Blog

  • จุฬาโชว์แล็ปตรวจดีเอ็นเอสมุนไพรแห่งแรกในไทย

    จุฬาโชว์แล็ปตรวจดีเอ็นเอสมุนไพรแห่งแรกในไทย

    วันนี้(4 กย.57)ที่ศูนย์นวัตกรรมทางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  รองศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ร.ต.อ.หญิงดร.สุชาดา   สุขหร่อง  อาจารย์ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   เปิดเผยว่า  เนื่องจากการใช้สมุนไพรจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้แบบถูกต้น ถูกขนาด ถูกส่วนและถูกวิธี  ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีการใช้สมุนไพรผิดต้นหรือสับสนในการเรียกชื่อเป็นจำนวนมาก  เพราะการนำมาแปรรูปจำหน่าย จะมีรูปลักษณ์ภายนอกที่คล้ายกันมาก  ยากต่อการชี้เฉพาะลงไปว่าเป็นต้นใดหรือมาจากต้นใด หากใช้ผิดนอกจากจะขาดประสิทธิภาพในการรักษาแล้วบางชนิดอาจเป็นพิษร้ายแรงถึงตายได้ หน่วยวิจัยสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติภายใต้โครงการศูนย์นวัตกรรมทางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงร่วมกับภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬา ฯ เปิดให้บริการตรวจสอบเอกลักษณ์พืชสมุนไพรเป็นแห่งแรกในประเทศไทยโดยใช้ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ ลักษณะทางสัณฐานวิทยา ร่วมกับข้อมูลทางพฤกษเคมีสนองพระราชดำริในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.)  เพื่ออนุรักษ์และพัฒนา ภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่เป็นสมบัติของชาติต่อไป ทั้งนี้บริการดังกล่าวจะช่วยยืนยันว่ามีการใช้สมุนไพรที่ถูกต้อง100 % ตรงตามตำรับยา  สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค และสร้างมาตรฐานให้กับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยที่สามารถนำไปทำตลาดต่างประเทศได้  ปัจจุบันมีผู้มาใช้บริการลายพิมพ์ดีเอ็นเอสำหรับตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์พืชสมุนไพรไทยเป็นจำนวนมาก  โดยหน่วยวิจัย ฯ ได้มีการเก็บข้อมูลพันธุกรรมหรือลายพิมพ์ดีเอ็นเอของพืชสมุนไพรไทยไว้สำหรับอ้างอิง โดยฝากไว้ในฐานข้อมูลด้านพันธุกรรมของโลกแล้วกว่า 100 ชนิด บริการนี้สามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็วภายใน2 ชั่วโมง ตรวจสมุนไพรได้ทั้งสดและแห้ง หรือที่เก็บไว้นานหลายสิบปี    สำหรับสมุนไพรที่ถูกนำมาศึกษาลายพิมพ์ดีเอ็นเอแล้วจะเป็นสมุนไพรที่มีความสับสนในการใช้ หรือพบการปนปลอมด้วยสมุนไพรชนิดอื่นที่มีราคาถูกกว่า  เช่น รางจืดและกวาวเครือที่มีหลายชนิดและมีสรรพคุณไม่เหมือนกัน  และที่สำคัญคือสมุนไพรที่เกิดพิษขึ้นเมื่อใช้ผิดต้นเช่น สมุนไพร “รากไคร้เครือ” ตามตำรายาไทยโบราณ ที่ใช้รากของพืชในสกุล  Aristolochia  วงศ์ Aristolociaceae เช่นต้นหนอนตาย กระเช้าผีมด และกระเช้าถุงทอง  มาทำเป็นเครื่องยา มีสรรพคุณแก้ไข้ ขับเหงื่อเจริญอาหาร และชูกำลัง     “ เนื่องจากมีการวิจัยพบว่ารากไคร้เครือ มีสารสำคัญที่เป็นพิษและก่อมะเร็งในสัตว์และมนุษย์ทำให้ทั่วโลกมีการระงับใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่มีพืชสกุลนี้เป็นส่วนประกอบ รวมถึงประเทศไทยที่ปี 2556  คณะกรรมการยา ฯ ได้มีมติให้ตัดไคร้เครือออกจากทะเบียนตำรับยาที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว แต่จากการสุ่มสอบร้านจำหน่ายเครื่องยาสมุนไพรหลายแห่งในจังหวัดต่างๆของประเทศไทยพบว่ายังคงมีการจำหน่ายสมุนไพรไคร้เครือ ทั้งในลักษณะรากแห้งและผงยา  ทำให้หากมีการใช้เครื่องยาไคร้เครือเป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบของตำรับยาอาจก่อให้เกิดอันตรายและความเป็นพิษร้ายแรงต่อผู้บริโภคได้ ดังนั้นจึงได้มีการนำเทคโนโลยีการตรวจดีเอ็นเอชนิดตรวจลำดับนิวคลีโอไทด์ เพื่อตรวจเครื่องยาไคร้เครือที่เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรต่างๆเพื่อป้องกันการเกิดอันตรายและพิษจากการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้น”  รองศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ร.ต.อ.หญิงดร.สุชาดา กล่าว   

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จุฬาโชว์แล็ปตรวจดีเอ็นเอสมุนไพรแห่งแรกในไทย

  • อินโฟกราฟฟิค “ช่อง3 ฟ้องกสทช.ผู้บริโภคเกือบจอดำ”

    อินโฟกราฟฟิค “ช่อง3 ฟ้องกสทช.ผู้บริโภคเกือบจอดำ”

    วันนี้ (4 ก.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ และ นายประวิทย์ ลี่สถาพรงวงศา กรรมการ กสทช.ด้านส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและคุ้มครองผู้บริโภค ได้จัดทำอินโฟกราฟฟิค “ช่อง 3 ฟ้อง กสทช. ผู้บริโภคอาจจอดำ” ขึ้น เพื่อเผยแพร่ลำดับเวลาเรื่องราวที่เกิดขึ้น กรณีช่อง 3 ฟ้องศาลปกครองกลางกับ กสทช. เรื่องขอให้เพิกถอนมติบอร์ดคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ครั้งที่ 4/57 วันที่ 3 ก.พ. 57 ที่มีประเด็นหลัก เรื่องการยุติเวลาการทำหน้าที่ของฟรีทีวีภาคพื้นดินในการ Must Carry หรือแพร่ภาพสัญญาณทางดาวเทียมและเคเบิลจนกระทั่ง คสช.ได้ออกคำสั่งฉบับที่ 27/57 ที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่เผยแพร่ฟรีทีวี จนต่อมา กสท.มีมติขยายระเวลา 100 วันของการทำหน้าที่ Must Carry ของฟรีทีวีแอนาล็อก รวมทั้ง องค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.). หรือไทยพีบีเอส ได้ฟ้องสอดร่วมเป็นคู่ความกับกสทช. จนนำมาสู่การถกเถียงและหารือถึงทางออกในเรื่อง ทั้งนี้ ทีมงาน กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค หวังว่าอินโฟกราฟฟิคนี้ จะช่วยสื่อสารข้อมูลในแต่ละช่วงเวลาที่เกิดขึ้นให้เข้าใจง่าย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อินโฟกราฟฟิค “ช่อง3 ฟ้องกสทช.ผู้บริโภคเกือบจอดำ”

  • ธกส.ลุยสนับหนุนสินเชื่อยางพารา

    ธกส.ลุยสนับหนุนสินเชื่อยางพารา

    นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธนาคารได้สนับสนุนสินเชื่อภายใต้แนวทางการพัฒนายางพาราทั้งระบบ 2 โครงการตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วงเงินรวม 15,000 ล้านบาท คาดว่าช่วยดูดซับยางราพาออกจากระบบได้ทั้งสิ้น 130,000 ตัน ทำให้ราคายางพาราทรงตัว หรือปรับตัวได้ดีขึ้น แบ่งเป็น โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อใช้รวบรวมยาง ซึ่งจะช่วยชะลอยางพาราที่จะออกสู่ตลาด และมีส่วนช่วยลดค่าขนส่งที่จะเกิดขึ้นด้วย วงเงิน 10,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยดูดซับยางพาราออกจากระบบได้ 100,000 ตันต่อรอบการผลิต ทั้งนี้ เบื้องต้น ธ.ก.ส.ได้เห็นชอบวงเงินสินเชื่อให้กับสหกรณ์เพื่อนำไปรวบรวมยางพาราแล้ว  281 แห่ง คิดเป็นวงเงิน 2,880 ล้านบาท จากสถาบันเกษตรกร 723 แห่งทั่วประเทศ โดยส่วนที่เหลืออีก 442 แห่งนั้น ธนาคารจะเร่งดำเนินการปล่อยกู้ในเดือน ก.ย. อีก 4,000 ล้านบาท เดือน ต.ค. อีก 2,000 ล้านบาท และเดือน พ.ย. อีก 1,000 ล้านบาท โดยระยะเวลาจ่ายเงินกู้ตามโครงการ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.57-30 มิ.ย.58 กำหนดคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี สหกรณ์รับภาระดอกเบี้ยเงินกู้เพียง 1% ต่อปี และรัฐบาลอุดหนุนดอกเบี้ยเงินกู้ให้ 3% ต่อปี ขณะที่ โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา วงเงิน 5,000 ล้านบาท ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพและมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจรวบรวมและแปรรูปยาง แบ่งเป็น การให้สินเชื่อเพื่อปรับปรุงโรงงานแปรรูปยางพารา 3,500 ล้านบาท และอีก 1,500 ล้านบาท ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดึงยางพาราออกจากระบบ คาดว่าจะดูดซับยางพาราออกจากระบบได้ 30,000 ล้านตันต่อรอบการผลิต  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธกส.ลุยสนับหนุนสินเชื่อยางพารา