Blog

  • สำรวจโลกด้วยดาวเทียมของประเทศระยะที่ 2 – ฉลาดคิด

    สำรวจโลกด้วยดาวเทียมของประเทศระยะที่ 2 – ฉลาดคิด

    ประเทศไทยมีการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมในการติดตามและสำรวจทรัพยากรธรรมชาติมากว่า 30 ปี โดยมีสถานีรับสัญญาณดาวเทียมที่ลาดกระบัง ของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นสถานีรับสัญญาณดาวเทียมสำรวจโลกเป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีดาวเทียมสำรวจโลกดวงแรกของประเทศในปี 2551 ซึ่งดาวเทียมดวงนี้ภายหลังได้รับพระราชทานนามว่าดาวเทียมไทยโชติ ซึ่งได้ปฏิิบัติภารกิจสำรวจโลก ให้กับประเทศไทย ร่วมกับดาวเทียมของต่างประเทศ อีกกว่า 20 ดวง ที่ไทยรับสัญญาณมาใช้งานอยู่ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้กับประโยชน์ของเทคโนโลยีดาวเทียม ที่ปัจจุบันหลายหน่วยงานรวมถึงภาครัฐต่างให้ความสนใจโดยเฉพาะการใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมในการติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งนำมาแก้ไขปัญหาทั้ง น้ำท่วม ไฟป่า ภัยแล้ง หมอกควันรวมถึงการใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)หรือจิสด้า บอกว่า ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัจจุบันผู้ใช้งานมีความต้องการข้อมูลที่หลากหลาย ทันต่อเหตุการณ์ และง่ายต่อการเข้าถึง ทำให้ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาระบบสำรวจโลกด้วยดาวเทียมระยะที่ 2 ขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการว่าจ้างให้บริษัทที่ปรึกษา เอดับเบิ้ลยูอาร์ ลอยด์ ศึกษาถึงความเป็นไปได้และจัดทำแผนธุรกิจของโครงการดังกล่าว ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าเทคโนโลยีดาว เทียมที่มีอยู่ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งด้านการพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดองค์ความรู้ ความถี่ในการถ่ายภาพและไม่สามารถถ่ายภาพผ่านเมฆได้ ทำให้มีการเสนอระบบดาวเทียมในระยะที่ 2 นี้ ควรที่จะมีการพัฒนาอย่างครบวงจร ในระยะยาว และมีการพัฒนาด้านบุคลากรรองรับ ส่วนประเด็นที่ว่าไทยควรจะมีการจัดสร้างดาวเทียมดวงที่ 2 เป็นของตัวเองหรือไม่ ผอ.จิสด้า บอกว่า แม้บริษัทที่ปรึกษาจะเสนอว่า ไทยควรจะมีดาวเทียมเป็นของตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงด้านข้อมูล และสามารถใช้ต่อรองกับประเทศอื่น ๆได้มากกว่าที่จะเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวนั้น ในมุมมองของตนเองแล้ว การต่อรองกับประเทศต่าง ๆ นั้นไม่จำเป็นที่ไทยจะต้องมีดาวเทียมเป็นของตนเองก็ได้ สิ่งที่สำคัญคือการนำมาใช้งานมากกว่า เพราะว่าปัจจุบันไม่มีดาวเทียมดวงใดที่สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานได้หมดภายใน ดวงเดียว ซึ่งต้องอาศัยการเข้าถึงและเชื่อมโยงดาวเทียมอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติหลากหลาย โดยปัจจุบันไทยรับข้อมูลดาวเทียมจากในและต่างประเทศ รวม 24 ดวง และคาดว่า อนาคต 10 ปีข้างหน้าจะต้องอาศัยการเชื่อมโยงกับดาวเทียมอื่น ๆ อีกกว่า 100 ดวงทีเดียว อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญของโครงการนี้ คือ การเน้นตอบโจทย์ผู้ใช้งานให้ได้มากที่สุด โดยครอบคลุมภารกิจสำคัญของประเทศไทยทั้ง 5 ด้านคือ ด้านการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ ด้านการเกษตร ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการวางแผนพัฒนาและจัดการพื้นที่เมืองและระบบโครงสร้างพื้นฐานความมั่นคงและการทหาร รวมถึงการใช้งานด้านสุขภาพอนามัยต่าง ๆ เช่น การเตือนหมอกควันต่าง ๆ สำหรับโครงการดังกล่าว หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว สภาพัฒน์ ฯ จะเป็นผู้พิจารณาศึกษาถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป ไทยจะต้องเสียงบมหาศาลในการสร้างดาวเทียมดวงที่ 2 หรือว่าเลือกพัฒนาแค่ระบบรับสัญญาณดาวเทียมจากทั่วโลก แล้วนำมาใช้งาน ต้นปีหน้า … ลุ้นกันอีกที!!!. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สำรวจโลกด้วยดาวเทียมของประเทศระยะที่ 2 – ฉลาดคิด

  • ชาวไร่อ้อยจี้รัฐใช้งบหมื่นล้านดันราคาโอดข้าวเจ๊งแสนล้านยังโดดอุ้ม

    ชาวไร่อ้อยจี้รัฐใช้งบหมื่นล้านดันราคาโอดข้าวเจ๊งแสนล้านยังโดดอุ้ม

    นายธีระชัย แสนแก้ว ประธานสหสมาคมชาวไร่อ้อยภาคอีสาน เปิดเผยว่า ชาวไร่อ้อย ต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลอุดหนุนงบประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือชาวไร่อ้อย ให้คุ้มต้นทุนการผลิต เนื่องจากคณะกรรมการบริหาร (กบ.) ได้เห็นชอบราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิตปี 56/57 ราคา 900 บาทต่อตัน แต่ชาวไร่อ้อย มีต้นทุนการผลิต 1,129.92 บาทต่อตันและที่ผ่านมารัฐบาลช่วยเหลือชาวไร่อ้อย เพียงหาแหล่งเงินกู้ให้ชาวไร่อ้อย ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) เท่านั้น ต่างจากสินค้าเกษตรอื่น ๆ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพด ที่รัฐบาลสนับสนุนเงินชดเชยอย่างต่อเนื่อง “ตลอดเวลาที่ผ่านมาชาวไร่อ้อยได้แต่กู้เงินมาเพิ่มค่าอ้อย พร้อมกับการจ่ายดอกเบี้ย แต่ข้าวเจ๊งเป็นแสนๆล้านบาทรัฐบาลยังช่วยได้ ดังนั้นจึงเห็นว่าราคาอ้อยขั้นต้นครั้งนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ที่เราจะขอให้รัฐบาลช่วยเหลืองบประมาณหมื่นล้านบาทเนื่องจากราคาอ้อย 900 บาทต่อตันที่กบ. เห็นชอบ แม้ชาวไร่อ้อยจะเห็นด้วย แต่หากจะให้คุ้มทุนการผลิตที่ 1,129.92 บาทต่อตันจะต้องกู้เงินมาเพิ่มราว 230 บาทต่อตันหรือคิดที่อ้อย 101 ล้านตัน ประมาณ 23,000 ล้านบาท และรัฐบาลยังเป็นคนส่งเสิรมให้จัดโซนนิ่งการปลูกอ้อย ด้วยการส่งเสริมให้นาข้าวมาปลูกอ้อยเพิ่มขึ้นรัฐบาลก็ควรจะต้องดูแลราคาไม่ให้ต่ำกว่าต้นทุนชาวไร่อ้อย แต่หากจะให้กู้ทั้งหมด รัฐบาลจะต้องลดดอกเบี้ยของ ธ.ก.ส.ลงมาจากปัจจุบันที่คิดดอกเบี้ยสูงถึง 4.5%” แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริหาร (กบ.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการ กบ. ที่มีนางอรรชกา ศรีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) เป็นประธาน ได้เห็นชอบการคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 56/57ที่ 900 บาทต่อตัน พร้อมกับทำรายงานความเห็นของฝ่ายโรงงานน้ำตาล และชาวไร่อ้อยหลังจากที่ได้เปิดให้ทำการประชาพิจารณ์ราคาอ้อยดังกล่าวแล้ว เสนอให้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.)พิจารณาในวันที่ 7 พ.ย. เพื่อประกาศราคาอ้อยขั้นต้นอย่างเป็นทางการก่อนนำเสนอที่ประชุม ครม.ชอบต่อไป “กบ.ได้เสนอข้อมูลไปตามข้อเท็จจริงส่วนการช่วยเหลือราคาอ้อยตามที่ชาวไร่อ้อยให้ได้คุ้มกับต้นทุนที่ได้มีการคำนวณจากฝ่ายราชการที่ 1,129.92 บาทต่อตันนั้นกบ.จะให้ความเห็นเพียงมีความจำเป็นจะต้องหาเงินช่วยแต่รายละเอียดการช่วยเหลือ คงจะอยู่ที่กอน. พิจารณาต่อไป”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชาวไร่อ้อยจี้รัฐใช้งบหมื่นล้านดันราคาโอดข้าวเจ๊งแสนล้านยังโดดอุ้ม

  • สนข.หารือพาณิชย์ประเมินรถไฟความเร็วสูง

    สนข.หารือพาณิชย์ประเมินรถไฟความเร็วสูง

    รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กำลังเตรียมข้อมูลเพื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการความร่วมมือด้านรถไฟไทย-จีน โดยเปิดให้ตัวแทนของกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมประชุมเพื่อหาข้อสรุปเรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับการนำสินค้าเกษตรชำระราคารถไฟความเร็วสูง พร้อมทั้งพิจารณารายละเอียดข้อกฎหมายว่าสามารถใช้วิธีการนำสินค้าเกษตรแลกกับรถไฟความเร็วสูงได้มากน้อยเพียงใด “หลักการต้องตกลงกันว่ารถไฟของจีนจะเข้ามาอย่างไรได้บ้าง และจะนำสินค้าเกษตรไปจ่ายค่าระบบรถไฟความเร็วสูงอย่างไร อีกทั้งต้องดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วยว่าจะเปิดทางให้จีนหรือประเทศอื่นๆเข้ามาดำเนินการพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งกระทรวงคมนาคมยืนยันว่า ต้องการเปิดกว้าง และคงใช้วิธีการประกวดราคาแบบนาชาติเป็นส่วนใหญ่” ส่วนบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-จีน ที่หารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับความร่วมมือพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย และการชำระค่าใช้จ่ายด้วยข้าวและสินค้าเกษตร 50% ของมูลค่าโครงการนั้น สนข.จะต้องพิจารณามูลค่าโครงการรถไฟความเร็วสูงทั้งหมด หากไทย-จีน ไม่สามารถตกลงเรื่องมูลค่าโครงการได้ก็จะต้องให้หน่วยงานกลางเข้ามาประเมินมูลค่าโครงการ เช่น ธนาคารโลก รายงานข่าวแจ้งว่า ประเด็นแรกที่คณะกรรมการความร่วมมือด้านรถไฟไทย-จีน จะพิจารณา คือการหาข้อสรุปให้ได้ว่าจีนสามารถเข้ามาร่วมดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงของไทยได้ในลักษณะใด ประเด็นต่อมาคือ ไทยจะนำสินค้าเกษตรตัวใดไปชำระค่าใช้จ่ายรถไฟความเร็วสูง ซึ่งที่ผ่านมามุ่งเน้นการนำข้าวไปแลก แต่อาจนำสินค้าตัวอื่นไปแลกได้อีกหรือไม่ รวมทั้งจำเป็นต้องทราบด้วยว่าปริมาณสินค้าเกษตรและราคาอยู่ที่เท่าใดด้วย ซึ่งกระทรวงคมนาคมกับกระทรวงพาณิชย์จะต้องหารือร่วมกัน “ในการหารือระดับคณะกรรมการความร่วมมือด้านรถไฟไทย-จีนนั้น คงไม่สามารถถือเป็นข้อตกลง เพราะจะต้องเสนอให้กระทรวงคมนาคมและครม.พิจารณา และหากประเทศอื่นติดต่อมาในลักษณะเดียวกันก็ต้องเปิดรับเช่นเดียวกัน ซึ่งเรื่องการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรเป็นเรื่องในระดับนโยบาย” สำหรับความคืบหน้าการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา คาดว่าจะส่งรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอได้ภายในเดือนธ.ค.นี้ ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯ-พิษณุโลก อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสม คาดในสิ้นปีจะแล้วเสร็จ เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน จะส่งรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้ภายในเดือนม.ค.57 ส่วนกรุงเทพฯ-ระยอง การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสม

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สนข.หารือพาณิชย์ประเมินรถไฟความเร็วสูง