Blog

  • เว็บอายุครบ 25 ปี วอนอย่าขัดขวางทำลายการเติบโตของเว็บ

    เว็บอายุครบ 25 ปี วอนอย่าขัดขวางทำลายการเติบโตของเว็บ

    บรรพบุรุษของเราเคยเดินทางจากอินเดียและเวียดนามไปแสวงหาโอกาสในต่างแดน แต่วันนี้โปรแกรมเมอร์ชาวเวียดนาม ดอง เหงียน พัฒนาเกม “Flappy Bird” ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกโดยที่ไม่ต้องจากบ้านเกิดไปไหน อินเทอร์เน็ตช่วยคนทั่วโลกตั้งแต่บังกาลอร์ถึงซิลิคอนวัลเลย์ให้สามารถนำเสนอบริการไปได้ทุกที่ทั่วโลก โดยบริการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนข้อมูลส่วนตัวตั้งแต่รายละเอียดการชำระเงินไปจนถึงยอดคะแนนสูงสุด แต่ในโอกาสครบรอบ 25 ปีของเว็บในวันที่ 12 มีนาคม ปรากฏว่าโลกของเว็บที่เปิดกว้างนี้กำลังอยู่ในสถานะที่เสี่ยงต่อการถูกทำลาย  ผลการศึกษาล่าสุดของเราเรื่อง Breaking the Web: Data Localization vs. the Global Internet (การทำลายเว็บ: การเก็บข้อมูลภายในประเทศ vs.อินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมทั่วโลก) ระบุว่ารัฐบาลทั่วโลกกำลังป้องกันไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประชาชนถูกเผยแพร่ไปประเทศอื่น ด้วยความกังวลว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสอดแนมของต่างชาติ ความเป็นส่วนตัว ความมั่นคง การบังคับใช้กฎหมายในประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจ “ข้อมูล” อะไรแน่ที่รัฐบาลไม่อยากให้ถูกเผยแพร่?  ออสเตรเลียระบุว่าข้อมูลสุขภาพของประชากรไม่ควรถูกเผยแพร่ไปยังประเทศอื่นหากข้อมูลนั้นสามารถระบุตัวบุคคลได้  ส่วนบราซิลกำลังพิจารณากฎหมายที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารกำหนดได้ว่าข้อมูลใดเผยแพร่ออกไปได้และข้อมูลใดห้ามเผยแพร่ออกนอกประเทศ  ขณะที่เวียดนามต้องการให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับประชาชนทั้งหมด ตั้งแต่ข้อมูลอัพเดตในเฟซบุ๊กไปจนถึงรายชื่อเพื่อน เก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ในประเทศ รัฐบาลอ้างว่าการเก็บข้อมูลไว้ในประเทศจะช่วยเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของประชาชน   แต่ความจริงก็คือการเก็บข้อมูลไว้ภายในประเทศไม่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังอาจทำให้ปัญหาเลวร้ายลงไปอีกเสียด้วยซ้ำ  แต่เช่นเดียวกับเงินที่ซ่อนไว้ใต้ที่นอน ข้อมูลที่เก็บไว้ในประเทศอาจมีความปลอดภัยน้อยกว่าข้อมูลที่จัดเก็บโดยองค์กรที่พร้อมจะปกป้องลูกค้าทุกวิถีทาง  แน่นอนว่าข้อมูลที่เก็บไว้ในที่แห่งเดียวย่อมจะปลอดภัยน้อยกว่าข้อมูลที่เก็บไว้ในสถานที่ตั้งหลายแห่ง เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อดาต้าเซ็นเตอร์แห่งหนึ่ง เราจะแน่ใจได้ว่าข้อมูลจะไม่สูญหายไปอย่างถาวร เพราะมีการเก็บสำรองไว้ในดาต้าเซ็นเตอร์อีกแห่งหนึ่ง แม้กระทั่งในกรณีที่รัฐบาลสั่งห้ามส่งข้อมูลออกนอกประเทศ นั่นก็ไม่ได้รับประกันว่าแฮกเกอร์จะไม่เจาะเข้ามาในระบบของรัฐบาล  แฮกเกอร์มีความสามารถพอที่จะเจาะระบบข้ามพรมแดน เช่น โค้ดที่ใช้เจาะระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ค้าปลีก กลุ่มเป้าหมายในสหรัฐ มีบางส่วนที่เป็นภาษารัสเซีย  นอกจากนี้ข้อมูลที่เก็บไว้ในประเทศก็ไม่อาจรอดพ้นจากการสอดแนมของรัฐบาลต่างชาติได้เช่นกัน  ด้วยเหตุนี้ที่ตั้งของข้อมูลไม่ได้รับประกันถึงความปลอดภัยและก็ไม่ควรทึกทักเอาเองว่าปลอดภัย  นอกจากนี้ รัฐบาลบางประเทศยังคิดว่าการกำหนดให้จัดเก็บข้อมูลไว้ในประเทศ  จะเป็นการบังคับให้ธุรกิจระดับโลกต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานในระดับท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการลงทุนในประเทศได้อีกทางหนึ่ง   แต่อย่าลืมว่าบริการจำนวนมากเหล่านี้มีราคาถูกเพราะเราสามารถนำเสนอบริการให้บริษัทขนาดเล็กโดยไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานมากเกินความจำเป็น  หากมีการบังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าว ผู้ให้บริการหลายรายอาจพบว่าการนำเสนอบริการในประเทศนั้น ๆ มีต้นทุนสูงและมีความเสี่ยงเกินไป และตัดสินใจยกเลิกบริการในประเทศนั้นอย่างสิ้นเชิง ประเด็นที่น่ากังวลมากที่สุดก็คือบริษัทต่างๆ อาจเลี่ยงที่จะดำเนินงานในประเทศที่มีการห้ามส่งออกข้อมูล ดังนั้นแทนที่จะช่วยกระตุ้นการลงทุนมาตรการดังกล่าวอาจเป็นการขับไล่ไสส่งให้บริษัทระดับโลกหันไปลงทุนที่อื่นแทน มาตรการเหล่านี้ยังไม่เป็นมิตรกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมสำคัญๆ ที่มีอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่่องมือ  ในยุคข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลเปรียบเหมือนเลือดที่หล่อเลี้ยงธุรกิจ การกักเก็บข้อมูลไว้ในประเทศจะสวนทางกับการทำงานของอินเทอร์เน็ต ที่ขัดขวางการค้าในรูปแบบใหม่ๆ ที่มีอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางรวมถึงบริการคลาวด์ต่างๆ อีก เช่น Dropbox หรือ iCloud ของแอปเปิล หรือแม้กระทั่งบริการตรวจสอบติดตามข้อมูลการออกกำลังกาย เช่น Gear Fit  ของซัมซุง อินเทอร์เน็ตช่วยให้คนและบริษัทต่างๆ ทั่วโลกนำเสนอบริการไปถึงผู้ใช้ทั่วโลก โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติมหรือไม่ต้องขออนุญาตเปิดสาขาในประเทศต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจขนาดเล็กและนักประดิษฐ์ในเอเชีย เพราะจะสามารถเข้าถึงตลาดและลูกค้าทั่วโลก ที่เมื่อสิบปีที่แล้วมีบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นที่ทำเช่นนี้ได้  การห้ามส่งข้อมูลออกนอกประเทศจะปิดกั้นโอกาสที่ว่านี้โดยในที่สุดแล้วจะส่งผลเสียอย่างมากต่อผู้คนและธุรกิจในเอเชียรวมถึงส่วนอื่นๆ ของโลก. อานุพาม แชนเดอร์ และอูเยน เล อานุพาม แชนเดอร์ ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศของแคลิฟอร์เนีย และอาจารย์วิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย   เดวิส เป็นผู้แต่งหนังสือ The Electronic Silk Road: How the Web Binds the World Together in Commerce จัดพิมพ์โดย Yale University Press และเป็นผู้รับรางวัล Google Research Award

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เว็บอายุครบ 25 ปี วอนอย่าขัดขวางทำลายการเติบโตของเว็บ

  • แมงป่องทุ่ม 100 ล้านเปิดกิซแมน ขายสินค้าไอทีแบรนด์ดังทั่วโลก

    แมงป่องทุ่ม 100 ล้านเปิดกิซแมน ขายสินค้าไอทีแบรนด์ดังทั่วโลก

    “แมงป่อง” ทุ่มงบ 100 ล้านบาท เปิดตัวกิซแมน หรือ  Gizman ขายสินค้าไอทีจากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก เบื้องต้นเปิดตัวสินค้ากว่า  30 แบรนด์ ดึงจุดเด่นให้สัมผัสของจริงก่อนตัดสินใจซื้อ  นางสาวณลันรัตน์ นันท์นนส์ ผู้อำนวยการ แบรนด์กิซแมน (Gizman) และผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท แมงป่อง 1989 จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยเฉพาะการใช้ไอทีเพื่ออำนวยความสะดวกในโอกาสต่างๆ ที่ต้องโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมกับดีไซน์ที่ลงตัวและฟังก์ชั่นการใช้งานที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งตลาดเทคโนโลยีปัจจุบันมีสินค้าออกมามากมายจนผู้บริโภคเลือกติดตามข้อมูลข่าวสารไม่ทัน ดังนั้น บริษัทฯ จึงเปิดตัวแบรนด์ กิซแมน เพื่อเป็นศูนย์รวมสินค้าไอทีชั้นนำทั่วโลกตอบรับกับไลฟ์สไตล์ลูกค้ายุคใหม่ เบื้องต้นใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท ในการจัดตั้งและเปิดให้บริการแล้วที่โชว์รูมแมงป่อง อะเว ถนนลาดพร้าว 90-93 โดยมั่นใจว่าจะคืนทุนภายใน 2-3 ปี และตั้งเป้าสิ้นปีจะมีสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก 50 แบรนด์ จากปัจจุบันกว่า 30 แบรนด์ กว่า 100 ผลิตภัณฑ์  ภายใต้โชว์รูมของกิซแมน ประกอบไปด้วยโซนต่าง ๆ เช่น โซนรักการออกกำลังกาย โซนรักการดูหนังฟังเพลงและเกมเมอร์ โซนของผู้หญิงและแม่บ้าน โซนกีฬาผาดโผน เป็นต้น โดยสินค้าทั้งหมดจะสอดรับกับไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยี ที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคสามารถเชื่อมโยงความบันเทิงและไลฟ์สไตล์ยุคดิจิตอลอาทิ สายรัดข้อมืออัจฉริยะของจอว์โบน (Jawbone )  รุ่น อัพ  24  บันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลการนอน เดิน  ออกกำลังกาย และอาหารที่บริโภคในแต่ละวัน เครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะไอโรบอท สินค้าทุกชิ้นมีให้ทดลองใช้ก่อนตัดสินใจซื้อ.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แมงป่องทุ่ม 100 ล้านเปิดกิซแมน ขายสินค้าไอทีแบรนด์ดังทั่วโลก

  • สวทช.-ม.มหิดล หนุนภาคเอกชน ผลิตจุลินทรีย์กำจัดลูกน้ำยุงรำคาญ

    สวทช.-ม.มหิดล หนุนภาคเอกชน ผลิตจุลินทรีย์กำจัดลูกน้ำยุงรำคาญ

    สวทช. จับมือม.มหิดล นำนวัตกรรมจุลินทรีย์กำจัดลูกน้ำยุงรำคาญ ถ่ายทอดสู่ภาคเอกชนเพื่อผลิตในระดับอุตสาหกรรมดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า สวทช. ได้สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยมหิดล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลิตและทดสอบเชื้อจุลินทรีย์บีเอส ( Bs :Bacillus sphaericus ) สูตรน้ำ สำหรับกำจัดลูกน้ำยุงรำคาญ ทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ และภาคสนามในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมและพื้นที่ที่เป็นชุมชนแออัดมาตั้งแต่ปี  2554   ทั้งนี้จากการทดสอบใช้งานกว่า 2 ปี พบว่าจุลินทรีย์ดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการกำจัดลูกน้ำ โดยภายในพื้นที่น้ำขังไม่เกิน 10 ตารางเมตร เมื่อผสมจุลินทรีย์บีเอส ร่วมกับ จุลินทรีย์บีทีไอ (Bti:  Bacillus thuringiensis isaraelesis) ที่มีฤทธิ์กำจัดลูกน้ำยุงลาย ในอัตราส่วนที่เท่ากันปริมาณ 1 ลิตร จะช่วยกำจัดลูกน้ำยุงได้ทั้งหมดภายใน 2 วัน และมีประสิทธิภาพในการควบคุมจำนวนลูกน้ำอยู่ได้มากกว่า  2 สัปดาห์สำหรับเชื้อจุลินทรีย์บีเอส สามารถกำจัดลูกน้ำได้โดยเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่สร้างสารพิษไปทำลายกระเพาะของลูกน้ำยุงรำคาญและยุงก้นปล่อง  แต่จะไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์และสิ่งแวดล้อม โดยองค์การอนามัยโลกให้การรับรองความปลอดภัยว่าสามารถใช้ได้จริง  ล่าสุด สวทช.และม.มหิดล เห็นชอบร่วมกันที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวให้ บริษัท ทีเอฟไอกรีน ไบโอเทค ที่มีเทคโนโลยีการผลิตเชื้อจุลินทรีย์บีทีไออยู่เดิม โดยได้รับการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับควบคุมลูกน้ำยุงรำคาญ  ภายในระยะเวลา 5 ปี โดย สวทช. และ ม.มหิดล จะสนับสนุนข้อมูลทางด้านเทคนิคและความช่วยเหลือในด้านวิชาการที่เกี่ยวข้อง สำหรับการขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ต่อไป .

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สวทช.-ม.มหิดล หนุนภาคเอกชน ผลิตจุลินทรีย์กำจัดลูกน้ำยุงรำคาญ