Blog

  • ดันเอกชนลุยตลาดแอฟริกา-รัฐเซีย

    ดันเอกชนลุยตลาดแอฟริกา-รัฐเซีย

     นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เตรียมนำข้อมูลเชิงลึกในตลาดต่างประเทศ มาเผยแพร่ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด และหาผู้ร่วมทุนในต่างประเทศให้กับสมาชิกของ ส.อ.ท. มากขึ้น โดยประเทศเป้าหมายที่ ส.อ.ท. จะออกไปบุกเบิกตลาด จะเป็นตลาดใหม่ เช่น ประเทศในทวีปแอฟริกา เช่น แอฟริกาใต้ แทนซาเนีย อูกานดา เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่มูลค่าการค้ากับไทยยังน้อยมาก ทำให้มีโอกาสจะขยายตลาดได้อีกมาก  “ ประเทศเหล่ามีความต้องการสินค้าไทยสูง เช่น เครื่องนุ่งห่ม สินค้าอุปโภค บริโภค ชิ้นส่วนรถยนต์ และล้อยาง รวมทั้งยังเป็นแหล่านำเข้าแร่ธาตุและทรัพยากรพลังงานที่สำคัญของไทยในอนาคต โดยแอฟริกายังเป็นโอกาสของการเข้าไปลงทุนตั้งโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้อีกมาก เพราะยังเป็นภูมิภาคที่ขาดแคลนไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งยังเป็นแหล่งเข้าไปลงทุนด้านน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติได้อีกมาก เพื่อรองรับความต้องการพลังงานของไทยที่จะขยายตัวอีกมากในอนาคต”   นอกจากนี้จะขยายการค้าการลงทุนที่ประเทศรัสเซีย และยุโรปตะวันออก ซึ่งที่ผ่านมานักท่องเที่ยวรัสเซียเข้ามาในไทยสูงเป็นอันดับ 2 มีจำนวนกว่า 1.6 ล้านคน จึงมีความรู้จักประเทศไทย และสินค้าไทยเป็นอย่างดี แต่ที่ผ่านมามูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศมีเพียง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากมีข้อติดขัดในเรื่องของภาษา ระบบการโอนเงินข้ามประเทศ และกฎระเบียบทางการค้าที่แตกต่างจากไทย   อย่างไรก็ตามส.อ.ท. ได้วางแนวทางแก้ปัญหา โดยการประสายไปยังธนาคารพาณิชย์ทั้งของรัฐบาลและเอกชน ให้เข้าไปตั้งสาขา เพื่อทำธุรกรรมทางการเงินในรัสเซีย ซึ่งมีหลายธนาคารให้ความสนใจ รวมทั้งจะประสานงานกับสถานทูต ทั้งของไทย และรัสเซีย หากแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านภาษา และกฎระเบียบการค้าต่างๆ สำเร็จ ภาคเอกชนได้ตั้งเป้าที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศเพิ่มเป็น 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 59 ขณะเดียวกันส.อ.ท. ยังได้ปรับปรุงสายงานการค้า และการลงทุน โดยรวมสภาธุรกิจระหว่างไทย กับชาติต่างๆ เช่น สภาธุรกิจไทย – รัสเซีย , ไทย – เวียดนาม และไทย – เมียนมาร์ เพื่อให้เกิดการร่วมมือด้านการค้า และการลงทุน 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดันเอกชนลุยตลาดแอฟริกา-รัฐเซีย

  • รฟท.ปรับปรุงสายใต้ครั้งใหญ่ฉลอง 100 ปี

    รฟท.ปรับปรุงสายใต้ครั้งใหญ่ฉลอง 100 ปี

    นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ได้จัดสรรงบประมาณ 6,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงเส้นทางรถไฟสายใต้ครั้งใหญ่สุดในรอบ 100 ปี มีระยะเวลาปรับปรุงตามแผนประมาณ 3 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนพ.ค.57 เป็นต้นไป สำหรับการปรับปรุงจะมีการเสริมดิน เปลี่ยนไม้หมอนเป็นคอนกรีต เปลี่ยนรางที่เก่าชำรุดขนาด 60-80 ปอนด์ เป็นขนาดมาตรฐาน 100 ปอนด์ ตลอดทางรถไฟสายใต้ เริ่มต้นจากสถานีหัวหิน ถึงสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส รวมถึงสถานีรถไฟปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลาอีกด้วย ทั้งนี้หลังจากปรับปรุงเสร็จคาดว่าจะช่วยลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากรถไฟในภาคใต้ได้ เช่น ปัญหาการตกราง เหมือนกับที่เคยซ่อมในภาคเหนือ ซึ่งช่วยสถิติอุบัติเหตุได้มาก ขณะเดียวกันจะช่วยเพิ่มความเร็วของการเดินรถไฟได้ด้วย เพราะปกติภาคใต้บางช่วงวิ่งได้ความเร็วแค่ 20-25 กม.เท่านั้น เพราะต้องมีการลดความเร็วให้สอดคล้องกับสภาพเส้นทาง แต่หากปรับปรุงแล้วจะช่วยให้รถวิ่งได้ไวขึ้นกว่าปกติมาก อย่างไรก็ตามในการซ่อมครั้งนี้ อาจไม่ปิดซ่อมใหญ่ทั้งหมดเหมือนภาคเหนือ เพราะเกรงว่าหากปิดซ่อมใหญ่ อาจกระทบการใช้งานของผู้โดยสารในภาคใต้ได้ เพราะรถไฟสายล่องใต้มีผู้ใช้สัญจรมากกว่าสายอื่น โดยในต้นเดือนพ.ค.57 ตนและทีมงานจะเดินทางไปลงสำรวจเส้นทางในแต่ละจุดอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อดูว่ารางระยะไหนควรปรับอย่างไร ให้ระยะเวลาซ่อมรางเสร็จเร็วมากขึ้นไม่ต้องนานถึง 3 ปี โดยจะดูมีความเหมาะสมจะปิดซ่อมใหญ่เหมือนรางภาคเหนือหรือไม่ เพราะยอมรับการซ่อมแซมรางรถไฟมีเวลาให้ลงมือปรับปรุงจริงได้วันละไม่กี่ชั่วโมง แถมบางพื้นที่อย่าง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเป็นจุดเสี่ยง ทำให้การซ่อมแซมทำได้เฉพาะช่วงเช้าและกลางวันเท่านั้น หากเป็นกลางคืนจะไม่ปลอดภัย  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รฟท.ปรับปรุงสายใต้ครั้งใหญ่ฉลอง 100 ปี

  • เอสเอ็มอีหนีตายขายสินค้าเพื่อนบ้าน

    เอสเอ็มอีหนีตายขายสินค้าเพื่อนบ้าน

     นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (เอสเอ็มอี) เปิดเผยว่า ในเดือน พ .ค. สมาคมฯ เตรียมพาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 40 บริษัท 60 แบรนด์สินค้า เช่น กลุ่มผลิตอาหาร เสื้อผ้าสำเร็จรูป เกษตรแปรรูป เครื่องสำอาง เครื่องประดับ เครื่องหนัง ไปเปิดศูนย์กระจายสินค้าที่ประเทศกัมพูชา เพื่อหาช่องทางตลาดใหม่ๆเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว และเป็นการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี ในปี 58 หลังจากทดลองเปิดศูนย์กระจายสินค้าที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์มาแล้วในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา  “ ตั้งแต่มีการชุมนุมที่ผ่านมา ทำให้กำลังซื้อในประเทศลดลงอย่างมาก ส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ประกบอการเอสเอ็มอี ซึ่งมีสายป่านสั้น เราเลยรวมตัวคุยกันว่า ต้องหาช่องการตลาดใหม่ๆ เลยจับกลุ่มนำร่องกันก่อน 40 บริษัท เพื่ออกมาไปเปิดศูนย์กระจายสินค้าในประเทศเมียนมาร์ก่อน ก่อนที่จะไปประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ต่อไป ซึ่งการไปของผู้ประกอบการ พวกเราไปกันเองไม่ได้ใช้งบประมาณของภาครัฐ แต่มีการประสานงานร่วมกับทูตพาณิชย์ ที่เมืองย่างกุ้ง ในเรื่องทางราชการต่างๆ รวมทั้งได้รับความร่วมมือกับพันธมิตรที่ประเทศเมียนมาร์ ”  สำหรับการไปเปิดศูนย์กระจายสินค้าที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมานั้น ถือว่า ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะทำให้รับทราบปัญหา เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข เช่น อาหารที่มีส่วนผสมของสมุนไพรบางประเภท ต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของประเทศเมียมาร์ ไม่ใช่ว่า ได้รับเครื่องหมายของไทยแล้ว จะสามารถจำหน่ายในประเทศเมียนมาร์ได้ทันที หลังจากได้รับทราบปัญหาทั้งหมดแล้ว ทางสมาคมฯ จะรวบรวมปัญหา เพื่อไปนำเสนอให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องแนะนำต่อไป  ทั้งนี้ล่าสุดได้หารือร่วมกับนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งทางกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ตกลงจะหาพื้นที่ศูนย์กระจายสินค้า ในพื้นที่ที่เหมาะสม จากปัจจุบันอยู่ใกล้ๆ กับห้างสรรพสินค้าในเมืองย่างกุ้ง แต่ทางกระทรวงอุตฯ เสนอว่า สินค้าไทยได้รับความนิยมในประเทศเมียนมาร์อยู่แล้ว ควรอยู่บนห้างสรรพสินค้ามากกว่า รวมทั้งรับปากจะหางบประมาณในการช่วยเหลือในการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ แต่ในเบื้องต้นทางศูนย์กระจายสินค้า ในเมืองย่างกุ้ง จะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนมิ.ย. นี้ ซึ่งทางสมาคมฯ จะนำรูปแบบศูนย์กระจายสินค้าที่ประเทศเมียนมาร์ เป็นต้นแบบในการเปิดในประเทศอื่นๆต่อไป

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอสเอ็มอีหนีตายขายสินค้าเพื่อนบ้าน