Blog

  • สคบ.เปิดแอพฯร้องทุกข์

    สคบ.เปิดแอพฯร้องทุกข์

    ร.ต.ไพโรจน์ คนึงทรัพย์ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า เร็วๆ นี้ สคบ.เตรียมเปิดตัวแอพพลิเคชั่นรับแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อสร้างความสะดวกให้กับผู้บริโภค ซึ่งล่าสุดอยู่ระหว่างการทดสอบระบบขั้นสุดท้ายก่อนจะเริ่มเปิดใช้งาน โดยรูปแบบของแอพพลิเคชั่นดังกล่าว จะมีแบบฟอร์มเอกสารของร้องทุกข์ให้ผู้บริโภคได้กรอกรายละเอียด ก่อนส่งเรื่องผ่านระบบมายังสคบ.โดยตรง จากนี้สคบ.จะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อร้องเรียนทันที “เบื้องต้นสคบ.จะนำร่องการใช้แอพฯ นี้ ในท้องถิ่น โดยจะมอบหมายให้กำนัน และผู้ใหญ่บ้านรับไปดูแลเรื่องดังกล่าว เพื่อช่วยดูแลลูกบ้านหากพบการเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ หรือพบเบาะแสที่น่าสงสัยว่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค ก็แจ้งเรื่องมาทั่กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านได้ จากนั้นกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะกรอกรายละเอียด และส่งเรื่องผ่านระบบมาที่สคบ. และสคบ.จะแจ้งผลการตรวจสอบ ผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้เชื่อว่า จะช่วยดูแลผู้บริโภคในระดับรากหญ้าได้ดีที่สุด โดยในสัปดาห์หน้า สคบ.จะเดินทางไปที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อจัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ดังกล่าวก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ” ขณะเดียวกันสคบ.ยังเตรียมพัฒนางานรับเรื่องราวร้องทุกข์ให้สะดวกและผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ โดยเพิ่มคู่สายของระบบโทรศัพท์สายด่วนสคบ. 1166 พร้อมทั้งทำงานเชิงบูรณาการกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เร่งแก้ปัญหาเรื่องร้องเรียนได้รวดเร็วมากขึ้น รวมทั้งทั้งจัดอบรมเจ้าหน้าที่สคบ. เครือข่ายผู้บริโภคในภูมิมิภาค และให้สคบ.เป็นหน่วยงานหลักประสานงานเรื่องร้องทุกในทุกกรณี  นอกจากนี้ในสัปดาห์หน้า สคบ.ยังเตรียมลงพื้นที่บริเวณจังหวัดนครปฐม และราชบุรี เพื่อสุ่มตรวจสอบสินค้าและบริการที่จำหน่ายในท้องตลาด โดยเฉพาะการตรวจสอบฉลากสินค้า คุณภาพ และการโฆษณาสินค้าทุกชนิดว่า มีมาตรฐานถูกต้องตามที่ได้รับการรับรองไว้หรือไม่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าโดยไม่ต้องถูกผู้ประกอบการเอาเปรียบ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สคบ.เปิดแอพฯร้องทุกข์

  • แต่งตั้งสถาบันยานยนต์คนใหม่

    แต่งตั้งสถาบันยานยนต์คนใหม่

    นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยว่า  ได้อนุมัติแต่งตั้งนายวิชัย จิราธิยุต เป็นผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์คนใหม่ โดยเบื้องต้นตนได้มอบนโยบายให้นายวิชัย เร่งส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ที่เป็นผู้ประกอบการไทย 100%  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันไทยมีผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ 2,400 ราย  แบ่งเป็นบริษัทไทย 100 % จำนวน 1,850 ราย และบริษัทร่วมทุนกับต่างชาติ 550 ราย   นอกจากนี้ให้ส่งเสริมการผลิตรถยนต์ให้ได้ตามเป้าหมาย 3 ล้านคันภายในปี 60  และส่งเสริมโครงการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล ระยะที่ 2 (อีโคคาร์ 2) ซึ่งภาคเอกชน ได้ยื่นขอรับการส่งเสริมมา 10 ราย รวมมูลค่าเงินลงทุน 138,889 ล้านบาท กำลังการผลิต 1,581,000 คัน  รวมทั้งให้สถาบันยานยนต์ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนามากขึ้นผลักดันการสร้างห้องทดสอบที่ได้มาตรฐานเป็นของสถาบันยานยนต์เอง ++ขณะเดียวกันให้ติดตามความต่อเนื่องของโครงการสร้างสนามทดสอบยานยนต์ที่ได้มาตรฐานในไทย เนื่องจากส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานที่จะผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นอีกโดยนายวิชัย จะมีช่วงเวลาทดลองงาน 4 เดือน  นับตั้งแต่รับตำแหน่งในวันที่ 1 เม.ย. 57 เป็นต้นมา โดยมีวาระตำแหน่ง 4 ปี เงินเดือนเบื้องต้น 180,000 บาท “คณะกรรมการสรรหา ซึ่งมีนายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) เป็นประธานได้ใช้เวลา 3 เดือนในการคัดเลือกผู้มีความเหมาะสมจากผู้ที่ยื่นใบสมัครเข้ามา 13 คน  โดยคณะกรรมการ ฯ มีเสียงเป็นเอกฉันท์เลือกนายวิชัย เพราะมีการแสดงวิสัยทัศน์ชัดเจน โดดเด่นที่สุด และเป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมอยู่ในวงการยานยนต์มานาน โดยอดีตเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการ บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด  เคยผลักดันเทคโนโลยีรถโดยสารพลังงานเอทานอล 95% คันแรกของประเทศไทย” ส่วนกระแสที่หลายประเทศในอาเซียน เร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตั้งเปาจะเป็นผู้นำการผลิตยานยนต์ในภูมิภาคนั้น ตนมองว่า ประเทศไทย ยังเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจ ของการลงทุนลงทุนอุตฯ ยานยนต์มากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะค่ายรถญี่ปุ่น ยังให้น้ำหนักกับการลงทุนในไทย และไม่มีการย้ายฐานผลิตแต่อย่างใด เพราะญี่ปุ่นได้มีการลงทุนทั้งเทคโนโลยีและพัฒนาคุณภาพแรงงานในไทยเป็นจำนวนมาก นายวิชัย จิราธิยุต ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์  กล่าวว่า  เตรียมพัฒนาอุต ฯ ยานยนต์ตามนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะการส่งเสริมผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์ไทยที่มีจำนวน 1,850 ราย ให้มีศักยภาพ และรับการลงทุนในอนาคต โดยเฉพาะโครงการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ 2 และเร่งผลักดันยอดผลิตรถยนต์ของไทยในปี 60 ให้ตามเป้าหมาย 3 ล้านคันแน่นอน และสถาบันยานยนต์เตรียมจับมือกับหน่วยงานพันธมิตรจัดงาน ออโตโมทีฟซัมมิท 2014  ในวันที่ 19 มิ.ย.   เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และรักษาฐานผลิตรถยนต์ในไทย เนื่องจากปัจจุบันประเทศอินโดนีเซีย กำลังถูกจับตาว่าจะเป็นผู้นำด้านการผลิตรถยนต์ของภูมิภาคแทนไทย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แต่งตั้งสถาบันยานยนต์คนใหม่

  • ห่วงสิ่งทอเพื่อนบ้านแซงไทย

    ห่วงสิ่งทอเพื่อนบ้านแซงไทย

    นายสมศักดิ์ ศรีสุภรวาณิชย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทอผ้าไทย  เปิดเผยว่า  ไทยต้องเร่งปรับตัวเพิ่มเทคโนโลยีในการผลิตสิ่งทอ เพื่อให้มีมูลค่าสูงกว่าประเทศคู่แข่ง เนื่องจากขณะนี้ประเทศเวียดนาม  และอินโดนีเซีย ได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตสิ่งทอใกล้เคียงกับไทยมาก คาดว่า จะแซงหน้าไทยในเร็วๆนี้ โดยมูลค่าการส่งออกสิ่งทอของไทย มีมูลค่าประมาณ 224,000 ล้านบาท  ขณะที่มูลค่าการส่งออกของเวียดนามมากกว่าไทยแล้ว 2 เท่าตัว ส่วนยอดส่งออกของอินโดนีเซีย สูงกว่าไทย 1 เท่าตัว  “ปัญหาสำคัญในขณะนี้ คือปัญหาสุญญากาศทางการเมือง ทำให้ต่างชาติไม่สามารถเข้ามาเจรจาขยายการค้า การลงทุน และพัฒนาภาคอุตสาหกรรมได้เต็มที่ เพราะยังไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มตามกฎหมายเข้ามาทำหน้าที่เจรจาและลงนามในสัญญาการค้าต่างๆ และการที่สหภาพยุโรปจะตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี)  ประเทศไทยในปี 58 จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มอย่างรุนแรง เพราะทำให้สินค้าไทยมีต้นทุนสูงกว่าคู่แข่ง 10-15% ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องมีรัฐบาลใหม่เข้มาแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างครบวงจร” นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภาพรวมของอุต ฯ แฟชั่นในปี 57 คาดว่า  มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 500,000 ล้านบาท  ขยายตัว 5 % เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน  แบ่งเป็นอุตฯ อัญมณี และเครื่องประดับ คาดว่าขยายตัว 6% มีมูลค่าประมาณ 320,000 ล้านบาท , อุต ฯ สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม คาดว่า จะขยายตัว 5% มีมูลค่า 280,000 ล้านบาท เนื่องจากได้อานิสงค์จากค่าเงินบาทอ่อนค่าในระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  และภาวะเศรษฐกิจในตลาดหลักของต่างประเทศฟื้นตัวขึ้น สำหรับตลาดภายในประเทศ ยังได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมือง คาดว่าจะทำให้ยอดขายในสินค้ากลุ่มแฟชั่นภายในประเทศมีมูลค่าลดลง 10 – 30% สินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน จะส่งผลกระทบมากที่สุด

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ห่วงสิ่งทอเพื่อนบ้านแซงไทย