Blog

  • โปรแกรมทำป้าย “คัดค้าน” ด้วยตนเอง

    โปรแกรมทำป้าย “คัดค้าน” ด้วยตนเอง

    เนื่องจากกระแสการขึ้นป้ายคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่มีการนำมาดัดแปลงข้อความกำลังเป็นที่นิยมบนโลกออนไลน์ ขณะนี้มีโปรแกรมที่รองรับความต้องการของชาวโซเชียลมีเดีย ให้สามารถสร้างป้ายคัดค้านได้ด้วยตนเอง โดยโปรแกรมนี้สามารถเปิดใช้งานได้ที่ www.against.splendith.com เมื่อคลิกเข้าไปจะปรากฏเป็นตัวอย่างป้าย คัดค้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ขึ้นมา และมีลูกเล่นให้เราปรับแต่งมากมาย โดยสามารถเลือกสีพื้นหลังป้าย และสีตัวอักษร ปรับช่องว่างระหว่างบรรทัด ใส่เครดิตเป็นของตัวเองได้ และในส่วนของข้อความ ยังแบ่งออกเป็นบรรทัด โดยสามารถเพิ่มหรือลดบรรทัดได้ตามชอบใจ เพื่อให้พอดีกับข้อความที่ต้องการใส่ เมื่อปรับแต่งเสร็จเรียบร้อยก็เพียงกดปุ่มดาวน์โหลด และป้ายคัดค้านในแบบของคุณ ก็จะถูกบันทึกไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ แบบนี้ไม่ต้องใช้โปรแกรมสร้างภาพ,แต่งภาพใดๆสร้างป้ายให้วุ่นวาย โปรแกรมเดียวจบ คัดค้านได้ทุกเรื่อง และเร็วด้วย. จิราภา ภิญญสาสน์

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โปรแกรมทำป้าย “คัดค้าน” ด้วยตนเอง

  • นักลงทุนญี่ปุ่นไม่สะท้านม็อบสุดซอย

    นักลงทุนญี่ปุ่นไม่สะท้านม็อบสุดซอย

    นายซูซุมุ อูเนโนะ ประธานคณะกรรมการหอการค้าญี่ปุ่น (เจซีซี) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมว่าด้วยการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (เจเทปป้า) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)ว่า นักลงทุนญี่ปุ่นยังไม่ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการผลักดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมว่าจะลุกลามมากน้อยขนาดไหน แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา 2 – 3 ปี ที่มีการชุมนุมขัดแย้งรุนแรง พบว่า จะส่งผลกระทบต่อนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะชะลอตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทยอยู่บ้างในระยะสั้น แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ง นักลงทุนญี่ปุ่น จะตัดสินใจ เข้ามาลงทุนตามปกติ และความขัดแย้งครั้งนี้ ยังไม่พบสัญญาณชะลอการลงทุนจากนักลงทุนญี่ปุ่น โดยปัญหาความขัดแย้งของไทย ถือเป็นบทเรียน ที่ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นเริ่มปรับตัว เรียนรู้ ปัญหาการเมืองของไทยแล้ว ทั้งนี้จากการประชุมร่วมกับบีโอไอถึงการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ มีประเด็นที่นักลงทุนญี่ปุ่นเป็นกังวลและเสนอให้บีโอไอพิจารณา คือ ไม่ต้องการให้บีโอไอปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุน ที่กระทบต่อห่วงโซ่การผลิตให้หายไป เพราะเป็นจุดแข็งสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนในไทย โดยจุดยืนของหอการค้าญี่ปุ่น ยังสนับสนุนเต็มที่ต่อการกำหนดนโยบายเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศไทย สร้างอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มระดับสูง และช่วยให้ไทยมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก ในฐานะประเทศที่มีความน่าลงทุน นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการ บีโอไอ กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสถานการณ์ทางการเมืองจะมีผลกระทบเพียงใดขึ้นอยู่กับ ระดับความรุนแรงของสถานการณ์ และความต่อเนื่อง จะกินระยะเวลาสั้น หรือยาวนาน ซึ่งหากสามารถควบคุมสถานการณ์ ชุมนุมภายใต้ขอบเขตก็เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบมาก เป็นกังวลแต่นักลงทุนที่ยังไม่เข้าใจหรือไม่มีประสบการณ์ในการลงทุนในไทย ซึ่งอาจเกิดความวิตกกังวลและชะลอการตัดสินใจลงทุนไปบ้าง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นักลงทุนญี่ปุ่นไม่สะท้านม็อบสุดซอย

  • สมอ.คุมเข้มสินค้าเพิ่ม 15 รายการ

    สมอ.คุมเข้มสินค้าเพิ่ม 15 รายการ

    เมื่อวันที่ 6 พ.ย. นายอุฤทธิ์ ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า ในปี 2557 เตรียมประกาศมาตรฐานบังคับ (มอก.) เพิ่ม 15 สินค้า มีทั้งปรับปรุงมาตรฐานเดิม และเพิ่มการควบคุมใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และมีความปลอดภัยมากขึ้นโดยเฉพาะสินค้าไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีผู้บริโภคร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่องว่า สินค้าประเภทไฟฟ้า มีบางบริษัท ผลิตไม่ได้คุณภาพที่เหมาะสม เช่น ใช้งานได้ไม่กี่ครั้ง ก็ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว และบางครั้งเกิดไฟช็อต อาจส่งผลให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ สำหรับสินค้าไฟฟ้า ที่จะประกาศมาตรฐานบังคับเพิ่มเติม เช่น เต้าเสียบและเต้ารับ สำหรับใช้ในที่อยู่อาศัย และงานทั่วไปที่มีจุดประสงค์คล้ายกัน , หลอดฟลูออเรสเซนต์ขั้วเดี่ยว , หลอดฟลูออเรสเซนต์ขั้วคู่ , หลอดมีบัลลาสต์ ในตัวสำหรับการให้แสงสว่างทั่วไป , มอเตอร์เหนี่ยวนำสามเฟส ซึ่งทั้งหมดจะเพิ่มในส่วนของคุณลักษณะด้านประสิทธิภาพพลังงาน รวมทั้งยังมีบัลลาสต์สำหรับหลอดฟลูออเรสเซนซ์ พัดลมไฟฟ้ากระแสสลับ เครื่องซักผ้า ซึ่งจะเพิ่มในส่วนของคุณลักษณะต้องการด้านความปลอดภัย และยังมีสินค้าประเภทอื่นๆ เช่น กระจกนิรภัยสำหรับรถยนต์ ท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ หมวกนิรภัยสำหรับผู้ใช้ยานพาหนะ ซึ่งในส่วนของรายละเอียดมาตรฐานบังคับของแต่ละสินค้า จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง อย่างไรก็ตามหลังจากสมอ. ได้ประกาศสินค้าที่ต้องขอมอก.แล้ว ผู้ผลิต หรือผู้นำเข้าสินค้านั้นๆ จะต้องมาขอดำเนินการแสดงเครื่องหมายตราสัญลักษณ์ มอก. จึงจะนำเข้าหรือจำหน่ายสินค้าดังกล่าวได้ ซึ่งหากผู้ผลิตสินค้า หรือจำหน่ายสินค้า ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในกรณีที่ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานบังคับจะมีบทลงโทษในกรณีการทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากสินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือการนำเครื่องหมายมาตรฐานไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือนปรับตั้งแต่ 100,000 – 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบ บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้แสดงเครื่องหมาย มอก. แล้ว หลังจากนั้นสมอ. จะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสินค้า เพื่อให้มั่นใจว่าผู้รับใบอนุญาตยังรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานอสม่ำเสมอ โดยจะตรวจสอบการทำผลิตภัณฑ์ที่โรงงาน ปีละ 1 ครั้ง รวมทั้งจะเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากโรงงานที่ทำผลิตภัณฑ์ เพื่อตรวจสอบ ปีละ 1 ครั้ง และจะมีการสุ่มตรวจ โดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อให้สินค้าเป็นไปตามาตรฐาน “โดยทั่วไป สมอ. จะตรวจสอบผลิตภัณฑ์ของผู้รับใบอนุญาตแต่ละรายปีละ 1 ครั้ง หากผลการตรวจแสดงว่าผู้รับใบอนุญาต สามารถรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานได้อย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องสมอ.อาจพิจารณาปรับลดจำนวนครั้งการตรวจสอบการทำและการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในทางกลับกันหากผลการตรวจแสดงว่ามีเหตุให้เชื่อได้ว่าผู้รับใบอนุญาตไม่สามารถรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานได้อย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง สมอ.อาจพิจารณาปรับเพิ่มจำนวนครั้งการตรวจสอบการทำและการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ตามความเหมาะสม” นายอุฤทธิ์ กล่าว.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สมอ.คุมเข้มสินค้าเพิ่ม 15 รายการ