ทุกวันนี้ผู้คนใช้เวลามากมายไปกับการใช้แท็บเล็ต ทั้งในร้านกาแฟ รถไฟ หรือห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งสมาชิกในบ้าน ด้วยความที่ผู้ใช้งานติดแท็บเล็ตมากเรื่อยๆ เหล่าผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ จึงหันมาใส่ใจปัญหาด้านสุขภาพ วิเคราะห์หาสาเหตุของความเจ็บปวดตามจุดต่างๆภายในร่างกายจากการใช้แท็บเล็ต ไม่ว่าจะเป็น คอ ข้อมือ หรือส่วนอื่นๆ เลอโนโวได้สำรวจลักษณะการใช้งานของผู้ใช้ทั่วไปเพื่อนำมาปรับปรุงและออกแบบให้ได้เหมาะสมตามความต้องการ เป็นผลให้เกิดนวัตกรรมแห่งโยก้า แท็บเล็ต ครั้งแรก กับแท็บเล็ตมัลติโหมด หากเคยปวดเมื่อยจากการใช้งานแท็บเล็ต เคล็ดลับจากเลอโนโว ที่จะช่วยให้สามารถใช้แท็บเล็ตได้อย่างลื่นไหลไม่สะดุด ถ้าปวดคอและหัวไหล่ต้องพิจารณาว่า ปกติแล้วถือแท็บเล็ตกันอย่างไร แท็บเล็ตทั่วไปมีน้ำหนักมากถึง 0.7 กิโลกรัม จึงมักจะวางแท็บเล็ตแบบราบ เพื่อการใช้งาน ซึ่งการวางแบบนั้นส่งผลเสียต่อคอเป็นอย่างมาก วิธีแก้ไข ให้วางแท็บเล็ตตั้งฉากเพื่อให้ไหล่ทั้งสองข้างถูกใช้งานเท่าๆกัน ถือแท็บเล็ตโดยเอียงให้ทำมุม 30 องศา เมื่อต้องการพิมพ์ หรือใช้หน้าจอสัมผัส และเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ เปลี่ยนตำแหน่งการจับเพื่อเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หากปวดนิ้ว ฝ่ามือ ข้อมือ และต้นแขนมักจะเกิดจากการออกแรงพิมพ์และกดคีย์บอร์ดหรือเมาส์แบบหนักๆบนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ เดสก์ท็อป ทำให้เมื่อใช้หน้าจอทัชสกรีนบนแท็บเล็ตเกิดความเคยชินนี้ จึงกดน้ำหนักลงไปแรงเช่นกัน การกดน้ำหนักที่นิ้วมือและข้อมือแรงเกินไปเป็นระยะเวลานานส่งผลให้เกิดโรคกล้ามเนื้อฉีกขาดได้ วิธีรักษา ขณะที่พิมพ์หรือใช้หน้าจอสัมผัสควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า ข้อมือตั้งตรง แขนและนิ้วก็ควรอยู่ในลักษณะที่ผ่อนคลาย หรือจะลงทุนซื้อบลูทูธคีย์บอร์ดเพิ่ม เพื่อให้พิมพ์ง่ายขึ้น ถ้าปวดตา ศีรษะ แสดงว่าตัวหนังสือเล็กเกินไป ภาพแสดงผลไม่ชัดเจน ภาพสะท้อนมาที่ดวงตามากเกินไป ส่งผลให้การรับภาพทางสายตาเกิดปัญหา และส่งผลไปถึงสมอง ทำให้รู้สึกปวดศีรษะได้ ทางแก้ให้ซิงค์แท็บเล็ตเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อเพิ่มขนาดหน้าจอ เพิ่มขนาดตัวอักษรที่แสดงบนแท็บเล็ต และปรับการตั้งค่าความสว่างของหน้าจอแท็บเล็ต สุดท้ายกะพริบตาบ่อย ๆ .
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ใช้แท็บเล็ตแล้วปวดเมื่อย เลอโนโวมีทางแก้
Blog
-

ใช้แท็บเล็ตแล้วปวดเมื่อย เลอโนโวมีทางแก้
Facebook Comments -

ลดเบนซิน เพิ่มดีเซล : เพิ่มความ เหลื่อมล้ำจริงหรือ? – พลังงานรอบทิศ
ควันหลงจากการปรับราคาน้ำมันของคสช. เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา ผมอ่านในสื่อบางฉบับพบว่ายังมีคอลัมนิสต์บางคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า การลดราคาน้ำมันเบนซิน 95 ลงถึง ลิตรละ 3.89 บาท/ลิตร และขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 14 สต./ลิตร เป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะเป็นการลดราคาน้ำมันให้คนรวย แต่กลับไปเพิ่มภาระให้คนจนต้องใช้น้ำมันแพงขึ้น ข้อวิพากษ์นี้ถ้าพูดลอย ๆ โดยไม่ได้ไปย้อนดูที่มาที่ไปของโครงสร้างราคาในอดีตก็น่าจะเห็นด้วย แต่ถ้าเราย้อนไปดูโครงสร้างราคาก่อนลดราคา เราจะพบว่าคนที่ใช้น้ำมันเบนซิน คือ กลุ่มคนที่ถูกเพิ่มภาษีสรรพสามิตและเงินเก็บเข้ากองทุนฯ มาโดยตลอด แม้แต่ก่อนลดราคาสองอาทิตย์คนใช้เบนซินก็ยังถูกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เพิ่มจากลิตรละ 10 บาท เป็นลิตรละ 11.85 บาท ทั้ง ๆ ที่ควรจะได้ลดราคาตามกลไกตลาดก็ไม่ได้ลด ซึ่งเงินที่เรียกเก็บเข้ากองทุนฯ นี้ ถ้านำเข้าเป็นรายได้ของรัฐ (เหมือนภาษีสรรพสามิต) เพื่อไปใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เป็นไร พอทำใจได้ แต่นี่กลับนำเงินกองทุนน้ำมันฯ ไปอุดหนุนให้คนใช้ก๊าซแอลพีจีได้ในราคาถูกกว่าต้นทุนที่แท้จริง และในบางครั้งก็ยังนำไปอุดหนุนคนใช้น้ำมันดีเซลให้ได้ใช้น้ำมันดีเซลในราคาไม่เกินลิตรละ 30 บาทอีกด้วย ส่วนคนใช้น้ำมันดีเซลนั้น นอกจากได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯ เป็นครั้งคราวแล้ว ยังไดัรับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตจากรัฐบาลมาเป็นเวลานานถึง 3 ปี 4 เดือนแล้ว โดยลดลงจากลิตรละ 5.31 บาท ลงเหลือเพียง 0.005 บาท/ลิตร (ลิตรละครึ่งสตางค์) ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปปีละ 1 แสนล้านบาท รวมทั้งสิ้น 360,000 ล้านบาท ดังนั้นการที่ คสช. ตัดสินใจปรับโครง สร้างราคาน้ำมันในครั้งนี้ จึงเท่ากับเป็นการคืนความชอบธรรมให้กับผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์นั่นเอง เพราะเป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับภาระภาษีสรรพสามิตและกองทุนน้ำมันฯ ที่สูงแทนผู้ใช้กลุ่มอื่นมาโดยตลอด ส่วนการขึ้นราคาดีเซลเพียงลิตรละ 14 สต. นั้น จะนับว่าเป็นการขึ้นราคาก็คงพูดได้ไม่ถนัดปากนัก เพราะเป็นการปรับกลับไปใช้ราคาเดิมที่ไม่เกินเพดาน 30 บาท/ลิตร (29.99 บาท) ที่รัฐบาลตรึงราคามาเป็นเวลา 3 ปี 4 เดือนแล้ว (คสช.เพิ่งจะมาลดราคาลงเหลือ 29.85 บาท/ลิตร เมื่อสองเดือนที่แล้วนี่เอง ซึ่งความจริงไม่ควรจะลดเลย) จึงไม่มีเหตุผลที่จะพูดว่าเป็นการขึ้นราคาแต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึงที่มาที่ไปและเหตุผลเพื่อความเป็นธรรมของผู้ใช้น้ำมันทุกกลุ่มแล้ว ผมเห็นว่าที่ คสช.ได้ตัดสินใจทำไปนั้นชอบแล้ว และที่ควรทำต่อเนื่องไปให้การปรับโครงสร้างราคามีความสมบูรณ์มากขึ้นก็คือการปรับราคาก๊าซแอลพีจีทั้งภาคครัวเรือนและขนส่งให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยเฉพาะในภาคขนส่ง ซึ่งขณะนี้เป็นภาคที่ได้เปรียบมากที่สุด ควรปรับราคาขึ้นโดยเร็วที่สุด อย่างน้อยขึ้นมาให้เท่ากับภาคครัวเรือนก่อนก็ยังดีครับ !!!.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลดเบนซิน เพิ่มดีเซล : เพิ่มความ เหลื่อมล้ำจริงหรือ? – พลังงานรอบทิศFacebook Comments -

ดาวเทียม-เคเบิล รับถอดช่อง3อนาล็อก
วันนี้(10ก.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช.และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) เปิดเผยว่าได้เรียกผู้ประกอบการโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิลทีวีรับทราบแนวทางปฏิบัติให้นำช่อง3อนาล็อกที่ได้สิ้นสุดการทำหน้าที่เป็นฟรีทีวีและห้ามนำเอาช่อง 3อนาล็อกออกอากาศบนโครงข่ายฯภายหลังจากรับหนังสือจากกสทช.ภายใน 15 วันโดยคาดว่าหนังสือจะส่งถึงผู้ประกอบการโครงข่ายดาวเทียม และเคเบิลทีวีใน 1-2 วันนี้โดยจะให้ สำนักงาน กสทช.ร่างถ้อยคำที่จะใช้ในการประชาสัมพันธ์ตัววิ่งให้เหมือนกันพร้อมสำรอง คอล เซ็นเตอร์โทร.1200 ของสำนักงานกสทช.เพื่อตอบข้อซักถามประชาชนภายหลังจากไม่สามารถรับชมช่อง 3อนาล็อกผ่านดาวเทียมเคเบิลได้ในขณะที่กรณีที่ช่อง 3 อนาล็อกที่ได้ส่งแผนมายังกสท.นั้นเบื้องต้นจะขอดูแผนเอกสารแนวทางการแก้ไขปัญหาช่อง 3อนาล็อกที่ไม่สามารถออกอากาศบนโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิลได้ที่ได้ส่งผลให้ผู้รับชมได้รับผลกระทบทั้งนี้หากช่อง 3 ขอออกอากาศแบบเรียลไทม์พาสทู คือ การนำสัญญาณของ ช่อง 3อนาล็อกไปออกอากาศทางทุกช่องทางได้โดยไม่มีการดัดแปลงนั้น ก็ต้องไว้บนช่องของตัวเองคือ ช่อง33 HD ไม่สามารถนำไปออกช่องใดได้เลย ส่วนหากจะให้กสท.นำมาออกในช่องสาธารณะนั้นไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน และคงไม่มีใครกล้าที่จะนำช่อง3อนาล็อกไปออกเช่นกัน เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดและใช้ช่องผิดประเภทหรือหากช่อง 3 ต้องการให้กสท.เจรจากับคู่สัญญาสัมปทานเรื่องลดระยะเวลาสัมทานหรือ การลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตก็ยินดีด้าน นายวิชิต เอื้ออารีวรกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท เจริญยิ่ง (8888) จำกัด กล่าวว่า ถ้าได้รับหนังสือทางปกครองจากกสทช. แล้วจะนำขึ้นที่หน้าจอทีวีทันทีเพื่อให้ประชาชนเห็นเอกสารอย่างชัดเจนจากนั้นเมื่อครบ 15 วัน หากช่อง 3 เกิดจอดำก็จะนำหนังสือฉบับเดิมขึ้นไว้ที่หน้าจอโดยไม่เอาลง ซึ่งขอให้ช่อง 3 กับ กสท.คุยกันให้ชัดเจนเพราะผู้บริโภคเดือดร้อนได้รับผลกระทบ หากเคเบิลทีวีไม่ทำตามผู้กำกับดูแลที่ให้ใบอนุญาตก็ถูกลงโทษ เมื่อบังคับช่อง 3ไม่ได้ก็ต้องมาบังคับโครงข่ายแทน ส่วนการพูดคุยกับช่อง 3 ที่ผ่านมานั้นช่อง 3 จะยังไม่ออกอากาศคู่ขนานในตอนนี้แต่หลังจากนั้นอีก 5-6 ปีจะนำมาออกช่องดิจิตอลแน่นอน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดาวเทียม-เคเบิล รับถอดช่อง3อนาล็อกFacebook Comments