ใกล้เข้ามาทุกที กับการเปิดเสรีเศรษฐกิจประชาคมอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 ที่จะถึงนี้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศที่สมบูรณ์แบบที่สุด และด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ การลงทุนต่าง ๆ สิ่งที่จะช่วยให้ลดต้นทุนได้ดีที่สุดในยุคดิจิตอล คือการให้ซอฟต์แวร์มาช่วยในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม นายไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า เล่าว่า ในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่เออีซี ในปีหน้านี้ ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และซิป้าก็ได้เน้นการนำผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ไทยเข้าสู่เออีซี โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการผ่านโครงการต่าง ๆ ด้วยงบประมาณปี 2557 ถึง 137 ล้านบาท ถือว่าเกือบครึ่งหนึ่งของงบรวมที่ได้อนุมัติ 309 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม แผนการดำเนินการปีนี้ จะยังคงเดินตามแผนดำเนินงานปีที่ผ่านมา ซึ่งทำตามยุทธศาสตร์ของสำนักงานซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศและแผนแม่บทของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไอซีทีและแผนยุทธศาสตร์อาเซียนมาสเตอร์แพลนด้วย ในมิตินี้ ถือเป็นเรื่องที่ซิป้าพยายามทำอย่างต่อเนื่อง สำหรับงานที่ซิป้าจะต้องทำตามตัวชี้วัดของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ กพร. ที่เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ที่เป็นงานหลัก ๆ ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ การพัฒนาบุคลากรเข้าเออีซี ถือเป็นเรื่องต้องให้ความสำคัญกับคนที่ต้องการได้มาตรฐาน โดยก่อนหน้านี้ไม่ได้เน้นเรื่องมาตรฐานสากลมากนักจะเป็นเพียงแค่การสอน แต่เนื่องจากการเปิดเสรีการค้า ทำให้ทุกประเทศจะต้องได้รับมาตรฐานสากลเพื่อความน่าเชื่อถือ โดยปีนี้ ตั้งเป้าให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยได้มาตรฐาน 1 พันราย เพื่อเป็นที่ยอมรับของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ซิป้าทำหลัก ๆ คือการพัฒนาผู้ประกอบการ เพื่อก้าวสู่ตลาดภายนอก เพราะที่ผ่านมายังไม่มีความเหนียวแน่นมากพอ โดยสิ่งที่จะช่วยผู้ประกอบการจะผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการ tycoon chic โดยโครงการดังกล่าว เป็นหลักสูตรที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โดยให้ความรู้ที่หลากหลาย เช่น วิธีการทำธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทำอย่างไรให้นักลงทุนสนใจในธุรกิจกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา แนวโน้มเทคโนโลยีใน 2-3 ปีข้างหน้า รวมถึงความรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและทรงคุณวุฒิในแต่ละสาขา ในส่วนของมาตรการส่งเสริมนั้น ถือเป็นการทำให้ซอฟต์แวร์ไทยได้ปกป้องตัวเอง ที่ซิป้าได้ร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ ซิป้า ยังสนับสนุนในเรื่องของแหล่งเงินทุนต่าง ๆ ที่ซิป้าได้เจรจากับนักลงทุน สถาบันการเงิน ถือเป็นโครงการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กได้มีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น นายไตรรัตน์ เล่าว่า ซิป้า ยังผลักดันให้อุตสาหกรรมหลักของประเทศ อาทิ อุตสาหกรรมการแพทย์ ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ เกษตร การศึกษา ธุรกิจค้าปลีก ฯลฯ ได้ใช้ซอฟต์แวร์ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักด้วย โดยผ่านโครงการซิป้าคลินิก ที่ร่วมหอการค้าทั่วประเทศและสมาคมอุตสาหกรรม เพื่อให้คำปรึกษาแก่ ผู้ประกอบการและกลุ่มอุตสาหกรรมในการใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยลดต้นทุนในรายอุตสาหกรรม “ตอนนี้ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์จะเป็นโอกาสที่นักลงทุนต้องลงทุน ถือเป็นขาขึ้น เพราะจะตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ โดยปกติ 30% ถือเป็นต้นทุนสูง แต่หากมีระบบบริหารต้นทุนก็จะทำให้กำไรเพิ่มขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน การบริหารจัดการมีกระบวนการมากขึ้น ถ้าใช้เทคโนโลยีที่ดีจะเกิดประโยชน์ ดังนั้น ส่วนตัวมองว่าซอฟต์แวร์เป็นตัวสำคัญในการพัฒนาประเทศ เมื่อรวมเป็นมูลค่าแล้วถือว่าหลายล้านล้านบาท” นายไตรรัตน์ กล่าว ทั้งนี้ ซอฟต์แวร์มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท แต่ช่วยพัฒนาคน ลดต้นทุน ถ้าทุกมิติ มีการช่วยลดต้นทุน รวมกันหลาย ๆ ล้านล้านบาทแล้ว ตนอยากให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประกาศเป็นวาระแห่งชาติในปี 2560 จึงอยากให้รัฐบาลที่บริหารประเทศปี 2560 เห็นความสำคัญ นายไตรรัตน์ เล่าว่า ขณะนี้ซิป้า พยายามสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับประเทศอาเซียนและนอกอาเซียน อย่าง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ซึ่งประเทศเหล่านี้ จะมาลงทุนในอาเซียนและไทยจะออกนอกอาเซียนอย่างไร ซึ่งตอนนี้ี้ได้มีโครงการที่ทำร่วมกับญี่ปุ่นแล้วเช่นกัน ในส่วนของภูมิภาคอาเซียนนั้น มองว่าจะเน้นในพื้นที่รอบบ้านเรา เช่น เขมร ลาว พม่า จะไม่มองประเทศอื่นมากนัก โดยลักษณะการดำเนินงานต่าง ๆ จะเน้นร่วมมือกับสมาคมหรือองค์กรหน่วยงานภาครัฐของแต่ละประเทศที่ดูแลในแต่ละอุตสาหกรรมเหมือน ๆ กับไทย เพื่อแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐ โดยเฉพาะการพาผู้ประกอบการไปแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และพบคู่ค้าทางธุรกิจ “ภาพรวมการจับคู่ธุรกิจปีที่ผ่านมาของผู้ประกอบการไทยรวมที่ไปจับคู่ต่างประเทศมีมูลค่ามากกว่า 3 พันล้าน มีมูลค่าการซื้อขาย 600 ล้านบาท โดยปีนี้ตั้งเป้าไว้ 3.5 พันล้าน เป็นมูลค่าการซื้อขายราว 1-2 พันล้านบาท แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังน้อยกับตลาดโลก เนื่องจากไม่มีข้อมูลของซอฟต์แวร์รวมของตลาดโลก” ด้วยเทรนด์เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า การเปิดเสรีการค้า การแข่งขันที่รุนแรง หากอุตสาหกรรมไหนใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ถือเป็นทางออกของธุรกิจในยุคปัจจุบัน. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ซิป้า ทุ่ม 137 ล. ปัดฝุ่นผู้ผลิตซอฟต์แวร์ไทยรับเออีซี
Blog
-

ซิป้า ทุ่ม 137 ล. ปัดฝุ่นผู้ผลิตซอฟต์แวร์ไทยรับเออีซี
Facebook Comments -

กทค.เตรียมสรุปราคาประมูล 4จี
กทค. สรุปผลราคาตั้งต้นประมูล 4จี ย่านความถี่ 1,800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ หวังเปิดเออีซี อาจมีผู้ประกอบการรายใหม่ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เปิดเผยว่า วันนี้ (18 เม.ย.) กทค.จะสรุปราคาเริ่มต้นการประมูล 4จี คลื่นความถี่ 1,800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 2 ใบ โดยแบ่งเป็นใบละ 12.5 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะดำเนินการประมูลเดือน ส.ค. 57 และประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 2 ใบ ใบละ 10 เมกะเฮิรตซและ 7.5 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งจะดำเนินการประมูลเดือน พ.ย. 57 โดยการประมูลที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ กทค. จะกำหนดเงื่อนไขการประมูลให้เอื้อกับผู้ประกอบการหน้าใหม่ รวมทั้งกำหนดการถือครองคลื่นความถี่โดยรวมต่อผู้ให้บริการ 1 ราย (Overall spectrum cap) และจำกัดสิทธิห้ามเข้าประมูล หากถือครองความถี่มากเกินไป เพื่อป้องกันการผูกขาดในตลาด ซึ่งภายหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะช่วยปลดล็อกอุตสาหกรรมโทรคมนาคมให้มีผู้ประกอบการเข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นความพยายามของ กทค. ที่ต้องการเปิดกว้างและส่งเสริมให้มีผู้เข้าประมูลคลื่นความถี่มากกว่า 3 รายเดิมที่มีอยู่ในตลาด โดยจะเห็นการเข้ามาของผู้ประกอบการต่างชาติในการประมูลคลื่นความถี่ครั้งต่อไปคือ 2.3 กิกะเฮิรตซ์ และ 2.6 กิกะเฮิรตซ์ ก่อนหน้านี้ กทค.ได้จัดการประมูล 3จี คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ โดยมีผู้ชนะประมูลจำนวน 3 ราย คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส, บริษัท ดีแทค เนควอร์ค ในเครือบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และ บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ ในเครือทรู.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กทค.เตรียมสรุปราคาประมูล 4จีFacebook Comments -

กลุ่มสิงค์เทลผนึกซัมซุง กระตุ้นตลาดเน็ตมือถือ
ลงนามจับมือเป็นพันธมิตรกันในระดับภูมิภาค โอปเรเตอร์จาก 6 ประเทศในกลุ่มสิงค์เทล หวังกระตุ้นการใช้โมบายดาต้าให้โต ในไทยลูกค้าซัมซุงในเครือข่ายเอไอเอสจะได้เห็นบริการใหม่ ๆ มากมาย รวมถึงนักพัฒนา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มสิงค์เทลและซัมซุง ได้ประกาศความร่วมมือ ณ ประเทศสิงคโปร์ เพื่อเน้นมอบประสบการณ์การใช้งานโมบายดาต้าให้กับลูกค้า จำนวนกว่า 500 ล้านราย ผ่านโอปเรเตอร์กลุ่มสิงค์เทล ใน 6 ประเทศ คือ สิงค์เทล สิงคโปร์ ออพตัส ออสเตรเลีย เอไอเอส ประเทศไทย แอร์เทล อินเดียและแอฟริกา โกลบ เทเลคอม ฟิลิปปินส์ และเทลเซลคอม อินโดนีเซีย นายพอล โอ ซุลลิแวน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคอนซูเมอร์ สิงค์เทล ระบุว่า โอปเรเตอร์ของกลุ่มสิงค์เทลใน 6 ประเทศ มีอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่แข็งแกร่งและเติบโตต่อเนื่อง ความร่วมมือในระดับภูมิภาคกับซัมซุงจะทำให้ลูกค้าในเครือข่ายได้รับประสบการณ์และสิทธิพิเศษในการใช้งาน ผ่านอุปกรณ์ของซัมซุงทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต นายปรัธนา ลีลพนัง รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า สิ่งที่ผู้ใช้งานเครือข่ายเอไอเอส จะได้รับจากความร่วมมือดังกล่าว คือ สิงค์เทล จะเป็นรายแรกที่เสนอการเรียกเก็บค่าซื้อซัมซุงแอพผ่านบิลโทรศัพท์มือถือ ทำให้ลูกค้าระบบโพสต์เพดซื้อแอพโดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ส่วนพรีเพดจะหักจากยอดเงินคงเหลือในระบบทันทีที่ซื้อแอพ ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกในการซื้อแอพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นความร่วมมือด้านการค้าปลีกแบบครบวงจร ซึ่งไทยก็ทำอยู่แล้ว สามารถซื้อโทรศัพท์และซิมได้ในจุดเดียว บริการแอพพลิเคชั่นของซัมซุง จะมาพร้อมอุปกรณ์โดยไม่ต้องดาวน์โหลด ซึ่งบริการนี้จะเริ่มกับผู้ใช้กาแล็คซี่เอส 5 เป็นรุ่นแรก รวมถึงการพัฒนาโมบายแอพ เพื่อสร้างระบบนิเวศ เช่น นักพัฒนาในกลุ่มสตาร์ตอัพ จะมีโอกาสทำการตลาดผ่านโอปเรเตอร์ในกลุ่มสิงค์เทล 6 ประเทศ.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กลุ่มสิงค์เทลผนึกซัมซุง กระตุ้นตลาดเน็ตมือถือFacebook Comments