พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ และ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและให้ความรู้ด้านพรรณพืชที่มีชื่อเสียงในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากทั้งชาวไทยและต่างประเทศ มาศึกษาและได้รับความรู้มากมาย ปัจจุบันจึงมีแนวคิดในการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเสนอข้อมูลความรู้ต่างๆ ให้แก่นักท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจ แทนการให้ข้อมูลผ่านทางป้ายแสดงรายละเอียดของพรรณพืชต่าง ๆ เหมือนที่ผ่านมา ดร.สุญาณี เวสสบุตร ผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ฯ บอกว่า สวนพฤกษศาสตร์ฯ ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) มาประยุกต์ใช้เพื่อนำเสนอข้อมูลความรู้เกี่ยวกับพรรณไม้ต่าง ๆ แก่นักเรียน นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไป ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่าง ๆ และให้ วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น เพื่อการท่องเที่ยวสวนพฤกษศาสตร์ฯ โดยใช้ชื่อว่า “Smart Garden”(สมาร์ท การ์เด้น) เบื้องต้น “Smart Garden” เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่คล้ายกับโปรแกรมอ่าน คิวอาร์โค้ด แต่โปรแกรมจะอ่านเฉพาะรูปภาพป้ายบอกพรรณไม้ที่ใส่ไว้ในโปรแกรมเท่านั้น และเมื่ออ่านภาพที่ถูกโปรแกรมไว้ จะปรากฏการ์ตูนแอนิเมชั่น ทำให้เกิดความน่าสนใจ สนุกและสามารถสอดแทรกความรู้ให้กับผู้ชมได้ โปรแกรมนี้สามารถอ่านภาพได้ทั้งหมด 60 ภาพ โดยจะเป็นป้ายบอกรายละเอียดพรรณไม้ 30 ชนิด ที่อยู่ในโรงเรือนกระจก 4 เรือนได้แก่ เรือนป่าดิบชื้น เรือนพืชทนแล้ง เรือนกล้วยไม้และเฟิร์น และเรือนพรรณไม้น้ำ และ โลโก้ของพรรณไม้ 30 ชนิดข้างต้น ล่าสุดเพื่อให้โครงการดังกล่าวมีความสมบูรณ์มากขึ้น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือสวทช. ภาคเหนือ ได้เข้าร่วมในการพัฒนาโครงการ “Smart Gaden” ระยะที่ 2 ซึ่งกำลังดำเนินการ คาดแล้วเสร็จช่วงหน้าหนาวที่จะถึงนี้ Smart Garden ระยะที่ 2 จะมีหน้าที่เหมือนมัคคุเทศก์ช่วยนำทางและให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวที่เข้าเยี่ยมชมสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ โดยใช้การตรวจจับตำแหน่งดาวเทียมหรือจีพีเอสของอุปกรณ์เคลื่อนที่ของนักท่องเที่ยว และจะแสดงสื่อมัลติมีเดียเมื่อนักท่องเที่ยวอยู่ในพิกัดที่ถูกโปรแกรมไว้ ขณะเดียวกัน สวทช. ภาคเหนือ ยังได้สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พัฒนาโปรแกรมท่องเที่ยวสำหรับพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ โดยชื่อว่า Bhuping (ภูพิงคฯ) โดยแอพพลิเคชั่น “Bhuping” จะเป็นทั้งมัคคุเทศก์นำชมพระตำหนักภูพิงคฯ และให้ข้อมูลทั้งภาพและเสียงสำหรับสถานที่สำคัญ โดยจะแสดงขึ้นมาเมื่ออยู่ในตำแหน่งดาวเทียมจีพีเอสที่กำหนดไว้ และสามารถอ่านภาพป้ายชื่อกุหลาบต่าง ๆ ในพระตำหนัก รวมถึงแสดงข้อมูลของกุหลาบนั้น ๆ ออกมาได้โปรแกรมนี้รองรับ 3 ภาษา คือไทย จีน และอังกฤษ นอกจากแอพพลิเคชั่น Smart Garden ดร.สุญาณี ยังมีแนวคิดในการพัฒนาการท่องเที่ยว สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อย่างต่อเนื่อง จึงได้มีการพัฒนาปรับปรุงตกแต่ง พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ที่มีอยู่ในสวนพฤกษศาสตร์ให้มีความน่าสนใจ และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่เรียกว่า “Smart Museum” (สมาร์ท มิวเซียม) อีกด้วย Smart Museum จะเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่เน้นให้ผู้ชมได้รับความสุข ความสนุกสนาน เสมือนได้ท่องอยู่ในโลกของต้นไม้ และได้รับความรู้ต่าง ๆ เช่น การพรางตัวของแมลงซึ่งใช้เทคนิคโปรเจคชั่น แม็พปิง (Projection Mapping) ความมหัศจรรย์ของพืช เมล็ดพืช การ์ตูนแอนิเมชั่นการสร้างอาหารของพืช และความสวยงามของเซลล์พืชจากส่วนต่าง ๆ ของพืช จากจุดเริ่มต้น กลายเป็นความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทำให้การเกิดการท่องเที่ยวที่มีความน่าสนใจ และสามารถให้ความรู้ต่าง ๆ แก่นักเรียน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ และเป็นการประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด Bhuping และ Smart Garden ได้ที่เพลย์สโตร์บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ส่วนไอโอเอส อยู่ระหว่างการพัฒนา.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เทคโนโลยีในสวนพฤกษศาสตร์ฯ
Blog
-

เทคโนโลยีในสวนพฤกษศาสตร์ฯ
Facebook Comments -

‘ทีโอที’ เตรียมโละธุรกิจไม่ทำกำไร
บอร์ดทีโอที พร้อมโละธุรกิจไม่ทำกำไรให้องค์กรตามแผนพลิกฟื้น พร้อมสรุปคดีพิพาท 2.1 แสนล้านบาท ส่งซุปเปอร์บอร์ดเห็นชอบ นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ โฆษกคณะกรรมการ (บอร์ด) บริหาร บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บอร์ดได้สรุปข้อพิพาททางกฎหมายและแนวทางแก้ไข และแนวทางการปรับปรุงแผนแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย การพิจารณาเลิกดำเนินธุรกิจที่ไม่ก่อให้เกิดผลกำไรแก่องค์กร การกำหนดมาตรการลดค่าใช้จ่ายโดยละเอียดในทุกกลุ่มธุรกิจ เพื่อให้มีอัตราใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และจัดทำแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้จากโครงการที่มีอยู่แล้ว ให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (ซุปเปอร์บอร์ด) หรือ คนร.ไปเมื่อวันที่ 29 ส.ค.57 ตามที่ซุปเปอร์บอร์ดได้กำหนดไว้ รายงานข่าวจากทีโอที ระบุว่า มูลค่าคดีความเสียหายที่เกิดขึ้นของทีโอทีโดยรวมประมาณ 2.1 แสนล้านบาท ประกอบด้วย กรณีที่คู่สัญญาของ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ค้างชำระค่าเชื่อมต่อเลขหมาย (แอ็คเซสชาร์จ) หรือ เอซี รวม 1.38 แสนล้านบาท แบ่งเป็น กสท 4,200 ล้านบาท บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค จำนวน 9.7 หมื่นล้านบาท บริษัท ทรูมูฟ จำกัด มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) มูลค่า 2,400 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีความเสียหายอื่น ๆ อาทิ คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส 7.4 หมื่นล้านบาท โดย 5 หมื่นล้านบาทมาจากการที่ ครม. ชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีมติให้เอกชนหักส่วนแบ่ง10%ไปเป็นภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม และในส่วนของโทรศัพท์พื้นฐาน คือ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น 1,400 ล้านบาท และ ทีทีแอนด์ที 700 ล้านบาท นอกจากนี้ บอร์ดได้อนุมัติการลาออกของ นายยงยุทธ วัฒนสินธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที โดยให้เหตุผลในเรื่องของสุขภาพ ซึ่งบอร์ดได้อนุมัติตามสัญญา และมีผลสิ้นสุดการเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที วันที่ 29 ก.ย.57 และได้ให้ นายรังสรรค์ จันทร์นฤกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตรวจสอบ เป็นรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที แทน พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อยเพื่อดำเนินกระบวนการสรรหาคนใหม่โดยเร็วที่สุด.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ทีโอที’ เตรียมโละธุรกิจไม่ทำกำไรFacebook Comments -

โฆสิตเบรกรัฐใช้มาตรการกระตุ้นศก.
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) หลักสูตรความรู้เศรษฐกิจสู่ประชาคมอาเซียน จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ช่วงที่เหลือของปีนี้คงไม่มีความจำเป็นที่ต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เนื่องจากเชื่อว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว (จีดีพี) ไดัที่ 2% เพราะเศรษฐกิจไทยเริ่มปรับตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา “จีดีพีปีนี้ จะสามารถขยายตัวได้ที่ 2% โดยไม่จำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งส่วนตัวมองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจควรกระตุ้นเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และขณะนี้ยังไม่เห็นถึงความจำเป็นต้องออกมาตรการใดๆ เพิ่มเติม เพราะเศรษฐกิจไทยได้เงยหัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยการเร่งเบิกจ่ายภาครัฐเป็นวิธีที่ดีที่สุด” ขณะที่ รายชื่อ ครม. ตามกระแสข่าวที่จะเข้ามาบริหารประเทศนั้น มองว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการขับเคลื่อนประเทศให้สามารถเดินหน้า ซึ่งเชื่อว่าเตรียมข้อมูลและขั้นตอนดำเนินงานปฏิรูปประเทศไว้แล้ว แต่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่นั้น จะต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบและมีความโปร่งใสมากที่สุด นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องดำเนินการ 3 ระยะ แบ่งเป็น 13 มาตรการ ได้แก่ ระยะสั้น รัฐบาลควรเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐให้เร็วที่สุด ทั้งงบประมาณประจำและงบประมาณลงทุน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนวงเงินในเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงานซึ่งช่วยให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น, ยกเลิกกฎอัยการศึก เพื่อให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้น, การดูแลราคาสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา ควรที่จะให้มีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท ประกอบกับกระทรวงพาณิชย์กำหนดราคาข้าวแนะนำจะทำให้ราคาข้าวปรับตัวขึ้น รวมทั้ง ดูแลราคาสินค้าและการปรับลดราคาพลังงาน ที่ช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน ที่สามารถผลักดันให้จีดีพีขยายตัวได้อยู่ในกรอบ 1.5-2% ภายใต้ตัวเลขการส่งออกที่ 1-1.5% ขณะที่ ระยะกลาง คือการประมูลจัดซื้อจัดจ้างในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ที่คาดว่าจะมีวงเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 300,000 ล้านบาท, การจัดหาพลังงานทดแทน เช่น ก๊าซชีวมวล, ก๊าซชีวภาพ, การกระจายรายได้ให้กับประชาชน, ปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนภายในประเทศ รวมถึง การสนับสนุนการค้าชายแดน เพื่อให้ประเทศในภูมิอาเซียนเกิดการลงทุนตาม และการปฏิรูปการศึกษาอีกด้วย สำหรับ ระยะยาว รัฐบาลจะต้องสร้างให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ทั้งการกำหนดราคาอาหารและพลังงาน ให้มีราคาที่เหมาะสม, สนับสนุนการศึกษา ทั้งภาษาอังกฤษและจีน ให้พร้อมในการทำการค้าและรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี), จัดการปัญหาคอร์รัปชั่นให้มีแนวโน้มลดลง เพราะมีผลตอการตัดสินใจลงทุนของต่างประเทศ และส่งเสริมวิทยาศาสตร์และการวิจัยพัฒนาให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยใหัเศรษฐกิจไทย ในปี 58 ขยายตัวอยู่ที่ 5% ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย คือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ช้ากว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะปัญหาของวิกฤติการเมืองยูเครนกับรัสเซีย และสหรัฐกับรัสเซียที่มีมาตรการคว่ำบาตร ทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบทำให้การส่งออกของไทยติดลบในเดือน ก.ค. ซึ่งคาดว่าภาพรวมการส่งออกจะขยายตัวได้เพียง 1-1.5% จากเดิมที่คาดไว้ 3% ส่วนราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ปรับราคาลดลง เช่น ข้าว ยางพารา ส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรที่ไม่เกิดการจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากมีภาระหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบเพิ่มขึ้น รวมทั้ง นักศึกษาจบใหม่จำนวนมาก แต่ยังหางานทำไม่ได้ ขณะเดียวกัน รายชื่อรัฐมนตรีที่เข้ามาดูแลเศรษฐกิจของประเทศนั้น เชื่อว่าเป็นบุคคลที่พร้อมทำงานได้ทันที และสามารถทำงานด้วยความเข้าใจในเศรษฐกิจ เพราะมีจุดมุ่งหมายในการแก้ไขเหมือนกัน ทั้ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะมาเป็นรองนายกฯ ดูแลด้านเศรษฐกิจ ถือเป็นบุคคลที่เจ้าใจด้านการเงินและการคลังอย่างดี ส่วนนายสมหมาย ภาษี อดีต รมช.คลัง ที่จะมาดูแลกระทรวงการคลัง ถือว่ามีความเหมาะสม เพราะมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี ที่เข้าใจนโยบายในการพัฒนาประเทศ ที่จะเข้ามาปฏิรูปโครงสร้างภาษี และการจัดเก็บรายได้ เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โฆสิตเบรกรัฐใช้มาตรการกระตุ้นศก.Facebook Comments