นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด(บขส.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการย้ายสถานีขนส่งกรุงเทพฯออกจากหมอชิตว่า กระทรวงคมนาคมได้เสนอแนวทางให้ บขส.มาศึกษาเพิ่มเติม ถึงความเป็นไปได้ในการย้ายสถานีขนส่งฯ กลับมาใช้พื้นที่สถานีขนส่งหมอชิตเดิม ซึ่งปัจจุบันเป็นศูนย์ซ่อมและโรงจอดรถไฟฟ้าบีทีเอส จตุจักร โดยถือเป็นพื้นที่อีกหนึ่งทางเลือก หลังจากก่อนหน้านี้ได้ศึกษาไว้แล้วในการย้าย ไปย่านเมืองทองธานี ดอนเมือง และรังสิต ทั้งนี้เหตุผลที่ให้ศึกษาเพิ่มเติมที่หมอชิตเก่า เพราะเห็นว่าหมอชิตเก่ามีทำเลสะดวกเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งอื่นได้ อีกทั้งยังเป็นแนวคิดเดิมให้ย้ายกลับไปอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหากจะย้ายสถานีกลับมาใช้ที่หมอชิตเก่า คงใช้เป็นแค่สถานีรับส่งผู้โดยสารเท่านั้นไม่ใช่เป็นอู่จอด เพราะมีพื้นที่ขนาดเล็กไม่กี่แสนตารางเมตร โดยรถบัสอาจต้องไปหาจอดที่อื่นแทน ขณะเดียวกันจะต้องดูว่าทำให้เกิดปัญหาจราจรตามมาหรือไม่ หรืออาจใช้วิธีสร้างทางพิเศษเชื่อมโยงกับทางด่วนโทลล์เวย์แก้ปัญหา นอกจากนี้ บขส.กำลังศึกษาการย้ายสถานีขนส่งเอกมัยแห่งใหม่อีกด้วย โดยเบื้องต้นมีทำเลที่สนใจ คือ ย่านบางนา สรรพาวุธ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่เหมาะสมประมาณไม่ต่ำกว่า 20 ไร่ คาดใช้เวลา 2 เดือนเสร็จ และประกาศให้เอกชนเสนอพื้นที่เข้ามาได้ ส่วนจะเป็นการซื้อพื้นที่เข้ามาดำเนินการเองหรือร่วมลงทุน คงต้องศึกษารายละเอียดให้ชัดเจนก่อน ขณะที่ที่ดินสถานีขนส่งเอกมัยปัจจุบัน จะพิจารณาว่าจะนำมาพัฒนาในรูปแบบใดให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่คงไม่เหมาะที่จะพัฒนาเป็นสถานีขนส่งอีก “การย้ายสถานีขนส่งกรุงเทพหมอชิต 2 และเอกมัย ในตอนนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะย้ายไปที่ไหน เพราะต้องศึกษาให้รอบคอบ และต้องนำเสนอให้คณะกรรมการ(บอร์ด) บขส.พิจารณาภายในเดือนก.ย.-ต.ค.นี้ รวมถึงนำไปหารือกับพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. และรมว.คมนาคม คนใหม่ เพื่อรับทราบนโยบายด้วย โดยหลักการเลือกพื้นที่จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมหลายด้าน เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ และได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด” นายวุฒิชาติ กล่าวว่า แนวโน้มการดำเนินงาน บขส.ปีงบประมาณ 57 คาดจะมีกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 300-400 ล้านบาท แม้ช่วงครึ่งปีแรกได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง แต่ครึ่งปีหลังมีประชาชนใช้บริการเพิ่มขึ้น โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการเดินรถในประเทศ การให้บริการขนส่งสินค้า รวมถึงการเดินรถระหว่างประเทศ สำหรับการให้บริการขนส่งสินค้าปัจจุบันมีรถ 8 คัน ทำรายได้ปีละ 100 ล้านบาท และหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปลายปี 58 น่าจะมีการใช้บริการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น จึงจะมีการเพิ่มรถขนส่งสินค้าอีก 20 คัน ส่วนการให้บริการเดินรถระหว่างประเทศ ขณะนี้มี 14 เส้นทาง เป็นเส้นทางที่ไปประเทศลาว 12 เส้นทาง และกัมพูชา 2 เส้นทาง โดยการเดินรถถือว่าประสบความสำเร็จดี มีผู้โดยสารใช้บริการ 70-80% โดยเส้นทางที่มีผู้โดยสารใช้บริการมากที่สุด คือ มุกดาหาร-แขวงสะหวันเขต มีผู้โดยสารขึ้นเกิน 100% และรวมทุกเส้นทางสร้างรายได้ถึง 70 ล้านบาทต่อปี มีกำไร 7 ล้านบาท และหลังจากนี้จะศึกษาเส้นทางใหม่ไปลาวเพิ่มเติมด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งย้ายหมอชิตใหม่กลับหมอชิตเก่า
Blog
-

เล็งย้ายหมอชิตใหม่กลับหมอชิตเก่า
Facebook Comments -

หุ้นไทยปิดลบ 3.54 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันนี้ (4ก.ย.) ดัชนีเคลื่อนไหวผันผวนสลับบวกลบตลอดวัน จากแรงขายทำกำไรระยะสั้นหลังดัชนีปรับตัวสูงขึ้นวานนี้ ประกอบกับไร้ปัจจัยหนุนใหม่ชี้นำตลาด อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีเพิ่มมากขึ้น ผลักดันหุ้นขนาดใหญ่ปรับตัวดีอย่างต่อเนื่อง พร้อมความคาดหวังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาจยกเลิกกฏอัยการศึกปลายสัปดาห์นี้ ส่งผลให้ระหว่างวัน ดัชนีหุ้นไทยลดลงต่ำสุด 1,576.80 จุด และทะยานขึ้นสูงสุด 1,586.93 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,579.73 จุด ลดลง 3.54 จุด หรือ 0.22% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 52,895.23ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1.ธ.กรุงไทย ปิดที่ 23.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท 2.ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 236.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.00 บาท 3.ศรีสวัสดิ์ ปิดที่ 22.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท 4.บ้านปู ปิดที่ 34.50 บาท ปิดไม่เปลี่ยนแปลง 5.ปตท. ปิดที่ 331.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยปิดลบ 3.54 จุดFacebook Comments -

ชงรัฐกู้เงิน15,000ล้านหนุนอุตฯยาง
นายชโย ตรังอดิศัยกุล เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ได้เสนอให้รัฐเร่งออกมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจำนวน 15,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ขยายกำลังการผลิตแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ให้ขยายกำลังซื้อยางพารา ภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมา ได้อนุมัติให้ธนาคารออกสิน พิจาณารายและเอียด และจะนำเรื่องนี้เข้าสูที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารออมสินต่อไป นอกจากนี้ยังเสนอให้ภาครัฐจัดตั้งศูนย์วิจัยพัฒนา ตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และสนามทดสอบมูลค่า 400 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันสินค้าผลิตภัณฑ์ยางของไทย ถูกกีดกันจากมาตรฐานต่างๆเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องมีหน่วยงานตรวจสอบ และให้ใบรับรองมาตรฐานในอุตสาหกรรมยาง ที่สามารถใช้ได้ทั่วโลก โดยเฉพาะยางล้อรถยนต์เพราะมีสัดส่วนสูงสุด 65-70% ของผลิตภัณฑ์ยางทั้งหมด “ ขณะนี้มีหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางอยู่ 2 แห่ง คือที่สถาบันยานยนต์ และศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทย มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเห็นว่า ควรจะมอบหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางให้อยู่ในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยมหิดล เพราะว่ามีการวิจัย และพัฒนารวมอยู่ด้วย เพื่อรองรับมาตรฐานยางล้อใหม่ของสหรัฐฯและยุโรป เช่น มาตรฐานเรื่องเสียง และการประหยัดน้ำมันเป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องมีการวิจัยและพัฒนา จึงจะผลิตผลิตภัณฑ์ยางที่มีคุณภาพสูงได้” ทั้งนี้ในปัจจุบันไทยผลิตยางพาราได้ประมาณ 4 ล้านตัน ในจำนวนนี้นำไปแปรรูปเพียง 13% ที่เหลือส่งออกในรูปวัตถุดิบ ซึ่งทำให้สูญเสียโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ได้มีเป้าหมายว่าภายในปี 60 จะเพิ่มสัดส่วนการแปรรูปยางเป็น 20% ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าส่งออกยางจากปัจจุบัน 250,000 ล้านบาท เพิ่มเป็นเกือบ 400,000 ล้านบาท ซึ่งหากรัฐได้ให้การสนับสนุนเงินกู้ 150,000 ล้านบาท และตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาและทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยาง “เชื่อว่าหากเพิ่มสัดส่วนการแปรรูปยางพาราเป็น 20% จะช่วยดึงปริมาณยางพาราออกจากตลาดโลกได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่ายางพาราในตลาดโลกได้มาก เพราะว่าในขณะนี้ความต้องการยางของตลาดโลกมีประมาณ 12 ล้านตันต่อปี และปริมาณการผลิตก็อยู่ที่ 12 ล้านตันต่อปีเช่นเดียวกัน จึงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งในฐานะที่ไทยเป็นผู้ผลิตยางพาราอันดับ 1 ของโลก หากลดปริมาณยางส่งออกยางให้ต่ำกว่าตลาดโลกเพียงนิดเดียว ก็จะสร้างความแตกตื่นเพิ่มราคายางได้มาก” อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า มีความเสี่ยงที่ราคายางตลาดโลกจะต่ำลง เนื่องจากไทยจะเพิ่มผลผลิตจาก 4 ล้านตันต่อปี เป็น 5 ล้านตันต่อปี ขณะที่อินโดนีเซีย กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต คาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มจาก 3 ล้านตัน เป็น 6 ล้านตันต่อปี รวมทั้งยังมียางพาราจากประเทศอื่นๆที่ได้เพิ่มกำลังการผลิตจะทำให้ปริมาณผลผลิตเกิดความต้องการของตลาดอยู่มาก และจะฉุดให้ราคายางพาราต่ำกว่าราคาในปัจจุบันที่ 50 บาทต่อกก. แต่จะต้องติดตามว่า เศรษฐกิจยุโรป และสหรัฐฯ จะฟื้นตัวตามวัฎจักรทางเศรษฐกิจที่อาจจะฟื้นตัวเต็มที่ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ ซึ่งอาจจะช่วยบรรเทาปัญหาราคายางได้บ้าง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงรัฐกู้เงิน15,000ล้านหนุนอุตฯยางFacebook Comments