับคั่งน้อยลงหลายเท่าตัว รถวิ่งได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น ส่วนซูเปอร์ไฮเวย์ของไวไฟก็คงเหมือนเดิม แต่ต้องเข้ากลุ่มกับผู้ใช้งานคนอื่น ๆ ” ผมก็เอามาเขียนก่อน ทางควอลคอมม์ประกาศว่าอีกสองสามเดือนจะมีการเปิดตัวจัดจำหน่ายทั่วโลก เราจะคอยดูเพราะถือว่าเป็นนวัตกรรมที่ล้ำเลิศเช่นกันคอยแอบซุ่มทำวิจัยมาเจ็ดปี. รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด Boonmark@stamford.edu

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สร้างไวไฟให้เร็วขึ้น 3 เท่า – โลกาภิวัฒน์

  • การคิดส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทย – พลังงานรอบทิศ

    การคิดส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทย – พลังงานรอบทิศ

    เป็นประเด็นถกเถียงกันมาตลอดว่าประเทศไทยได้ส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมน้อยเกินไปหรือไม่ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกระทรวงพลังงาน ก็พยายามแสดงตัวเลขว่ารัฐได้ส่วนแบ่งรายได้สูงกว่าผู้ประกอบการโดยได้ส่วนแบ่งหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วสูงถึงร้อยละ 55 ในขณะที่เอกชนได้เพียงร้อยละ 45 เท่านั้น แต่ทางฝ่ายผู้คัดค้านนำโดยคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลของวุฒิสภาก็บอกว่าการคิดส่วนแบ่งของกรมเชื้อเพลิงธรรม ชาติไม่ถูกต้องเพราะไม่ได้นำเอามูลค่าของทรัพยากรปิโตรเลียมที่ขุดพบได้มาเป็นการลงทุนในส่วนของรัฐ ซึ่งถ้าคิดแบบนั้นการลงทุนในส่วนของรัฐจะสูงกว่าเอกชนโดยรัฐจะลงทุนถึง 70% ในขณะที่เอกชนลงทุนอุปกรณ์และการบริหารจัดการเพียง 30% เท่านั้น ดังนั้นถ้าคิดแบบกรรมาธิการฯผลตอบแทนการลงทุนของรัฐจะอยู่เพียงแค่ 31% ในขณะที่ผลตอบแทนการลงทุนของภาคเอกชนจะสูงถึง 60% เลยทีเดียว จะเห็นได้ว่าประเด็นการถกเถียงไม่ได้อยู่ที่ตัวเม็ดเงินที่ได้รับเพราะใช้ข้อมูลเดียวกันคือข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงฯเป็นหลักในการพิจารณา แต่ความเห็นต่างกลับไปอยู่ที่การนำเอาตัวทรัพยากรปิโตรเลียมมาตีความว่าเป็นการลงทุนภาครัฐหรือไม่เพราะกรมฯถือว่ารัฐไม่ได้ลงทุนแต่กรรมาธิการฯตีความว่าทรัพยากร ธรรมชาติเป็นของรัฐจึงเท่ากับรัฐนำเอาทรัพยา กรธรรมชาติมาร่วมลงทุนกับเอกชน เรื่องนี้จะบอกว่าตรรกะใครผิดหรือถูกก็คงเป็นเรื่องลำบากเพราะมีประเด็นเกี่ยวข้องกับความรู้สึกและความอ่อนไหวในเรื่องทรัพยากรของชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมากกว่าเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยทั่ว ๆ ไป อย่างไรก็ตามเราคงต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าทรัพยากรธรรมชาติที่เรามีอยู่นั้นตราบใดที่ยังไม่สามารถค้นพบพิสูจน์ว่ามีอยู่จริงและนำขึ้นมาใช้ได้ก็ยังไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ถ้าเราอยากได้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรเหล่านั้นเราก็ต้องลงมือสำรวจ ขุดค้นและพัฒนาเอง ถ้าเราไม่พร้อมเราก็ต้องร่วมมือกับคนอื่นในการสำรวจและพัฒนาโดยแบ่งปันผลประโยชน์กันให้เหมาะสม แต่อย่าลืมว่าธุรกิจสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงมากผู้ลงทุนต้องแบกรับความเสี่ยงเอาไว้ทั้งหมด การให้สัมปทานและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานว่ารัฐไม่มีความเสี่ยงและไม่ลงทุน ถ้าเราเปลี่ยนหลักคิดโดยบอกว่ารัฐลงทุนด้วยทรัพยากรธรรมชาติจึงต้องการส่วนแบ่งปันผลประโยชน์มากขึ้น ถามว่ารัฐจะเข้าไปแบกรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่ ผมทราบว่าในอดีตมีบริษัทน้ำมันข้ามชาติยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลกเคยมาขอสัมปทานจากรัฐบาลไทยลงทุนสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในทะเลอันดามันนอกชายฝั่งเกาะภูเก็ตหมดเงินไปหลายพันล้านบาทในที่สุดไม่พบอะไรต้องคืนพื้นที่สัมปทานให้กับรัฐบาลไป กรณีอย่างนี้รัฐจะเอาทรัพยากรจากไหนไปร่วมลงทุนกับเขาหรือจะชดเชยเขาอย่างไรครับ!!!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การคิดส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทย – พลังงานรอบทิศ

  • หวั่นคนไทยเลิกเที่ยวเกาหลี

    หวั่นคนไทยเลิกเที่ยวเกาหลี

    นายสุทธิพงศ์ เผื่อนพิภพ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) เปิดเผยว่า ขณะนี้ แนวโน้มคนไทยที่นิยมไปเที่ยวเกาหลี เริ่มมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในปีนี้จะตกลงไม่ต่ำกว่า 10% หรือประมาณ 330,000 คน จากเดิม 400,000 คนในปีที่ผ่านมา เนื่องจากเข้าสู่จุดอิ่มตัวแล้ว รวมถึงมีจุดสนใจให้ท่องเที่ยวซ้ำได้น้อย ทำให้คนไทยนิยมไปเพียง 1-2 ครั้งก็ไม่ไปอีก ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยการปล่อยฟรีวีซ่าญี่ปุ่น ทำให้คนไทยนิยมเปลี่ยนจุดหมายเพราะมองเห็นการท่องเที่ยวที่หลากหลายคุ้มค่ามากกว่า “ขณะนี้มีสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์ แอร์ไลน์) หันมาเปิดเส้นทางบินจากไทยไปเกาหลีนั้น มองว่าค่อนข้างมีความเสี่ยงสูง ในความไม่คุ้มทุน เพราะเกาหลีถือเป็นประเทศที่มีสายการบินโลว์คอสต์ อยู่ในตลาดเยอะมาก อีกทั้งเมื่อไปท่องเที่ยวก็ทำอะไรไม่ได้มากมาย เน้นการช็อปปิ้งเป็นหลัก คนไทยจึงรู้สึกเบื่อซึ่งเป็นห่วงว่าในอนาคตจะกลายเป็นการท่องเที่ยวแบบจีนที่ไม่มีคุณภาพไป และภายใน3-5ปีก็คนไทยก็จะเที่ยวลดลงกว่านี้หากโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ไปเปิดเส้นทางที่ญี่ปุ่นดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนไทยมากกว่า” นอกจากนี้ ยังกังวลว่าการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ลักษณะทัวร์ที่ไม่มีคุณภาพเช่นกัน เนื่องจาก ฟรีวีซ่าทำให้ทัวร์ต่างๆ มีนักท่องเที่ยวมากขึ้นและกลายเป็นการพาไปช็อปปิ้งต่างๆ แทน โดยจะนำเรื่ิองดังกล่าวไปหารือกับองค์กรการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นแล้วเพื่อเตรียมรับมือในเรื่องนี้ต่อไป

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หวั่นคนไทยเลิกเที่ยวเกาหลี