ชั่งใจอยู่นานเหมือนกันว่าจะหยิบยกประเด็นนี้มาพูดคุยกับท่านผู้อ่านดีหรือไม่ แต่ด้วยกระแสที่แรงมากในตอนนี้ ถ้าไม่หยิบมาถกยกมาคุยเสียเลยก็อาจจะทำให้ดูเชยแสนเชย แต่ก็จะพูดในมุมของการนำเอาอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมมาใช้งาน ในการคัดค้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับที่จะเป็นตัวอย่างในวันนี้ อย่างที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่าในโลกปัจจุบันนี้อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างยิ่งในหลาย ๆ ด้านโดยเฉพาะการติดต่อสื่อสาร ยิ่งการกำเนิดของเครือข่ายสังคมหรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก อาทิ เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์, อินสตาแกรม, ไลน์ ฯลฯ ยิ่งทำให้ผู้คนติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วและฉับไว จนท่านเทพเฮอร์มีสอาจจะตกใจได้ว่าทำไมถึงได้เร็วและไวกันได้ขนาดนี้ อย่างในช่วงที่ผ่านมาก็มีการติดต่อ สื่อสาร รณรงค์ และเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปออกมาคัดค้าน พ.ร.บ. ฉบับนิรโทษกรรม ด้วยข้อมูลต่าง ๆ นานาผ่านทางเครือข่ายสังคมต่าง ๆ ที่มีอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ต ที่จะเห็นได้ชัดเจนหน่อยก็คือการเปลี่ยนรูปโพรไฟล์ในเฟซบุ๊กเป็นสีขาวดำแสดงข้อความคัดค้าน พ.ร.บ. กันอย่างแพร่หลาย แล้วแพร่ขยายในวงกว้างไปยังเครือข่ายสังคมอื่น ๆ ต่อ นอกจากนี้ก็มีการอัพโหลดรูปภาพที่เกี่ยวข้องกับการคัดค้าน แล้วทำ การติดป้ายกำกับหรือแฮชแท็ก เพื่อสร้างกระแสหรือกระจายข่าวให้ผู้คนทั่วไปได้รับรู้อีกด้วย ทางการตลาดในโลกอินเทอร์ เน็ตเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าไวรัลมาร์เกตติง ถ้าจะให้ผมแปลแบบน่ารัก ๆ ก็คงเป็น “การตลาดแบบไวรัส” คือ คนที่ได้รับข้อมูลก็จะบอกต่อไปเรื่อย ๆ ในลักษณะปากต่อปาก หรือ เวิร์ด-ออฟ-เมาท์ เมื่อการขยายแพร่พันธุ์ของเชื้อไวรัสที่ผู้คนที่รับทราบ (และเห็นชอบด้วย)ก็จะกระจายข่าวดังกล่าวออกไปเรื่อย ๆ แก่เพื่อนในสังคมเครือข่ายของตัวเองต่อ สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่มากนักในโลกอินเทอร์เน็ต เพราะธุรกิจหลายอย่างก็มาใช้การตลาดแนวนี้กันมากขึ้น เช่น ครีมบำรุงผิวที่ฝากให้ดาราอัพโหลดรูปเสมือนว่าตนเองใช้ครีมนั้น ๆ หรือสินค้าบางเจ้าที่ทำคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาแปลก ๆ ขึ้นเว็บไซต์ยูทูบแล้วคนที่ดูก็จะกล่าวถึงให้คนอื่นไปดูตาม เป็นต้น หรือหากให้ยกตัวอย่างแบบในโลกแห่งความจริง ก็เหมือนเวลาที่เราไปทานอาหารสักร้านแล้วรู้สึกประทับใจ เราก็จะบอกต่อให้เพื่อนหรือคนรู้จักของเราไปทดลองทานกันต่อ แต่ในครั้งนี้ผู้ที่คัดค้าน พ.ร.บ. โดยจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการแพร่กระจายข้อมูลให้ผู้คนทั่วไปที่อาจไม่เคยได้สนใจการเมือง (อย่างผม) ได้รับทราบและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ดังกล่าว ว่าเห็นสมควรที่จะร่วมคัดค้านกับผู้ที่ปล่อยสาร หรือนิ่งเฉยให้ พ.ร.บ. ได้รับการอนุมัติเห็นชอบไป เราจึงควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ อย่าทำอะไรลงไปเพียงเพราะต้องการโหน กระแสการตลาดแบบไวรัส เพราะข้อมูลที่หลายคนแบ่งปันหรือแชร์มากับการตลาดแบบไวรัสนั้น อาจจะมีข้อมูลที่หลอกลวง หรือที่ในโลกอินเทอร์เน็ตเรียกกันว่าฮอกซ์ แฝงอยู่ก็ได้ ซึ่งกับการคัดค้าน พ.ร.บ. ฉบับนี้เท่าที่ผ่านมาผมก็เจอฮอกซ์ออกมาบ้างแล้วเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นการตลาดแบบไวรัสกลายพันธุ์เลยทีเดียว ท้ายนี้ก็ขอฝากให้ทุกท่านคิดก่อนแชร์กันด้วยนะครับ จะแชร์หรือแสดงความคิดเห็นอะไรออกไปคิดถึงใจเขาใจเราสักนิดหนึ่ง และคนที่เห็นต่างก็อย่าให้ความคิด เห็นบนโลกอินเทอร์เน็ตที่แตกต่าง ทำลายมิตรภาพอันดีบนโลกความจริงให้แตกแยกเลยนะครับ : ) วรวิชญวิทย์ ประเสริฐยิ่ง กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ สมาคมศิษย์เก่าคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คัดค้านกันแบบไวรัล – 1001
Blog
-

คัดค้านกันแบบไวรัล – 1001
Facebook Comments -

เดลินิวส์ผนึกเทสโก้โลตัสลดค่าครองชีพปชช.
นายจอห์น คริสตี้ ประธานกรรมการบริหารเทสโก้ โลตัส เปิดเผยว่า เทสโก้ ได้เปิดจับมือบริษัทชั้นนำต่าง ๆ 9 แห่ง เปิดตัวแคมเปญ รวมพลังร่วมใจ ช่วยคนไทยลดค่าครองชีพ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในการผนึกกำลังของธุรกิจชั้นนำ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยเหลือลดภาระด้านค่าครองชีพ ทั้งนี้ งานดังกล่าวจัดขึ้น 2 ช่วง คือ ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย.-31 ธ.ค.นี้ และต้นปีหน้าช่วงไตรมาสแรกอีกครั้งหนึ่ง โดยบริษัทที่เป็นพันธมิตรนั้นจะสลับกันมอบข้อเสนอและส่วนลดพิเศษให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการในเทสโก้โลตัส ซึ่งการจัดเคมเปญในครั้งนี้ ไม่สามารถประเมินมูลค่าทางการเงิน หรือยอดขายที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงดังกล่าวได้ เพราะเพิ่งทำเป็นครั้งแรก แต่หากได้รับการตอบรับที่ดี ก็จะพิจารณาดำเนินการต่อไป สำหรับบริษัทที่เข้าร่วมจัดแคมเปญดังกล่าว คือ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ,บริษัทเอ็มเค เรสเตอร์รองส์ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน), บริษัทยูนิลีเวอร์ ,บริษั ยัมเรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท พรานทะเล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด(มหาชน) ,บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน คอนซูเมอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทคาโอ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) จำกัด,บริษัทเนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ,และบริษัททรูป คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) โดยเดลินิวส์ จะช่วยกระจายข่าวสารต่าง ๆในแต่ละสัปดาห์ที่พันธมิตรฯ มีแคมเปญดังกล่าวแตกต่างกันออกไป เช่น ทรูมูฟเอช ให้ส่วนลดในการซื้อสมาร์ทโฟน พร้อมแถบโบนัสค่าโทรและอินเทอร์เน็ต ,รับคูปองเติมน้ำมันเอสโซ่ 100 บาท เมื่อสะสมแสตมป์เทสโก้ครบ 4 ดวง ,ข้าวไข่เจียวราคาเพียง 9 บาท,อาหารยอดนิยม 10 เมนูในฟูดคอร์ททุกวันพุธราคา 29 บาท,รับส่วนลด 1,500 บาท เมื่อซื้อโทรศัพท์ และแท็ปเล็ต 15,000 บาทขึ้นไป,ไก่ทอดเคเอฟซี ซื้อ 3 ชิ้นรับฟรี 1 ชิ้น พร้อมกับแจกให้ชิมเมนูใหม่ ไก่นุ่ม ที่ออกวันที่ 28 พ.ย.นี้, เอ็มเค เรสเตอร์รองส์ มอบบะหมี่หยกฟรี 2 ก้อน เมื่อสั่งเป็ดย่างจานเล็ก เป็นต้น อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมกันจัดแคมเปญดังกล่าว เพราะยอดขายแต่ละบริษัทต่างปรับตัวลดลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ดังนั้น ช่วงเวลาที่เหลือ นอกจากจะต้องการกระตุ้นยอดการขายแล้ว ก็ยังต้องการช่วยเหลือลดภาระผู้บริโภคที่มีค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ สูงขึ้นด้วย ซึ่งนับเป็นการร่วมมือร่วมกันใจกันครั้งแรกด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เดลินิวส์ผนึกเทสโก้โลตัสลดค่าครองชีพปชช.Facebook Comments -

“กิตติรัตน์”ยันไม่ออกมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่เหลือของปีนี้ แม้ว่าการปฏิเสธคำขออนุมัติสินเชื่อเริ่มมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ต้องมีการคำนวณรายได้และการผ่อนชำระของลูกหนี้อย่างรอบคอบ แต่ในทางกลับกันการอนุมัติสินเชื่อได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะการแข่งขันการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ยังมีต่อเนื่อง โดยบางช่วงรุนแรงถึงไม่ต้องมีการวางเงินดาวน์ อย่างไรก็ตาม ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ยังเติบโตดีจะเป็นส่วนหนึ่งในการการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “ บุคคลที่ประกอบอาชีพอิสระไม่มีหลักฐานว่า มีรายได้ต่อเดือนเท่าไร แต่ปัจจุบันมีรายได้มากกว่าพนักงานที่ทำงานประจำ ซึ่งช่วงแรกสถาบันการเงินอาจไม่ปล่อยกู้ แต่ได้แนะนำให้ฝากเงินผ่านบัญชีธนาคาร หลังจากนั้นเห็นว่ากลุ่มคนกลุ่มนี้มีวินัยการออมสม่ำเสมอทำให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้ทันที และขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไรจนทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนแม้อยู่ในระดับสูง แต่หากเกิดจากการซื้อที่อยู่อาศัยถือว่าเป็นหนี้ที่มีคุณภาพมากกว่าการใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น” นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัย เศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ในวันที่ 18 พ.ย. นี้ สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะรายงานตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสที่ 3 ซึ่งอาจสร้างความผิดหวังให้นักลงทุนได้ เพราะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 อาจออกมาแย่ เนื่องจากปัจจัยด้านหนี้ครัวเรือนที่เร่งตัวแรงในระยะหลัง ประกอบกับมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐในด้านการบริโภคได้ลดลง จึงส่งผลให้ครัวเรือนไทยมีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะด้านดอกเบี้ยและเงินผ่อนอื่นๆ ลดลง และทำให้การบริโภคสินค้าคงทนลดลงเช่นกัน และมีผลกระทบต่อการผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคในประเทศ ประกอบกับส่งออกหดตัว จึงอาจมีผลให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 จะยังคงหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 2 ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในผลประกอบการของบริษัทที่มีผลด้านจิตวิทยาต่อผู้ลงทุนได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “กิตติรัตน์”ยันไม่ออกมาตรการกระตุ้นอสังหาฯFacebook Comments