Blog

  • เปิดตลาดโซเซียลให้เอสเอ็มอี

    เปิดตลาดโซเซียลให้เอสเอ็มอี

    นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่ากรมฯ ได้จัดทำแอปพลิเคชั่น “ดีไอทีพี คอนเน็ค” ให้ข้อมูลข่าวสารด้านการค้าระหว่างประเทศผ่านมือถือสมาร์ทโฟนและแทปเล็ตเพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ด้านการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญจากฐานข้อมูลของกรมฯและสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถวางแผนการผลิต และทำตลาดส่งออกได้ดีขึ้นทั้งนี้ข้อมูลที่สามารถค้นหาได้ผ่านแอปพลิเคชั่นดังกล่าว เช่น สถานการณ์สินค้า ตลาดความต้องการของผู้นำเข้าในต่างประเทศ กิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศการจัดงานแสดงสินค้า การฝึกอบรม และภาพรวมสถิติการส่งออกของไทยซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะเป็นข้อมูลที่ทันสมัย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที“เป็นการใช้ประโยชน์จากโซเซียลเน็ตเวิร์กเพื่อเพิ่มช่องทางใหม่ๆ ในการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้มีโอกาสในการส่งออก ซึ่งการเปิดแอปพลิเคชั่นดังกล่าว จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้นและวางแผนในการผลิตสินค้า และเพิ่มโอกาสส่งออกได้มากขึ้น”ขณะเดียวกันกรมฯ ยังได้เปิดให้บริการด้านการแสวงหาปัจจัยการผลิตให้กับเอสเอ็มอี เพื่อลดต้นทุนการผลิตและพัฒนาคุณภาพสินค้าโดยเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีที่ต้องการหาวัตถุดิบเพื่อนำมาใช้ในการผลิตสามารถติดต่อมายังกรมฯเพื่อให้ช่วยตรวจสอบและค้นหาได้ว่ามีประเทศอะไรบ้างในโลกนี้ที่ผลิตวัตถุดิบดังกล่าวซึ่งจะใช้เวลาในการค้นหาประมาณ 2 สัปดาห์ และจากนั้น กรมฯจะแจ้งรายละเอียดทั้งหมดไปให้ ทั้งประเทศที่ผลิต บริษัทที่ผลิต เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ติดต่อค้าขายต่อไป “วิธีการของกรมฯ ก็คือจะไปตรวจสอบดูว่าวัตถุดิบที่เอสเอ็มอีต้องการ มีประเทศไหนเป็นผู้ส่งออกหลักๆจากนั้นก็ให้ทูตพาณิชย์ไปตรวจสอบดูว่าใช้วัตถุดิบอย่างที่เอสเอ็มอีต้องหารหรือไม่ ถ้าใช่ ก็จะไปหารายละเอียดของบริษัทผู้ผลิตแล้วนำกลับมาแจ้งให้เอสเอ็มอีซึ่งถือเป็นบริการที่จะช่วยลดต้นทุนและสร้างโอกาสในการพัฒนาคุณภาพสินค้าได้”นอกจากนี้ กรมฯ จะผลักดันให้เอสเอ็มอีมีช่องทางใหม่ๆ ในการค้าขายสินค้าผ่านเว็บไซต์www.thaitrade.comซึ่งถือเป็นการสร้างโอกาสในการขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์โดยจะช่วยในการจัดรูปแบบการวางสินค้า การติดต่อค้าขาย โดยเชื่อว่าจะทำให้เอสเอ็มอีมียอดขายเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการมาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ค้าขายในเว็บไซต์แล้ว 11,500 ราย มีผู้เข้าเยี่ยมชมสินค้า 1.8 ล้านรายจากทุกประเทศทั่วโลกและมีผู้ซื้อที่มาลงทะเบียนแล้ว 53,000 ราย มียอดขายในปีที่ผ่านมาประมาณ 1,700 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดตลาดโซเซียลให้เอสเอ็มอี

  • เจซีอาร์ลดแนวโน้มเครดิตไทยเป็นลบ

    เจซีอาร์ลดแนวโน้มเครดิตไทยเป็นลบ

    น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า ขณะนี้ เจแปน เครดิต เรตติ้ง เอเจนซี (เจซีอาร์) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิต) ประเทศญี่ปุ่น ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยจากที่มีเสถียรภาพมาเป็นลบ เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต และหากวิกฤตการณ์ยังคงยืดเยื้อต่อไปในภาวะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงติดลบ อาจทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ ที่มีผลจากธนาคารกลางสหรัฐลดปริมาณการซื้อสินทรัพย์ลงและส่งผลให้ดุลการชำระเงินขาดดุล ทำให้สถานะสภาพคล่องที่เป็นเงินตราต่างประเทศอ่อนแอลง รวมทั้ง นโยบายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตจะล่าช้าออกไปทั้งนี้ เจซีอาร์ ยังคงเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ ที่ระดับ เอ ลบ และอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท ที่ระดับ เอ แต่หลังจากนี้ เจซีอาร์ จะเฝ้าติดตามพัฒนาการในอนาคตของสถานการณ์ทางการเมือง รวมทั้งผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ และจะดำเนินการเกี่ยวกับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยตามความเหมาะสมและจำเป็นต่อไป หากข้อกังวลดังกล่าวกลายเป็นจริง“ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยได้เผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อ โดยได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในไตรมาสที่ 4 ปี 56 หลังจากที่ชะลอตัวลงเนื่องจากการหดตัวของอุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ จนทำให้อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงลดลงอย่างเห็นได้ชัดอยู่ที่ 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.9% แต่ภาพรวมของสถานะทางการคลัง ระบบธนาคารที่มีเสถียรภาพ และดุลภาคต่างประเทศที่เข้มแข็งโดยเปรียบเทียบ ทำให้ประเทศไทยแทบไม่มีโอกาสที่จะก้าวเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินหรือวิกฤตการณ์สภาพคล่องที่เป็นเงินตราต่างประเทศ”อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ยังไม่มีความชัดเจนว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองจะได้รับการแก้ไขอย่างไร เพราะความไม่สงบทางการเมืองและสังคมในประเทศไทยเกิดจากปัญหาที่หยั่งรากลึกและซับซ้อนที่บางส่วนเป็นผลมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคและระหว่างชนบทกับเขตเมืองที่เป็นผลพวงจากการพัฒนาเศรษฐกิจ และการช่วงชิงระหว่างกลุ่มอำนาจเกิดใหม่ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณฯ เป็นศูนย์กลางและกลุ่มอำนาจเก่า ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะหาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าว

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เจซีอาร์ลดแนวโน้มเครดิตไทยเป็นลบ

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค. ต่ำสุด 12 ปี 5 เดือน

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค. ต่ำสุด 12 ปี 5 เดือน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน มี.ค. 57 อยู่ระดับ 68.8 ต่ำสุดในรอบ 149 เดือน หรือ 12 ปี 5 เดือน นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 44 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคกังวลสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะ ปัญหาความขัดแย้งบทางเมืองที่ช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมาทำให้เงินหายในระบบ 300,000 ล้านบาทส่วนใหญ่เป็นภาคการท่องเที่ยวและอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อไปอีก รวมถึงปัญหาค่าครองชีพที่สูง สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ ชาวนายังไม่ได้รับเงินจากโครงการจำนำข้าว การหางานทำยากและรายได้ประชาชนลดลง เป็นต้นทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นรายได้ในอนาคตของประชาชนได้ปรับลดลงต่อเนื่องเช่นกัน อยู่ที่ 84.9 ต่ำสุดในรอบ 183 เดือน หรือ 15 ปี 3 เดือน ส่งผลให้ประชาชนต้องระมัดระวังการใช้จ่าย ขณะที่ดัชนีภาวะค่าครองชีพ อยู่ที่ 44.8 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 46 เดือน แสดงให้เห็นว่าประชาชนรู้สึกว่าประสบปัญหาค่าครองชีพที่สูงกว่าระดับปกติ โดยระดับปกติดัชนีจะอยู่ระดับ 100 ซึ่งสวนทางกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่เท่ากับรายจ่าย “เชื่อว่าการบริโภคของประชาชนยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องไปถึงครึ่งแรกของปี 57 เป็นอย่างน้อย เพราะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวและจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยคลี่คลายลง แต่ปัญหาคือยังไม่มีความชัดเจนว่าจะคลี่คลายเมื่อไร่ จนเป็นเหตุให้ผู้บริโภคมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย” นายธวรรธน์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายๆเหตุการณ์ขณะนี้ส่งผลให้ดัชนีความสุขในการดำรงชีวิตคนไทยลดลงต่อเนื่องอยู่ในระดับ 62.3 ต่ำสุดในรอบ 95 เดือน โดยปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์ทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว เพราะทั้งหมดจะมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศ รายได้ การหางานทำ และการดำเนินชีวิต ทั้งนี้ผลกระทบจากการบริโภคชะลอตัวลงและปัญหาทางการเมืองที่ยืดยาวพบว่าขณะนี้ได้มีสัญญาณต่ออัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง ซึ่งหากปัญหาการเมืองไม่ยุติใน3เดือนข้างหน้า อัตราการว่างงานจะเพิ่มจาก0.7%ของประชากรที่อยู่ในวัยทำงาน หรือว่างงานอยู่ 400,000 คน ก็จะเพิ่ม 1% หรือว่างงาน 500,000 – 600,000 คน ส่วนหนึ่งมาจากบัณทิตจบใหม่อีก 300,000 คนจะหางานได้ช้าลง อย่างไรก็ตามหากอัตราว่างงานไม่เกิน4-5%ก็ไม่น่าวิตก “

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค. ต่ำสุด 12 ปี 5 เดือน