ยกระดับธุรกิจหวังขึ้นเป็นผู้พัฒนาเกมระดับโลก ทรู ดิจิตอล พลัส จับมือ นีโอวิซ จากเกาหลีใต้ พัฒนาเกมโทเทิล ฟุตบอล เมเนเจอร์เปิดให้บริการ พ.ค.นี้ ก่อนขยายไปทั่วโลกในอนาคต นายมานะ ประภากมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู ดิจิตอล พลัส จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงทุนจำนวน 100 ล้านบาท โดยร่วมมือกับ นีโอวิซ จากเกาหลีใต้ เพื่อพัฒนาเกม โทเทิล ฟุตบอล เมเนเจอร์ (Total Football manager) ซึ่งเป็นเกมฟุตบอลฟอร์มยักษ์ แนวบริหารจัดการทีม ที่มีจุดเด่นที่มีการใช้ภาพและชื่อนักเตะจริงจากลีกฟุตบอลชั้นนำของลีกประเทศต่าง ๆ พร้อมสามารถเล่นข้ามแพลตฟอร์มได้ทั้งจาก เว็บ เฟซบุ๊ก และสมาร์ทโฟนในระบบปฏิบัติการไอโอเอส และแอนดรอยด์ “บริษัทได้ทำธุรกิจให้บริการเกมมากว่า 10 ปี มาในวันนี้ มีแผนต่อยอดธุรกิจด้วยการเป็นผู้พัฒนาเกมระดับโลก โดยการพัฒนาเกมเป็นของตนเอง ซึ่งเกมนี้เป็นการร่วมมือกันของทีมพัฒนาทั้งสองบริษัท กว่า 40 คน โดยทางนีโอวิซ เคยพัฒนาเกมฟีฟ่า ออนไลน์ 2 จนประสบความสำเร็จมาแล้ว เกมนี้เป็นของบริษัท 100% จึงหวังจะนำเกมนี้ไปให้บริการในทั่วโลกด้วย เริ่มจากประเทศไทยและในอาเซียนก่อนในช่วงเดือน พ.ค.นี้” นายแมน โฮ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศ บริษัทนีโอวิซเกมคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีที่ได้ร่วมพัฒนาเกมกับ บริษัท ทรูดิจิตอล พลัส หลังจากที่เคยประสบความสำเร็จในการร่วมเปิดให้บริการเกมฟีฟ่า ออนไลน์ 2 มาก่อน ซึ่งทางทรู ดิจิตอล พลัส มีความพร้อมทั้งด้านคุณภาพการให้บริการ และการทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และมีความเข้าใจความต้องการของผู้เล่น ซึ่งเกมนี้ทางนีโอวิซจะได้รับสิทธิเปิดให้บริการในประเทศเกาหลีใต้และประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย เชื่อมั่นว่าเกมนี้จะประสบความสำเร็จในทุก ๆประเทศอย่างแน่นอน.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทรูดิจิตอลพลัสจับมือเกาหลี พัฒนาเกมโทเทิลฟุตบอลฯ
Blog
-

ทรูดิจิตอลพลัสจับมือเกาหลี พัฒนาเกมโทเทิลฟุตบอลฯ
Facebook Comments -

เศรษฐกิจซบลูกค้าแห่คืนเงินกู้
นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 1/57 ธนาคารได้ปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 100,000 ล้านบาท เน้นลูกค้ารายเดิมเป็นหลัก ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่มีสัดส่วนน้อยลง เพราะส่วนใหญ่เป็นการขอวงเงินหมุนเวียนมากกว่าวงเงินกู้ในระยะยาว นอกจากนี้ลูกค้าบางรายที่ไม่มีความจำเป็นใช้เงินกู้ได้คืนเงินกู้เป็นจำนวนมากเช่นกัน ทำให้ยอดสินเชื่อในภาพรวมปีนี้ทรงตัวอยู่ที่ 500,000 ล้านบาท ส่งผลให้ธนาคารปรับลดเป้าการเติบโตสินเชื่อเอสเอ็มอีปีนี้เหลือ 6-8% จากเดิมอยู่ที่ 10-17% ด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทรงตัวอยู่ที่ 2.80 % “ช่วงที่ผ่านมาลูกค้าเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ได้ขอยืดระยะเวลาการชำระหนี้ไปแล้ว 10,000 ล้านบาท และมียอดการชำระหนี้ล่าช้าเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท แต่ยังไม่เข้าเกณฑ์เป็นหนี้เอ็นพีแอล โดยธนาคารได้เข้าไปช่วยเหลือด้วยการยืดหนี้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งพิจารณาลูกค้าเป็นรายกรณี” สำหรับปัญหาความไม่สงบทางการเมือง และการชะลอตัวของเศรษฐกิจทำให้ ธุรกิจแฟรนไชส์ได้รับผลกระทบในเรื่องของยอดขายเพียงเล็กน้อย เนื่องจากส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค และจากการสำรวจพบว่า ธุรกิจแฟรนไชส์ได้รับผลกระทบเป็นบางพื้นที่เท่านั้น ดังนั้นในภาพรวมแล้วยังเติบโตดี ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาการให้สินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์มียอดสินเชื่อ 1,296 ล้านบาท จำนวนลูกค้า 477 ราย หนี้เสียน้อยมาก จากมูลค่าตลาดรวมแฟรนไชส์อยู่ที่ 200,000 ล้านบาทหรือเติบโต 20% นอกจากนี้ธนาคารได้ร่วมกับ 6 หน่วยงาน เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หอการค้าไทย สมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ และ บริษัท บิสิเนสโค้ชแอนด์คอนซัลติ้ง จำกัด ช่วยเจ้าของสิทธิ์ หรือแฟรนไชส์ซอร์ และผู้ซื้อสิทธิ์ หรือแฟรนไชส์ซี ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพ ด้วยการให้ความรู้ คำปรึกษา การสนับสนุนทางด้านการเงิน และสิทธิพิเศษโปรโมชั่นต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เ โดยตรียมวงเงินสินเชื่อสนับสนุนทางด้านการเงิน 1,000 ล้านบาท นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการที่คืนเงินทุนหมุนเวียนส่วนใหญ่เป็นภาคการเกษตร เนื่องจากผลผลิตยังไม่ออกสู่ตลาด ส่วนเอสเอ็มอีมีสัดส่วนที่น้อย ยกเว้นผู้ประกอบการายใหญ่ที่ยังไม่มีความจำเป็นในการลงทุน เพราะไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจจะคืนเงินกู้มากกว่าผู้ประกอบการรายอื่น แต่ที่เป็นห่วงในช่วงหนี้คือความสามารถในการชำระหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้รายย่อยอาจมีปัญหาบ้างเห็นได้จากตัวเลขหนี้การค้างชำระ 1 เดือนแต่ไม่เกิน 2 เดือนเริ่มมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ซึ่งพยามยามติดตามลูกหนี้อย่างใกล้ชิด และควบคุมเอ็นพีแอลไม่ได้เกิน 2% จากปกติที่เอ็นพีแอลอยู่ที่ 2.6% อย่างไรก็ตาม เตรียมพิจารณาปรับทบทวนเป้าสินเชื่อเอสเอ็มอีในปีนี้ใหม่ จากเดิมที่ตั้งไว้ว่าจะเติบโต 10-15% คาดว่าจะได้ข้อสรุปชัดเจนในสัปดาห์หน้า
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เศรษฐกิจซบลูกค้าแห่คืนเงินกู้Facebook Comments -

ระดมสมองยกเครื่องรถเมล์-รถไฟฟรี
นายธีระพงษ์ รอดประเสริฐ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลังสัมมนารับฟังความคิดเห็นครั้งสุดท้าย เกี่ยวกับโครงการศึกษาเพื่อจัดทำแนวทางการสนับสนุนมาตรการลดค่าครองชีพรถเมล์ รถไฟฟรีของประชาชนว่า ที่ประชุมเห็นว่าควรปรับรูปแบบการลดค่าครองชีพรถเมล์ฟรี และรถไฟฟรีในอนาคตใหม่เป็น 3 ทางเลือก คือ ยกเลิกมาตรการเดิมไปเลย หรือคงมาตรการเดิมไว้แต่เพิ่มการบริหารจัดการที่เหมาะสม หรือคงมาตรการเดิมแต่ทำแบบมีเงื่อนไขให้ใช้เฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น โดยกระทรวงจะต้องนำผลการศึกษาทั้ง 3ทางเลือกเสนอให้ ครม.ใหม่เป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์ผลดี และผลเสียเบื้องต้น เห็นว่า แนวทางที่ 3 มีความเหมาะสมมากที่สุด โดยเห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินมาตรการดังกล่าวต่อไป แต่ควรกำหนดเงื่อนไขการให้บริการเฉพาะคนบางกลุ่มที่มีรายได้น้อยเท่านั้น เช่น อาจมีการจัดทำคูปองแจกให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือจัดทำระบบสิทธิพิเศษการใช้บริการผ่านระบบตั๋วร่วม ซึ่งจะต้องพิจารณารายละเอียดอีกครั้งว่ารูปแบบได้จะเหมาะสมที่สุด นายจิระเสกข์ ตรีเมธสุนทร หัวหน้าภาควิชาวิทยาลัยการบริหารและจัดการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะ หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า จากการศึกษามาตรการลดค่าครองชีพด้านการเดินทางของ 18 ประเทศทั่วโลก จะเห็นว่าส่วนใหญ่ใช้แนวทางการให้บริการฟรีแบบมีเงื่อนไข เพราะเป็นแนวทางคุ้มค่ากับการสนับสนุนงบประมาณของรัฐบาลมากสุด โดยรัฐบาลควรจัดแบ่งกลุ่มคนที่ให้ความช่วยเหลือออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ใช้บริการฟรี ได้แก่ ผู้พิการ ผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน60ปี และเด็กที่มีความสูงต่ำกว่า 120 เซนติเมตร เป็นต้น ขณะเดียวกันให้กลุ่มผู้ใช้บริการที่ได้รับส่วนลดค่าบริการในอัตราพิเศษ คือ กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา กลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มคนว่างงาน และ ทหารผ่านศึก เป็นต้น โดยในส่วนของกลุ่มคนมีรายได้น้อย อาจจะต้องมีการจัดทำทะเบียนให้ชัดเจนโดยอาจจำเป็นต้องขอข้อมูลรายละเอียดจากกระทรวงมหาดไทย ส่วนจะให้มีการส่วนลดในอัตราเท่าใดนั้นจะต้องศึกษารายละเอียดอีกครั้ง “รัฐบาลควรคงมาตรการต่อไป เพราะให้ประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าเงินลงทุนที่รัฐบาลสนับสนุน แต่ต้องเปลี่ยนมาใช้แนวทางการให้บริการฟรีแบบมีเงื่อนไขจึงจะคุ้มค่าสูงสุด เพราะจะช่วยลดภาระงบประมาณได้เดือนละ 30% หรือเดือนละ 105 ล้านบาท จากปัจจุบันที่ต้องจ่ายงบชดเชยให้ ขสมก.และ ร.ฟ.ท. เดือนละ 355 ล้านบาท” อย่างไรก็ตาม มาตรการลดค่าครองชีพรถเมล์และรถไฟฟรีของรัฐบาลได้ดำเนินมาแล้วรวม 12 ระยะเริ่มตั้งแต่ 1ส.ค. 2551-30ก.ย. 56 มีผู้ได้รับประโยชน์รวมทั้งสิ้น 897.05 ล้านคน แบ่งออกเป็นขสมก.722 ล้านคนและ ร.ฟ.ท.175.05 ล้านคน และมีค่าใช้จ่ายจนสิ้นสุดระยะที่13 ณ วันที่31มี.ค. 57 รวมทั้งสิ้น 21,189.45 ล้านบาท แบ่งออกเป็น ขสมก.15,533.84 ล้านบาท และรฟท. 5,655.61 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ระดมสมองยกเครื่องรถเมล์-รถไฟฟรีFacebook Comments