Blog

  • “จักรมณฑ์” เข้ากระทรวงอุตสาหกรรมวันแรก

    “จักรมณฑ์” เข้ากระทรวงอุตสาหกรรมวันแรก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเข้ากระทรวงอุตสาหกรรมวันแรกของนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม โดยดินทางมาถึงกระทรวงอุตสาหกรรม เวลา 08.30 น. ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงอุตสาหกรรม คือ พระนารายณ์ และศาลพระภูมิ ในเวลา 8.49 น.  และเดินเข้าห้องทำงานในเวลา 09.19 น. โดยมีข้าราชการระดับสูงของกระทรวงอุตฯ ให้การต้อนรับเป็นจำนวนมาก นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงอุตสาหกรรมว่า  สิ่งแรกที่ตั้งใจจะทำก็คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะเข้าไปคุยในเรื่องการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ชายแดนอื่นๆทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) การเร่งรัดโครงการนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล และนิคมอุตสาหกรรมยางครบวงจร ที่ อ.ฉลุง จ.สงขลา นอกจากนี้ จะเร่งรัดการออกใบอนุญาตต่างๆ โดยเฉพาะใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ( ร.ง.4) ซึ่งที่ผ่านมา คสช.ได้แก้ไขลดระยะเวลาในการออกใบอนุญาตไปบางส่วนแล้ว แต่ทั้งนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อยู่ระหว่างการพิจารณาออกกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งเป็นกฎหมายกลางที่ควบคุมการออกใบอนุญาตต่างๆ ของหน่วยราชการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยกระทรวงต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการออกใบอนุญาตให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ที่จะออกมา ส่วนมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนั้น จะลงไปปรับการทำงานของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ให้ขยายการทำงานให้มากกว่าการอบรมผู้ประกอบการ รวมทั้งการจัดหาสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในขณะนี้ที่เอสเอ็มอีแบงค์มีปัญหา โดยจะต้องให้เงินทุกบาทที่สนับสนุนเอสเอ็มอีได้ประโยชน์สูงสุด นายจักรมณฑ์ กล่าวต่อว่า จะโยกย้ายข้าราชการระดับสูงให้ขึ้นมาเต็มอัตราทุกตำแหน่งและปราศจากการทุจริต จากปัจจุบันผู้บริหารระดับสูงระดับ 10 มีว่างอยู่หลายตำแหน่ง ทำให้การบริหารงานขาดประสิทธิภาพ ซึ่งถ้ามีการปรับโยกย้ายแล้ว ก็จะทำให้ข้าราชการระดับล่างปรับตำแหน่งขึ้นมาอีกมาก “หลังจากนี้ ในวันอังคารที่ 9 ก.ย.หลังการประชุมครม.นัดแรก จะเข้ามาพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เริ่มจากสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และจะพูดคุยให้ครบทุกหน่วยงานภายในวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.ย. เพื่อให้ทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของแต่ละหน่วยงาน  เพื่อที่จะให้สามารถเดินหน้าทำงานได้ทันทีภายหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาล”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “จักรมณฑ์” เข้ากระทรวงอุตสาหกรรมวันแรก

  • ธปท.มั่นใจปีนี้ยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัด

    ธปท.มั่นใจปีนี้ยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัด

    นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยาโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.คาดการณ์ว่าปีนี้ เศรษฐกิจไทยยังคงเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแน่นอนแต่หากจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ที่เกิดจากการลงทุน ก็ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศเนื่องจากเป็นการเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจ แต่หากขาดทุนจากการนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นคงต้องมาติดตามว่ามีการประหยัดพลังงานน้อยเกินไปหรือไม่   “หากขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากการลงทุนเชื่อว่าไม่น่าห่วง แต่สถานการณ์ตอนนี้ คาดการณ์ไว้ว่าปีนี้ยังคงเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ซึ่งธปท.ไม่อยากให้ใจร้อน ต้องการให้เศรษฐกิจฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า”   นายจิรเทพกล่าวว่า ส่วนกรณีที่ธนาคารกลางสหภาพยุโรป (อีซีบี) ลดดอกเบี้ยลงเหลือ 0.5% ต่อปี คาดว่าเพราะไม่ต้องการให้มีการคาดการณ์เรื่องเงินเฟ้อที่ลดต่ำลงจากเดือนก.ค.ที่ 0.4% เหลือ 0.3%ในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังไม่เข้มแข็ง แต่ยืนยันว่าธปท.ไม่ได้ห่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปเพราะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน แต่อาจจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่อ่อนไหวต่อข่าวสาร ซึ่งจะต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วยแต่เท่าที่ติดตามดู เห็นว่าด้านเงินบาทไทยนั้น ยังมีเสถียรภาพ และธปท.มีเครื่องมือที่เหมาะสมในการดูแลเพื่อรองรับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นด้วย   สำหรับกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ออกและเสนอขายตราสารทางการเงิน ที่นำมาคำนวณเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ตามแนวทางของบาเซิล 3 นั้น ขณะนี้มีธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง สนใจที่จะออกตราสารทางการเงินดังกล่าวแล้วซึ่งมีเงื่อนไขบังคับแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ และกำหนดราคาแปลงสภาพขั้นต่ำให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไปและอนุญาตให้กองทุนรวมทุกประเภท ยกเว้นกองทุนรวมตลาดเงิน ลงทุนในตราสารนี้ได้ ในสัดส่วนที่กำหนดเพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุน และช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการเงิน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมให้สถาบันการเงินมีทุนที่เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อกันสำรองไว้ กรณีที่ประสบปัญหาการดำเนินงาน 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.มั่นใจปีนี้ยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัด

  • ลูกหนี้เฮลดแบล็กลิสต์เหลือ8ปี

    ลูกหนี้เฮลดแบล็กลิสต์เหลือ8ปี

    นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติจำกัด (เครดิตบูโร) เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ระยะเวลาการส่งข้อมูลสมาชิกเครดิตบูโรโดยกำหนดให้สมาชิกส่งข้อมูลลูกหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) เป็นเวลา 5 ปี และให้เครดิตบูโรแสดงข้อมูลลูกหนี้ต่อไปอีก 3 ปีรวมเวลาที่ข้อมูลลูกหนี้ปรากฏในฐานข้อมูลเป็น 8 ปีแทนหลักเกณฑ์ปัจจุบันที่กำหนดให้สมาชิกส่งข้อมูลลูกหนี้ จนกว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จนเสร็จสิ้นเชื่อว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ จะช่วยให้เกิดความเป็นธรรม และลดอุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อของลูกหนี้ได้ขณะเดียวกันยังเป็นประโยชน์ให้สมาชิกเครดิตบูโร มีข้อมูลและระยะเวลาเพียงพอสำหรับการพิจารณาพฤติกรรมการชำระหนี้ของลูกหนี้โดยประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลทำให้ข้อมูลของลูกหนี้ที่ติดแบล็กลิสต์อยู่ถูกลบออกจากระบบกว่า 600,000 ราย ซึ่ง 95% ของลูกหนี้ดังกล่าว เป็นลูกหนี้รายย่อย มีเพียง 5%ที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยอดหนี้ที่ค้างมาตั้งแต่ปี 41หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ มีหนี้ไม่มากนัก คดีหมดอายุความแล้ว แต่ประวัติยังติดอยู่ แต่ด้านลูกหนี้รายใหญ่นั้นไม่ค่อยมีแบล็กลิสต์แล้ว เพราะสถาบันการเงินได้ฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายไปก่อนหน้านี้แล้ว“เวลา 8 ปีนั้น ถือว่าเป็นเวลาที่ยาวนานเหมาะสมแล้ว สมาชิกเครดิตบูโรซึ่งเป็นสถาบันการเงินต่างรับรู้ข้อมูลพอสมควรขณะที่ลูกหนี้ก็สามารถกลับเข้าสู่การขอสินเชื่อในระบบการเงินได้ตามปกติ จึงเห็นว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาหนี้นอกระบบไปในตัวด้วยส่วนหนึ่งจึงให้ลบประวัติการค้างชำระหนี้ออกจากเครดิตบูโรได้ แต่ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นการยกหนี้ให้แต่อย่างใดแต่ทังนี้ ปัจจุบันเอ็นพีแอลของทั้งระบบสถาบันการเงิน ก็ยังอยู่ในระดับทรงตัว ซึ่งธปท.เห็นว่ายังไม่น่ามีอะไรต้องกังวลแต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยยังติดตามอย่างใกล้ชิด”นอกจากนี้ยังประกาศกำหนดให้สหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ทุกประเภทเป็นสถาบันการเงิน ตามมาตรา 3(9) แห่ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตพ.ศ.2545 เพื่อให้สหกรณ์ และชุมนุมสหกรณ์ทุกประเภท มีคุณสมบัติเข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโรได้ซึ่งจะทำให้สหกรณ์มีฐานข้อมุลประกอบการนำไปพิจารณาสินเชื่อให้สมาชิกได้เพิ่มขึ้นด้วยอีกทั้งสมาชิกของเครดิตบูโรก็มีฐานข้อมูลพิ่มขึ้น ประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้ได้เป็นจำนวนมากเช่นกันส่งผลให้ผู้ที่ต้องการเงินมีโอกาสเขาถึงแหล่งเงินกู้ได้มากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินปัจจุบันมีสหกรณ์ทั่วประเทศอยู่กว่า 8,000 แห่ง และมีสมาชิกอยู่กว่า11 ล้านคน ซึ่งธปท.และเครดิตบูโรจะร่วมกันออกไปเดินสายให้ความรู้ในการเข้าเป็นสมาชิกกับเครดิตบูโรเป็นการเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่ระบบต่อไป สำหรับสหกรณ์ที่สมัครใจจะเข้าร่วมโดยไม่ได้บังคับแต่อย่างใด ซึ่งปัจจุบันมีสหกรณ์ 4 แห่งแล้ว ที่แสดงความจำนงค์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครดติบูโรด้วยเช่น สหกรณ์ครูขอนแก่น สหกรณ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลูกหนี้เฮลดแบล็กลิสต์เหลือ8ปี