Blog

  • เสี่ยปั้นหนุนดิจิตอลอีโคโนมี

    เสี่ยปั้นหนุนดิจิตอลอีโคโนมี

    นายบัณฑูร ล่ำซำประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทยเปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลประกาศวางรากฐานเศรษฐกิจไทยสู่ดิจิตอลอีโคโนมีว่า เป็นส่วนหนึ่งของโลกอนาคต เพราะทำให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลกับโลกมากขึ้นซึ่งหากใครไม่มีข้อมูลการค้าขายการแข่งขันก็จะไม่ทันโลกดังนั้นธุรกิจต้องสร้างตัวเองให้เกิดความแข็งแกร่งรองรับการแข่งขันในอนาคต สำหรับการจัดเก็บภาษีมรดกนั้นเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ทั่วโลกต้องดำเนินการ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐสภาในการวางกรอบกติกาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและชัดเจนต่อสังคมแต่อัตราการจัดเก็บภาษีจะกระทบมากน้อยแค่ไหนนั้น ต้องหารือกันเพื่อประเมินกันอีกครั้ง แต่ต้องเปรียบเทียบข้อมูลกับประเทศที่ทำในปัจจุบันด้วยว่าเป็นอย่างไร โดยเรื่องนี้พูดกันมานานแล้วแต่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมส่วนการเก็บภาษีที่ดินนั้นเห็นว่าควรมีการจำกัดปริมาณการถือครองที่ดินไม่ให้มากเกินไป เพราะบางคนครอบครองที่ดินเป็นแสนไร่“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั้งระยะสั้นและระยะยาวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีโดยเฉพาะการผลักดันเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนของภาครัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนส่วนภาคเอกชนต้องทำตัวให้แข็งแกร่ง ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และหาช่องทางทำตลาดใหม่ ส่วนการลงทุนภาครัฐทำให้เอกชนทำธุรกิจคล่องตัวขึ้นขณะที่สถาบันการเงินก็จะดูในเรื่องเงินทุน เพื่อเอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจอย่างมีเสถียรภาพ“

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เสี่ยปั้นหนุนดิจิตอลอีโคโนมี

  • คลังเตรียมควัก 1 แสนล้านอุ้มชาวนา-คนจน

    คลังเตรียมควัก 1 แสนล้านอุ้มชาวนา-คนจน

    นายสมหมาย ภาษี รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ในเดือน ต.ค. 57 รัฐบาลจะออกมาตรการให้เงินอุดหนุนชาวนารายย่อยเพื่อใช้เป็นต้นทุนในการเพาะปลูกโดยยืนยันว่าการให้เงินอุดหนุนดังกล่าวไม่ได้เป็นโครงการประชานิยมโดยแหล่งเงินจะมาจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ว่าจะให้เงินอุดหนุนชาวนาต่อไร่เป็นเงินจำนวนเท่าไรซึ่งเป้าหมายของการให้เงินอุดหนุนให้นำเงินไปใช้เป็นช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต้นทุนการปลูกค่าเช่านาเป็นต้น โดยชาวนาที่จะได้รับเงินจะดูจากพื้นที่การเพราะปลูกไม่เกินจำนวนกี่ไรถึงได้รับเงิน"การให้เงินอุดหนุนชาวนาไม่ได้เป็นการแจกเงินแบบประชานิยมที่ให้หรือทำกันทั่วไปแต่ครั้งนี้เป็นการให้เงินที่มีการพิจารณาให้กับชาวนารายย่อยเท่านั้นไม่ได้ให้ชาวนาที่รวยซึ่งเรื่องนี้ผมและ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกันแล้วและเห็นตรงกันว่าเราจะไม่ช่วยเหลือเกษตรกรไม่ได้แต่ต้องช่วยทุกทางเพื่อให้เกิดความยั่งยืนมากที่สุด" นายสมหมาย กล่าวนอกจากนี้รัฐบาลยังจะเร่งดำเนินการมาตรการจ่ายเงินภาษีให้กับผู้มีรายได้น้อย (NegativeIncome Tax : NIT) ให้ได้ภายในปีงบประมาณ 2558 แม้ว่านักวิชาการบางส่วนจะไม่เห็นด้วยแต่กระทรวงการคลังเห็นว่าในทางปฏิบัติถือเป็นเรื่องที่ดีไม่มีการสูญเสียระหว่างทาง และเป็นการดึงคนเข้าสู่ระบบภาษีโดยจากการประมาณของกระทรวงการคลังคาดว่าจะใช้เงินถึง 5 หมื่นล้านบาทซึ่งจะหักจากภาษีที่กรมสรรพากรเก็บได้ก่อนที่จะนำส่งให้คลังนายสมหมาย กล่าวว่า จากการดำเนินการทั้ง 2 มาตรการรัฐบาลคาดว่าจะต้องใช้เงินปีละไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทแต่ไม่ได้เป็นการใช้จากเงินงบประมาณโดยตรง เพราะการให้เงินอุดหนุนชาวนาใช้เงินจากธ.ก.ส. และรัฐบาลจ่ายชดเชยอุดหนุนให้ ธ.ก.ส. ในภายหลัง ส่วนการจ่ายคืนเงินภาษีเป็นการหักภาษีจากกรมสรรพากร

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังเตรียมควัก 1 แสนล้านอุ้มชาวนา-คนจน

  • บสย. โยนคลังสรุปค้ำประกันลูกหนี้เพิ่ม

    บสย. โยนคลังสรุปค้ำประกันลูกหนี้เพิ่ม

    นายวิเชษฐ วรกุล รองผู้จัดการทั่วไปสายงานธุรกิจ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.)เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง และ บสย.อยู่ระหว่างการหารือเรื่องการเพิ่มระดับการค้ำประกันจาก 18% เป็น 50%เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตามข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3สถาบัน (กกร.) ซึ่งที่ผ่านมาได้เชิญผู้แทนสถาบันการเงินมาให้ความเห็นแล้วและเบื้องต้นเห็นว่าระดับการรับค้ำประกันอาจไม่ต้องสูงถึง 50%ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่กลุ่มลูกค้าและเวลาที่ค้ำประกันซึ่งทางกระทรวงการคลังกำลังทำข้อสรุปเรื่องระดับการค้ำประกันและรูปแบบเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี( ครม. ) พิจารณาต่อไป คาดว่ากลุ่มเป้าหมายจะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเป็นหลัก“ขณะนี้ทางบรรษัทประกันสินเชื่อระหว่างประเทศ(ไอเอฟซี)ได้เจรจาผ่านสมาคมธนาคารไทย เพื่อทำข้อตกลงกับธนาคารพาณิชย์เป็นรายสถาบันในการรับประกันความเสียหายจากการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ส่วนที่เกินจากระดับ 20- 50%เป็นการค้ำประกันเพิ่มจากที่ บสย.รับค้ำประกันอยู่แล้ว โดยไอเอฟซีจะมีการคิดค่าธรรมเนียมส่วนที่เพิ่มคาดว่าไม่น่าจะเกิน 1% แล้วแต่ข้อตกลงของแต่ละสถาบัน” นายวิเชษฐ์กล่าวนายวิเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของ พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจนั้นถือว่าเป็นกฎหมายที่ดีหากมีการนำออกมาใช้ เชื่อว่าในระยะ 3 – 4 ปีแรกจะยังไม่กระทบการรับค้ำประกันของบสย.และเชื่อว่าจะช่วยเสริมการค้ำประกันให้เพิ่มมากขึ้น เพราะ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะทำให้ลูกหนี้สามารถขอสินเชื่อได้มากขึ้น จากการนำหลักประกันอื่น เช่นเรื่องสต๊อกสินค้า เครื่องจักร มาเป็นหลักประกันได้มากขึ้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บสย. โยนคลังสรุปค้ำประกันลูกหนี้เพิ่ม