Blog

  • ยาสูบจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ

    ยาสูบจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ

    นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ผู้อำนวยการยาสูบ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ได้สั่งการให้โรงงานยาสูบจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการจับกุมผู้ลักลอบบุหรี่ผิดกฎหมาย เพื่อนำบุหรี่ที่ลักลอบเข้าสู่ระบบ และเสียภาษีถูกต้องมากขึ้น โดยแบ่งกรณีความผิดไว้ 3 กลุ่ม ได้แก่ บุหรี่ปลอม, บุหรี่ลักลอบนำเข้า และบุหรี่ที่จ่ายภาษีไม่ครบ โดยศูนย์ดังกล่าวจะประสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมจัดเก็บภาษี หน่วยปราบปราม รวมถึงผู้ค้า ในการให้ข้อมูล แจ้งเบาะแส และติดตามผู้ทำความผิด เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลได้ปรับอัตราภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนมากขึ้น “ตามปกติแล้วบุหรี่ที่เสียภาษีไม่ถูกต้อง หรือลักลอบนำเข้ามาจะคิดมูลค่าสูญเสียประมาณ 10% ของรายได้ที่ต้องจ่ายเข้ารัฐ แต่เมื่อรัฐบาลได้ปรับอัตราภาษีเพิ่มขึ้น ทำให้การสูญเสียรายได้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 15-20%” ทั้งนี้ โรงงานยาสูบได้ทำการปรับลดเป้าหมายรายได้ในปี 57 ลง 10% เหลือ 63,000 ล้านบาท จากเดิมที่ 70,000 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่อยู่ในช่วงชะลอตัว รวมถึงการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยในช่วง 5 ปีหลังจากนี้โรงงานยาสูบจะต้องมีการปรับกลยุทธ์ทางการตลาด รวมถึงกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางตลาด ที่ในระยะต่อไปมองว่าตลาดขนาดเล็กจะมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับในปี 58 โรงงานยาสูบยังเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ประมาณ 5 ชนิด เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ รวมถึงรอการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ที่มีความทันสมัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานให้มากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าโรงงานและเครื่องจักรใหม่จะมีความพร้อมในการเดินเครื่องการผลิตได้ภายในปี 59-60 ซึ่งในส่วนนี้จะเข้ามาช่วยเจาะตลาดสินค้าระดับบน และจะทำให้โรงงานยาสูบมีส่วนแบ่งตลาดสินค้าระดับดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 2-3% จากเดิมที่ 0% รวมถึงช่วยเพิ่มสัดส่วนตลาดของบุหรี่ไทยให้มากขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 75% และบุหรี่นอกอยู่ที่ 25%

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยาสูบจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ

  • ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 18 เมษายน 2557 ปิดบวก 0.4 จุด

    ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 18 เมษายน 2557 ปิดบวก 0.4 จุด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 18 เม.ย. ดัชนีปรับตัวขึ้นทันทีที่เปิดตลาด จากนั้นแกว่งตัวบนแดนบวกได้ตลอดการซื้อขาย โดยในช่วงบ่ายดัชนีถูกเทขายไปมากเนื่องจากตลาดค่อนข้างนิ่ง หลังไร้ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันยังอยู่ในช่วงวันหยุดของตลาดหุ้นต่างชาติหลายแห่ง ทำให้ปริมาณการซื้อขายค่อนข้างเบาบาง ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,414.97  จุด และลดลงต่ำสุด 1,407.89 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,409.18 จุด เพิ่มขึ้น 0.40 จุด หรือ 0.03% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 25,137.06 ล้านบาท    สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1. เอไอเอส ปิดที่ 240.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท 2. จัสมิน ปิดที่ 8.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.15 บาท 3.ทรู ปิดที่ 6.90 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง 4.ธ.กรุงเทพ ปิดที่ 190.00 บาท ลดลง 4.50 บาท 5. ธ.กรุงไทย ปิดที่ 19.60 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 18 เมษายน 2557 ปิดบวก 0.4 จุด

  • แนะไทยส่งไก่ตีตลาดญี่ปุ่น

    แนะไทยส่งไก่ตีตลาดญี่ปุ่น

    นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  เปิดเผยว่า แนะนำให้ผู้ประกอบการไทยเร่งทำตลาดส่งออกไก่ไปญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น หลังจากที่ผ่านมาในประเทศญี่ปุ่นได้ตรวจพบโรคไข้หวัดนกระบาด จนส่งผลให้ปริมาณการผลิตไก่ในประเทศลดลง แต่ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรสชาติ คุณภาพ ความปลอดภัย รวมถึงสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักแก่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นด้วย ดังเช่นไก่ของออสเตรเลีย ทำแบรนด์ออสซี่ บีฟ จนเป็นที่รู้จักและนิยมในชาวญี่ปุ่นมาก ทั้งนี้ยังได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรุงโตเกียว ถึงการระบาดของโรคไข้หวัดนกในญี่ปุ่นโดยสถานการณ์ขณะนี้อยู่ระหว่างเฝ้าระวังพื้นที่ใกล้เคียง แต่ทางการญี่ปุ่นรับมือได้รวดเร็ว ตรวจพบเชื้อและสามารถกำจัดไก่ติดเชื้อไวรัสได้ใน 2 วันนับจากพบเชื้อ   “ประเทศไทยถือเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญในการส่งออกสินค้าไก่ทั้งแปรรูปและไก่สด และที่สำคัญเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.56 ทีผ่านมา กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่นประกาศยกเลิกมาตรการระงับการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกสดจากไทย ส่งผลให้ไก่ไทยมีโอกาสเข้าไปทดแทนภาคการผลิตที่ขาดหายไปในตลาดญี่ปุ่นได้” ด้านนายไผท สุขสมหมาย ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรุงโตเกียว กล่าวว่า ภาคธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจที่ไม่ใช่ภาคการผลิตของญี่ปุ่นกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นผู้นำขยายการลงทุนในญี่ปุ่น โดยปี 56 มีสัดส่วนลงทุนสูงถึง 60%ของการลงทุนรวม หรือคิดเป็นมูลค่า 5.67 ล้านล้านเยน เติบโตขึ้น 9.7% โดยเฉพาะภาคธุรกิจบริการได้ขยายการลงทุนเพื่อรองรับการบริโภคภายในประเทศเติบโต เช่น ธุรกิจค้าปลีกร้านสะดวกซื้อ 3 ราย มีแผนการลงทุนขยายสาขาในญี่ปุ่น ในปีงบประมาณ 57- 58  รวมมากกว่า 9,300 สาขา  ขณะที่ธุรกิจเกี่ยวกับภาคการผลิตมีมูลค่าการลงทุน 3.68 ล้านล้านเยน ขยายตัวเพียง 0.7% ทั้งนี้มูลค่าการลงทุนของธุรกิจที่ไม่ใช่ภาคการผลิตในปี 56 ขยายตัวในระดับเดียวกับมูลค่าการลงทุนใน ปี 49  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัว  แต่ก็ต้องระวังผลกระทบจากการขึ้นภาษีบริโภคในเดือนเม.ย.57 อาจกระทบต่อการขยายตัวในธุรกิจกลุ่มนี้ได้  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะไทยส่งไก่ตีตลาดญี่ปุ่น