Blog

  • หอการค้าระบุหยุดงานพร้อมกันสูญเดือนละแสนล้าน

    หอการค้าระบุหยุดงานพร้อมกันสูญเดือนละแสนล้าน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ฯได้ประเมินผลกระทบจากกรณีที่ม็อบต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เรียกร้องให้รัฐวิสาหกิจและบริษัทหยุดงานตั้งแต่วันที่ 13-15 พ.ย.นี้ เพื่อร่วมชุมนุมอาจทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเดือนละ 50,000-100,000 ล้านบาท หากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจนั้นให้บริการขนส่ง ทั้งทางบก ทางเรือและทางอากาศ หยุดทำงานทั้งหมด แต่หากการนัดหยุดงานเกิดเฉพาะบริษัทเอกชนที่อยู่ในภาคบริการในระเวลาสั้น ๆ และไม่เกิดเกิดการณ์รุนแรงคาดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเดือนละ 20,000-30,000 ล้านบาท หรือฉุดตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ลง 0.1-0.2% “คาดหวังว่าการชุมนุมจะยุติโดยเร็ว เพราะหากไม่จบ และลากยาวออกไป จะกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค และความเชื่อมั่นการลงทุน ทำให้เกิดการระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศทำให้ชะลอตัวลง” นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่า หากสถานการณ์การชุมนุมยืดเยื้อถึงสิ้นปีนี้ แต่เป็นไปด้วยความสงบ ประเมินว่าจะสร้างความเสียหายตั้งแต่ 10,000-20,000 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะกระทบต่อจีดีพีของประเทศให้ลดลง 0.2-0.3% หรือจีดีพีโดยรวมปีนี้จะเติบโตอยู่ที่ระดับ 3.3-3.5% สำหรับกรณีที่เรียกร้องให้ชะลอการจ่ายภาษีนั้น เบื้องต้นยังประเมินความเสียหายไม่ได้ เพราะกว่าจะถึงรอบการชำระภาษีนิติบุคคลธรรมดาก็จะเป็นช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.57 แต่ถ้าถึงตอนนั้นก็จะทำให้รัฐบาลขาดรายได้บางส่วนในการดำเนินกิจการโครงการต่าง ๆ ได้ แต่ทั้งนี้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย เพราะเป็นผลประโยชน์เฉพาะบุคคล จึงต้องพิจารณาให้ดี ด้านนายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทราบว่ามีผู้ประกอบการหลายรายประกาศหยุดกิจการเพื่อให้พนักงานที่มีแนวคิดในการต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมออกไปประท้วง ส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็ก ในกลุ่มภาคใต้และพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล เนื่องจากเจ้าของกิจการบางรายต้องการให้พนักงานแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย แต่มีข้อแม้ต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง “โรงงานส่วนใหญ่ 90% คงไม่หยุดกิจการ เพื่อให้พนักงานออกไปประท้วง แต่อาจจะเลิกงานเร็วขึ้น หรืออย่างน้อยก็อนุญาตให้ลางานได้ แต่ยอมรับว่าในส่วนของภาคใต้และพื้นที่ธุรกิจในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีความตื่นตัวมากในเรื่องนี้ เนื่องจากไม่ต้องการให้ล้างแก่ผู้ที่มีคดีการคอร์รัปชั่น” อย่างไรก็ตามเรื่องของ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมนั้น เป็นเรื่องการแสดงความเห็นของแต่ละกลุ่ม ซึ่งในกลุ่มของนักธุรกิจก็มีความเห็นแตกต่างกันไป คือกลุ่มที่อยู่ระดับกลาง ๆ ส่วนใหญ่ก็ออกมาคัดค้านให้ถึงที่สุด, กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลก็จะมองเรื่องของความปรองดองเป็นหลัก และเรื่องของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็มองร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ไปอีกทางหนึ่ง ในส่วนของการเรียกร้องให้ชะลอการจ่ายภาษีนั้น เชื่อว่าคงไม่มีนายจ้างที่อยู่ในระบบกล้าดำเนินการเนื่องจากเป็นการทำความผิดกฎหมายอาญาด้วย โดยในส่วนของนายจ้างก็จะเกี่ยวข้องกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายซึ่งมาจากการหักภาษีจากยอดขายและการรับจ้างผลิต, ภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น เพราะตรงนี้ต่อให้เป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่ต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบสุดขั้วก็ไม่กล้าดำเนินการแน่นอน “แม้ช่วงนี้จะมีประชาชนจำนวนมากออกมาคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมจนเจ้าหน้าที่ภาครัฐไม่กล้าเข้าไปดำเนินการ แต่หากเหตุการณ์สงบบุคคลที่ชะลอการจ่ายภาษีหรือไม่จ่ายภาษีก็จะถูกปรับและถูกดำเนินคดีแน่นอน อย่างไรก็ตามเอกชนส่วนใหญ่ต้องการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เจรจาหาข้อยุติเรื่องต่างๆ ลงเพราะยิ่งต่างฝ่ายต่างปล่อยให้เหตุการณ์ลากยาวไปแบบนี้ก็จะไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศไทย”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หอการค้าระบุหยุดงานพร้อมกันสูญเดือนละแสนล้าน

  • ชัชชาติ แจ้งทุกหน่วยงานห้ามหยุด

    ชัชชาติ แจ้งทุกหน่วยงานห้ามหยุด

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้แจ้งให้หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทำความเข้าใจกับพนักงานและข้าราชการ ในการแสดงความเห็นทางการเมือง ซึ่งสามารถดำเนินการได้ในช่วงนอกเวลางาน แต่ในเวลางาน ขอให้ปฏิบัติงาน เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือนร้อน เพราะงานส่วนใหญ่ของกระทรวงคมนาคมเป็นงานบริการ ที่มีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน “ในเวลาทำงานต้องมีภาระหน้าที่ให้บริการประชาชน แต่ถ้านอกเวลางานเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งกำชับให้ทำความเข้าใจ โดยเฉพาะหน่วยงานบริการ ไม่ว่าจะเป็นร.ฟ.ท. ขสมก. ซึ่งส่วนใหญ่เข้าใจ เพราะการหยุดงานและทำให้ประชาชนเดือดร้อนไม่เป็นผลดี” นายดำรงค์ ไวยคณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ สร.กบท. กล่าวว่า ที่ประชุมกรรมการสหภาพฯ เพื่อกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ได้มีมติให้สิทธิพนักงานแต่ละบุคคลตัดสินใจอย่างอิสระว่าจะหยุดงาน 3 วันระหว่างวันที่ 13-15 พ.ย.นี้ หรือไม่ หากพนักงานมองว่าการหยุดงานจะทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติก็สามารถทำได้ เพราะการบินไทยเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองมาโดยตลอด “จากการสอบถามพบว่า สมาชิกส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการยกระดับการต่อสู้เป็นการหยุดงาน เพื่อแสดงออกถึงการคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมร่วมกับประชาชน คาดจะเห็นการหยุดงานของพนักงานบางส่วนตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย. เป็นต้นไป” นายอำพน ทองรัตน์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า สร.ร.ฟ.ท.สนับสนุนการแสดงสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย แต่การแสดงจุดยืนจะต้องไม่สร้างความเดือดร้อน โดยที่ผ่านมามีพนักงานของร.ฟ.ท.เข้าร่วมชุมนุมคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมอยู่แล้ว แต่การจะหยุดงานเพื่อแสดงสัญลักษณ์การต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมนั้น จะทำให้ประชาชนเดือดร้อน และขัดต่อกิจการของร.ฟ.ท.ที่ต้องให้บริการประชาชน “ร.ฟ.ท.มีหน้าที่ให้บริการประชาชน การดำเนินการใดๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงหน้าที่เป็นสำคัญ ถ้าหยุดงานแล้วประชาชนเดือดร้อน ผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะการหยุดงานที่ผ่านมาเรามีบทเรียนแล้ว” นายวีระพงศ์ วงแหวน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (สร.ขสมก.) กล่าวว่า วันที่ 13 พ.ย.นี้ จะเรียกประชุมกรรมการบริหารสหภาพฯทั้ง 8 เขตการเดินรถ เพื่อกำหนดท่าทีของสหภาพฯในการเคลื่อนไหวต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งจะรวมถึงการพิจารณาว่าจะเข้าร่วมหยุดงานด้วยหรือไม่ แต่ยืนยันว่าหากมีการหยุดงานจริง ต้องไม่กระทบต่อการให้บริการกับประชาชน และการหยุดงานจะต้องไม่ผิดกฎหมายแรงงาน นายฉลองรัฐ กุลสนั่น รองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่าเรือแห่งประเทศไทย (สร.กทท.) กล่าวว่า สหภาพฯมีจุดยืนชัดเจนที่ต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ไม่มีจุดยืนที่จะหยุดงานประท้วง เพราะเกรงว่าจะเกิดผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจในภาพรวม ซึ่งในอดีตสหภาพฯได้รับรู้ถึงความเสียหายจากการหยุดงานมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีตัวแทนสหภาพฯเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม บริเวณถนนราชดำเนิน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชัชชาติ แจ้งทุกหน่วยงานห้ามหยุด

  • กทท.แจงยอดขนสินค้าผ่านท่าเรือยังคึกคัก

    กทท.แจงยอดขนสินค้าผ่านท่าเรือยังคึกคัก

    เรือเอกอิทธิชัย สุพรรณกูล รองผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานการให้บริการเรือ สินค้าและตู้สินค้าผ่านท่าเรือของกทท.ในปีงบประมาณ 56 ตั้งแต่เดือนต.ค.55-ก.ย.56 ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจ โดยมีตู้สินค้าทั้งตู้บรรจุสินค้าและตู้เปล่าผ่านท่าจำนวน 7.470 ล้านทีอียู โดยแยกเป็นท่าเรือกรุงเทพ หรือท่าเรือคลองเตย มีเรือเทียบท่า 3,337 เที่ยว เพิ่มขึ้น 7.09% สินค้าผ่านท่า 21.207 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 18.32% และตู้สินค้าผ่านท่า (รวมตู้เปล่า) 1.496 ล้านทีอียู เพิ่มขึ้น 17.40% ท่าเรือแหลมฉบัง มีเรือเทียบท่า 7,621 เที่ยว ลดลง 10.94% สินค้าผ่านท่า 66.917 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.59 % และตู้สินค้าผ่านท่า 5.974 ล้าน ทีอียู. เพิ่มขึ้น 2.47% ส่วนท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน มีเรือเทียบท่า 8,367 เที่ยว เพิ่มขึ้น 284.69% สินค้าผ่านท่า 309,913 ตัน เพิ่มขึ้น 236.00% ท่าเรือเชียงของมีเรือเทียบท่า 208 เที่ยว เพิ่มขึ้น 21.64% สินค้าผ่านท่า 55,990 ตัน เพิ่มขึ้น 11.24% ท่าเรือระนองมีเรือเทียบท่า 282 เที่ยว เพิ่มขึ้น 34.29% สินค้าผ่านท่า 134,795 ตัน เพิ่มขึ้น 68.06% ขณะที่เป้าหมายในปีงบประมาณ 57 คาดจะมีตู้สินค้าผ่านท่าเรือ กทท. เพิ่มเป็น 7.694 ล้านทีอียู โดยท่าเรือกรุงเทพจะมีปริมาณตู้สินค้า ผ่านท่ามากถึง 1.540 ล้านทีอียู เติบโต 3% และท่าเรือแหลมฉบังจะมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่า 6.154 ล้านทีอียู ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% “แม้ที่ผ่านมาภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านการส่งออกของประเทศ โดยในช่วงเดือนม.ค.-ก.ย.56 ขยายตัว 0.05% ขณะที่จีดีพีทั้งปีจะเติบโตชะลอตัวลงเพียง 3.7% เพราะความผันผวนของค่าเงิน อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อจากปัจจัยภายนอกลดลง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มทรงตัว ประกอบรัฐบาลให้ความสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก ซึ่งช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการส่งออก จนแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ จึงทำให้ภาคการค้าเติบโตได้ต่อเนื่อง”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กทท.แจงยอดขนสินค้าผ่านท่าเรือยังคึกคัก