Blog

  • บีบลดราคาตู้คอนเทนเนอร์

    บีบลดราคาตู้คอนเทนเนอร์

    นายสันติชัย   สารถวัลย์แพศย์   รองอธิบดีกรมการค้าภายใน  เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับผู้ประกอบการตู้คอนเทนเนอร์ ผู้ประกอบการเดินเรือ และสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยว่า  กรมฯได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการตู้คอน เทนเนอร์ลดราคาจัดเก็บอัตราค่าบริการยกตู้เปล่ากับผู้ส่งออกลง โดยตู้ฯขนาด 20 ฟุต เก็บค่าบริการ 280 บาทต่อตู้ จากเดิมที่เรียกเก็บ 300 บาทต่อตู้ และตู้ขนาด 40 ฟุต เก็บค่าบริการ 560 บาทต่อตู้ จากเดิมที่เรียกเก็บ 600 บาทต่อตู้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15  ก.ย. – 31 ธ.ค. 57 โดยอัตราดังกล่าวยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ทั้งนี้ กรมฯ จะส่งหนังสือไปยังผู้ประกอบการตู้คอนเทนเนอร์ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ให้รับทราบถึงอัตราค่าบริการยกตู้เปล่า ก่อนที่จะถึงกำหนดการเรียกเก็บค่าบริการใหม่นี้ และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่กรมฯ ขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการแล้ว ก็จะเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาหารือกันใหม่อีกครั้ง เพื่อพิจารณาการเรียกอัตราค่าบริการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจจะเรียกเข้ามาหารือกันในเดือน ม.ค. 58 “หากผู้ประกอบการไม่ให้ความร่วมมือ กรมฯ มีกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการดูแลอยู่ ซึ่งอาจจะนำกฎหมายนี้เข้ามาดูแลและกำหนดค่าบริการได้ โดยยังเป็นเรื่องของอนาคต แต่ขณะนี้ผู้ประกอบการทั้งหมดได้ให้ความร่วมกับทางกรมฯ อย่างเต็มที่” นายสันติชัย กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ เป็นผลมาจากสภาผู้ส่งออกฯ เข้ามาร้องเรียนมาที่กรมฯ ว่ามีการเก็บอัตราค่าบริการยกตู้เปล่าไม่เป็นธรรมในท่าเรือแหลมฉบัง ทางผู้ประกอบการตู้คอนเทนเนอร์ ผู้ประกอบการเดินเรือ และสภาผู้ส่งออกฯ ไม่สามารถตกลงค่าบริการกันได้ เพราะอาจจะไม่ไว้ใจกัน กรมฯ จึงเป็นตัวกลางเพื่อประสานกับผู้ประกอบการทั้งหมดเพื่อหาข้อสรุปอัตราค่าบริการยกตู้ที่ทั้งหมดยอมรับกันได้ นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป็นสัญญาณที่ดีที่ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือและดูแลการเก็บค่าบริการต่างๆ โดยเฉพาะ ค่าจ่ายในการเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ (เทอร์มินอล แอนด์ดิ้ง ชาร์จ) และค่าบริการอื่น ๆ ของ บริษัทเดินเรือ ไม่ว่าจะเป็นค่าเอกสารค่าล้างตู้คอนเทนเนอร์ ค่ายกตู้ เป็นต้น เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทเดินเรือทยอยเพิ่มการเก็บค่าใช้จ่ายในรายการต่าง ๆ มากขึ้นและบางรายการเก็บพร้อมกันเกือบทุกราย จนเป็นภาระต้นทุนแก่ผู้ส่งออกอย่างมาก ทั้งนี้เท่าที่ทราบ บริษัทเดินเรือมักจะอ้างว่า ปัจจุบันการนำเข้าหรือส่งออกของประเทศไทยมีปริมาณลดลงอย่างมาก ทำให้บริษัทเดินเรือไม่คุ้มค่าต่อการเดินเรือไปและกลับ โดยเฉพาะขากลับที่อาจต้องวิ่งเรือเปล่า หรือมีสินค้าเข้ามาน้อย จึงจำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายกับผู้ส่งออกไทยแทน เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป อย่างไรก็ตามในส่วนของค่าบริการต่างๆนั้นผู้ส่งออกไม่ได้ห้ามให้ขึ้นราคา แต่การปรับราคาต้องหารือกับผู้ส่งออกด้วยเพื่อหาราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมทุกฝ่าย แต่หากตั้งราคากันเองแล้วมาเก็บผู้ส่งออกก็จำเป็นต้องร้องเรียนให้กรมการค้าภายในเข้ามาดูแลต่อไป อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากที่กรมการค้าภายในเข้ามาดูแลในอนาคตผู้ประกอบตู้คอนเทนเนอร์และ ผู้ประกอบการเดินทางคงไม่กล้าปรับราคาโดยไม่มีการหารือกับผู้ส่งออกก่อนแน่นอน เพราะหากไม่มีการหารือกันสภาฯก็จำเป็นต้องให้กรมการค้าภายในเข้ามาเป็นตัวกลางในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บีบลดราคาตู้คอนเทนเนอร์

  • ดัชนีความเชื่อมั่นก.ย.สูงสุดรอบ13เดือน

    ดัชนีความเชื่อมั่นก.ย.สูงสุดรอบ13เดือน

    นายธนวรรธน์  พลวิชัย  ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย. 57 อยู่ระดับ 80.1 สูงสุดในรอบ 13 เดือนและเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 เดือน เนื่องจากได้รับอานิงส์จากกรณีที่พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29  พร้อมทั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ รวมถึงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.00% และระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลง โดยเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91ลดลง 2.43 บาทต่อลิตร และ แก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 2 บาทต่อลิตร เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม แม้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะมีระดับที่ค่อนข้างสูง แต่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจของไทยกลับเติบโตได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งไม่ดีตามที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้ โดยเฉพาะเรื่องของราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำทั้งยางพาราและข้าวเปลือก หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้นานเกินไป เชื่อว่าจะไม่เป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้นรัฐบาลควรต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง ให้เห็นเป็นรูปธรรม อย่างชัดเจน “ความเชื่อมั่นด้านการเมืองเดือนนี้ปรับตัวดีขึ้น ทำลายสถิติสูงสุดในรอบ 88 เดือน นับตั้งแต่ช่วงปี 49 และก็มองว่าในอนาคตความเชื่อมั่นด้านการเมืองจะใกล้เคียงที่ระดับ 100 แต่ทั้งนี้หากทางรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ชัดเจน ก็จะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค และเศรษฐกิจในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะจะมีผลกดดันต่อความเชื่อมั่นด้านการเมืองสูง” สำหรับในด้านเศรษฐกิจภาพรวมนั้นหอการค้าไทยประเมินว่าในปี 57 จะขยายตัวได้ที่ 1.5-2% จากเดิมที่มองไว้ 2-2.5% เนื่องจากไทยได้รับผลกระทบจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวต่ำหรืออยู่ในระดับ 1-1.5% และภาคบริโภคยังไม่ฟื้นโดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำที่จะมีผลต่อการใช้จ่ายของเกษตรกร ดังนั้นกลไกหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีมี 2 ด้าน คือ ภาคการท่องเที่ยวและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ยังค้างอยู่เพื่อทดแทนการส่งออกและการบริโภคในประเทศ ส่วนของการท่องเที่ยวนั้นเดิมทีมีการประเมินว่านักท่องเที่ยวจะคึกคักในช่วงต้นปี 58 แต่หากมีการยกเลิกกฎอัยการศึก และมีการเร่งเบิกจ่ายหรือลงทุนในการซ่อมแซมและก่อสร้างตามสถานที่ท่องเที่ยว ก็จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวให้คักคักให้เร็วขึ้นหรือในช่วงไฮซีซันนี้ “ในปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวในระดับ 1.5-2% โดยในครึ่งปีแรกจะอยู่ที่ 0% หรือติดลบเล็กน้อย และจะขยายตัวในไตรมาสที่ 3 จะอยู่ที่ 3% และเพิ่ม เป็น 5% ในไตรมาสที่ 4 ของปี  ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการคือการเบิกจ่ายงบประมาณให้เร็วที่สุด  และต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 58 ให้ได้ 30% ภายในเดือน ต.ค. – ธ.ค. นี้ เพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ”   นายวชิร  คูณทวีเทพ  ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า  ปัจจัยลบที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค เช่น กรณีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ( ส.ค. ) คาดการณ์จีดีพี ในปี 57 ขยายตัว 1.5-2.0%, การส่งออกในเดือน ก.ค. มีมูลค่า 18,896.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 0.9%  นำเข้ามีมูลค่า 19,998.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 2.9%  ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 1,102.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ,  ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น, ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ทรงตัวในระดับต่ำ, ผู้บริโภคมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังทรงตัวในระดับสูง  และความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่กระทบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทย  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีความเชื่อมั่นก.ย.สูงสุดรอบ13เดือน

  • รมต.คมนาคมตบเท้าเข้ากระทรวง

    รมต.คมนาคมตบเท้าเข้ากระทรวง

    ผู้สื่อข่าวรายงาน  บรรยากาศการต้อนรับรัฐมนตรีในกระทรวงคมนาคมว่า  พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ผบ.ทอ. และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  กับนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าจะเข้ามาปฏิบัติงานที่กระทรวงครั้งแรก ในช่วงบ่ายวันที่ 9 ก.ย.57 หลังประชุม ครม.นัดแรก โดยเบื้องต้น พล.อ.อ.ประจิน เลือกห้องทำงานบริเวณชั้น 2 อาคาร 1 ซึ่งเป็นห้องประจำของ รมว.หลายยุคหลายสมัย ส่วนนายอาคม เลือกนั่งห้องชั้น 3 ในอาคารเดียวกัน ทั้งนี้รัฐมนตรีทั้ง 2 คน ได้ส่งทีมงานมาดูห้องเรียบร้อยแล้ว และได้สั่งให้ปรับปรุงห้องทำงานใหม่  ทั้งการนำผ้าม่านเก่าไปซักใหม่ให้เรียบร้อย การปรับเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งห้อง ซ่อมแซมฝ้าเพดานที่ชำรุด ห้องน้ำ ทาสีบริเวณโถงบันไดทางขึ้นที่หลุดร่อนไป โดยยึดสีเดิมเป็นสีครีม ขณะเดียวกันยังได้จัดเตรียมดอกไม้ บริเวณด้านหน้ามุกกระทรวง และทำป้ายต้อนรับพร้อมประวัติรัฐมนตรีขนาดใหญ่เตรียมรอต้อนรับไว้ด้วย ส่วนรถประจำตำแหน่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างให้รัฐมนตรีทั้ง 2 คน รอเลือกโดยมีรถให้ใช้ 3 คัน เป็นรถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยูซีรีย์ 7 รุ่น 740 และ 730 กับรถเมอเซเดส เบนซ์ เอส350 ซึ่งอยู่ระหว่างนำไปตรวจเช็กเครื่อง ความเรียบร้อยอยู่

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รมต.คมนาคมตบเท้าเข้ากระทรวง