ซีจีซี ทุ่ม 20 ล้านบาท สร้างศูนย์รวมเทคโนโลยีรับลูกค้าองค์กรที่มีการเติบโตสูงขึ้น ล่าสุด จับมือ เอปสัน ชูจุดเด่นแอพพลิเคชั่นสมัยใหม่ช่วยต่อยอดธุรกิจให้ลูกค้าองค์กร นายชัยทัต แซ่ตั้ง ประธานกลุ่ม บริษัท CGC กล่าวถึงการเปิดศูนย์ ซีจีซี อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ (CGC Innovation Center) ที่ร่วมกับเอปสัน ว่า บริษัทฯ ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 20 ล้านบาท เพื่อให้บริการกลุ่มองค์กรที่เป็นศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต โดยลูกค้าจะเกิดทางเลือกใหม่ในการใช้งานในผลิตภัณฑ์เอปสัน ทั้งการต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอนของเอปสัน เพื่อความมั่นใจในเรื่องบริการหลังการขาย และเพิ่มซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยซีจีซี เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าองค์กรแต่ละราย ตั้งแต่การมีระบบเอสเอ็มเอสแจ้งเตือนสำหรับเครื่องซ่อมเสร็จ, แอพพลิเคชั่นตรวจสอบสถานะการซ่อม, การแจ้งราคาประเมินค่าซ่อม, พร้อมระยะเวลาซ่อมที่เร็วเป็นพิเศษ เป็นต้น สำหรับการพัฒนาโชว์รูมของเอปสันในครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบใหม่ของทั้ง 2 บริษัท ในขณะที่เอปสันสนับสนุนอุปกรณ์และองค์ความรู้ของผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งไม่มีขายในท้องตลาดปกติ มาแสดงในโชว์รูมให้ลูกค้าได้ทดลองใช้งาน ซีดีซี จะพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพิ่มเติมต่อยอด เป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้กับตลาดประเทศไทย และเอปสันก็ได้แอพพลิเคชั่นนำไปขยายในตลาดประเทศอื่น ๆ ได้ด้วย ทั้งนี้ ตั้งเป้ารายได้ที่จะมาจากการทำธุรกิจร่วมกันในปีนี้ที่ 30 ล้านบาท จะเติบโตอีกประมาณ 10% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มบริษัท ซีจีซี ประกอบด้วย บริษัท ไชยกาญจน์ คอนเซ้าท์ติ้ง, บริษัท บอสอัพ โซลูชั่น, และบริษัท ดรีมไลน์ ครีเอชั่นส์ มียอดขายรวมประมาณปีละ 200 ล้านบาท ตั้งเป้าปีนี้เติบโต 25% ซึ่งกลุ่มลูกค้าในปัจจุบันจะเป็นกลุ่มราชการและกลุ่มรัฐวิสาหกิจ 70% และองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ 30% ซึ่งภายใน 2 ปีนี้ จะมีการปรับพอร์ตเพิ่มสัดส่วนของภาคเอกชนขึ้นเป็น 50-50.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ซีจีซี’ ผนึก ‘เอปสัน’ สร้างศูนย์ไอที
Blog
-

‘ซีจีซี’ ผนึก ‘เอปสัน’ สร้างศูนย์ไอที
Facebook Comments -

‘ทรู อินคิวบ์ รุ่น 2’ ดันผลงานออกสู่ตลาดจริง – ฉลาดสุดๆ
ช่วงนี้วงการสตาร์ตอัพ หรือผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีหน้าใหม่ของไทยกำลังคึกคัก เมื่อหลายเวทีสตาร์ตอัพที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ หรือ โอปเรเตอร์ แต่ละรายเป็นผู้จัดขึ้น เริ่มประกาศผลและนำผลงานทีมผู้ชนะเลิศออกสู่ตลาดแล้ว โครงการทรู อินคิวบ์ (True Incube) ของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถือเป็นหลักสูตรบ่มเพาะผู้ประกอบการไทยด้านเทคโนโลยี ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่ฝันจะสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จและเกิดขึ้นได้จริง ก็เป็นหนึ่งในเวทีที่ได้แนะนำผลงานของ 5 ทีม ผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายของโครงการรุ่นที่ 2 ต่อนักลงทุนชั้นนำของโลกเช่นกัน นายปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ผู้อำนวยการบริหาร ทรู อินคิวบ์ กล่าวว่า หลังจาก 5 ทีม เข้าบูทแคมป์ 90 วัน จนสามารถผลิตและพัฒนาผลงานออกมาได้จริงและพร้อมที่จะนำออกสู่ตลาด จึงได้มีการจัด เดโม เดย์ แนะนำผลงานให้นักลงทุนมากกว่า 15 ราย จากทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไทย ฯลฯ ซึ่งมี 3-4 ทีมที่เริ่มได้รับเงินทุนจากกลุ่มนักลงทุนแล้ว และมี 2 ทีม ที่นำผลงานออกสู่ตลาดและเริ่มมีรายได้กลับเข้ามาแล้ว “ต่อจากนี้ไปหลังจากเสร็จสิ้นการแนะนำผลงานกับกลุ่มนักลงทุนแล้ว ทางทรู จะให้การสนับสนุนเงินทุนตั้งต้น และเข้าไปแนะนำการดำเนินธุรกิจของแต่ละทีม การหารายได้ รูปแบบธุรกิจ รวมถึงการแนะนำผลงานเข้าสู่ตลาด พร้อมการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ผลงานเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น” สำหรับผลงาน 5 ทีม ประกอบด้วย คอร์ส สแควร์ (Course Square) เป็นศูนย์กลางระหว่างผู้เรียนและผู้สอนออนไลน์ของประเทศ ไทย โดย นายอัคคสิทธิ์ ตรุงกานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งคอร์ส สแควร์ กล่าวว่า ผลงานเป็นเว็บไซต์ที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมคอร์สเรียนออนไลน์ ที่เปิดให้สถาบันและผู้สอนต่าง ๆ นำหลักสูตร หรือคอร์สการเรียนออนไลน์มานำเสนอให้กับผู้ที่สนใจเรียน และสามารถเก็บค่าเรียนผ่านระบบออนไลน์ได้ โดยขณะนี้มี 15 สถาบัน ที่นำ คอร์สการเรียนเข้ามาร่วมมากกว่า 340 บท เนื้อหามีทั้งเรื่องการลงทุน ไอที คอมพิวเตอร์ และวิชาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และมีผู้ลงทะเบียนเรียนแล้วกว่า 100 คน “สถาบันต่าง ๆ สนใจนำคอร์สการเรียนเข้าร่วมเพราะถือเป็นช่องทางที่เพิ่มรายได้ ขณะที่ผู้เรียนเข้ามาที่เดียวสามารถหาคอร์สที่สนใจได้ครบถ้วนและยังสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา สำหรับรูปแบบธุรกิจทางทีมจะมีรายได้มาจากส่วนแบ่งค่าเรียนของคอร์สนั้น ๆ อนาคตมีแผนจะพัฒนาเป็นแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือด้วย” สำหรับผลงานทีมที่ 2 คือ แฮงก์สเตอร์ (Hankster) ซึ่งเป็นบริการนัดแฮงก์เอาต์แห่งเดียวในไทย ซึ่งก็ได้รับความสนใจจาก อุ๊คบี และเอ็ม 8 ให้เงินลงทุนร่วมกับทางทรูแล้วกว่า 1 ล้านบาท โดยนายศิขริน ชลประทิน ผู้ร่วมก่อตั้ง กล่าวว่า บริการของ แฮงก์สเตอร์ มีทั้งแพลต ฟอร์มที่เป็นเว็บไซต์และโมบายแอพพลิเคชั่น โดยจะเป็นตัวกลางนัดแฮงก์เอาต์จับคู่เป็นกลุ่มชาย 3 หญิง 3 เพื่อไปเจอกันตามร้านอาหารและบาร์ต่าง ๆ พร้อมมอบส่วนลดในการใช้บริการ โดยหลังจากเปิดให้บริการ 2 เดือน มีผู้ลงทะเบียนแล้วมากกว่า 1,000 คน และเกิดการจับคู่แล้วมากกว่า 25 ครั้ง “บริการของแฮงสเตอร์ คล้าย ๆ เป็นการซื้อดีลร้านอาหาร เพื่อจะได้ไปพบเพื่อนใหม่ โดยจะคิดว่าบริการ 500 บาท ต่อคน และจะได้เครื่องดื่ม 1 ดริ๊งค์ และทางบริษัทจะจับคู่กลุ่มคนที่มีความชอบเหมือนกันให้ได้เลือก พร้อมกับติดต่อจองโต๊ะร้านอาหารให้ตามเวลาที่ลูกค้าต้องการ ขณะนี้มีร้านที่เข้าร่วมโครงการมากกว่า 10 ร้านอยู่ตามโซนต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ที่คนนิยมไปแฮงก์เอาต์กัน อนาคตเตรียมขยายไปในต่างจังหวัดด้วย” ขณะที่ผลงานทีมที่ 3 คือ เว็ตไซต์ (Vetside) เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับสัตวแพทย์ แห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย นสพ.ธนพัฒน์ สุขวิสุทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง กล่าวว่า ให้บริการในแพลตฟอร์มเว็บไซต์ (www.vetside.net) แต่ในเร็ว ๆ นี้เพิ่มในรูปแบบแอพพลิเคชั่น โดยผู้ที่เข้ามาใช้งานต้องเป็นสัตวแพทย์และลงทะเบียนยืนยันตัวตน ขณะนี้มีสัตวแพทย์เข้ามาลงทะเบียนใช้งานแล้ว 700 คน จากสัตวแพทย์ในประเทศไทยทั้งหมด 7,000 คน โดยต้องการให้เป็นสังคมออนไลน์ที่เป็นแหล่งรวมข้อมูลในการรักษาสัตว์ประเภทต่าง ๆ โดยสัตวแพทย์ที่ลงทะเบียนสามารถเข้ามาแชร์กรณีศึกษาและวิธีการรักษาให้กับคนอื่น ๆ ได้ เนื่องจากแต่ละคนก็มีความเชี่ยวชาญในการรักษาสัตว์ที่ต่างกัน ซึ่งปัจจุบันมีเคสแปลก ๆ ในการรักษามากมาย เช่น การผ่าตัดงูที่กินขวดยาคูลท์เข้าไป ซึ่งสัตว์แพทย์ที่ทำการผ่าตัดก็เข้ามาแชร์วิธีและรูปภาพการรักษา ซึ่งงูตัวนั้นก็สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ ฯลฯ “รูปแบบธุรกิจและรายได้ จะมาจากโฆษณายาและเวชภัณฑ์ที่ใช้รักษาสัตว์ที่มีมูลค่าตลาดประมาณ 24,000 ล้านบาทต่อปี แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่สามารถโฆษณาได้ตามสื่อต่าง ๆ เนื่องจากติดข้อจำกัดทางกฎหมาย ซึ่งขณะนี้เริ่มมีบริษัทยาติดต่อเข้ามาเพื่อสนับสนุนโฆษณาแล้ว ซึ่งสามารถทำได้เนื่องจากเป็นระบบปิด” นอกจากนี้ยังมี 2 ทีม ที่มีผลงานน่าสนใจไม่แพ้กัน คือ โฮลา (Hola) ที่เป็นแชต แอพพลิเคชั่นบนแผนที่ ซึ่งสามารถแชตกับเพื่อนบนแผนที่ได้ และสามารถรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวในพื้นที่บริเวณเดียวกันได้ และยังสร้าง อวาตาร (avatar) และตกแต่งเพื่อใช้แทนตัวตนของผู้เล่น เป็นการสร้างโลกเสมือนจริงบนสมาร์ทโฟน โดยเปิดให้ดาวน์โหลดแล้วในระบบปฏิบัติการณ์ไอโอเอส และแอนดรอยด์ และมียอดผู้ใช้งานแล้วมากกว่า 2,000 คน มีการซื้อของบนแอพพลิเคชั่นแล้วมากว่า 33,000 รายการ โดยโฮลา ก็ได้รับความสนใจจากกลุ่ม 500 สตาร์ตอัพให้เงินลงทุนเรียบร้อยแล้ว ส่วนผลงานสุดท้าย คือ ทีม Puun ที่ได้รับเงินลงทุนจากกลุ่ม เอ็ม 8 แล้วเช่นกัน โดยเป็นโซลูชั่นระบบจัดการข้อมูลทางบัญชีที่ช่วยแปลงข้อมูลตัวเลขที่เข้าใจยากและน่าเบื่อให้เป็นข้อมูลเชิงกราฟิก พร้อมระบบหลังบ้าน เพื่อสามารถติดต่อลูกค้าและติดตามผล ขณะนี้ได้เป็นพันธมิตรกับสำนักงานบัญชี 10 ราย และ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งสำนักงานบัญชีทั้ง 10 ราย มีฐานลูกค้ารวมกันมากกว่า 1,000 บริษัท ถือเป็นผลงาน 5 ทีมสุดท้ายที่ได้รับการผลักดันให้พัฒนาออกสู่ตลาดจริง ๆ จากนี้คงต้องรอวัดผลความสำเร็จในไทยและตลาดโลกต่อไป. จิราวัฒน์ จารุพันธ์ JirawatJ@dailynews.co.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ทรู อินคิวบ์ รุ่น 2’ ดันผลงานออกสู่ตลาดจริง – ฉลาดสุดๆFacebook Comments -

มรสุมรุมกระหน่ำท่องเที่ยว ดับฝันเพิ่มรายได้ช่วยศก.
อีกไม่ถึง 2 เดือน… เมืองไทยจะก้าวเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่น ซึ่งเป็นฤดูกาลที่บรรดาภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง และภาครัฐเองต่างเฝ้ารอ เพราะคาดหวังว่าเป็นช่วงที่มีเงินตราต่างประเทศจากนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ต้องหยุดชะงักไปจากเหตุปัจจัยการเมืองในประเทศ แต่ความคาดหวังที่ว่า…อาจไม่ง่ายนัก… ที่จะได้ดั่งใจหวังไว้ เพราะในเวลานี้ “เค้าลาง” สารพันปัญหาด้านการท่องเที่ยวกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากปัจจัยลบในประเทศ และปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎเหล็กอย่าง “กฎอัยการศึก” ที่ ณ วันนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช.ได้ชี้แจงว่ายังเป็นเรื่องจำเป็นต่อการทำงาน ที่สำคัญไม่ได้มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน รวมถึงมั่นใจว่าชาวต่างชาติส่วนใหญ่ก็เข้าใจอยู่แล้ว ในมุมมองของ คสช. เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวมากนัก แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ทุกวันนี้ยังมีรัฐบาลต่างประเทศอีก 60 ประเทศ ที่ยังไม่ได้ยกเลิกการออกประกาศเตือนพลเมืองของตัวเองในการเดินทางท่องเที่ยวเมืองไทยเลย และมีเพียงส่วนน้อยเพียง 7 ประเทศเท่านั้น ที่ได้ยกเลิกประกาศเตือน สอดคล้องกับตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าไทย ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ค. ที่ผ่านมา ยังคงติดลบถึง 10.47% โดยมีเพียง 13.62 ล้านคน จริงอยู่แม้ว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา การทำงานของ คสช. จะได้ใจคนไทยไปในหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นชาวนา บรรดาผู้ใช้รถโดยสาร ทั้งรถแท็กซี่ รถตู้ รถจักรยานยนต์ ลูกหนี้นอกระบบ บรรดาข้าราชการชั้นผู้น้อย หรือแม้แต่การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น เรื่องของมาเฟียตามสถานที่ท่องเที่ยวในทุกรูปแบบ หรือการกวาดล้างชายหายที่บดบังทัศนียภาพของแหล่งท่องเที่ยว รวมไปถึงการดึงดูดการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวไทยอีกครั้ง ด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้นักท่องเที่ยวจีนและไต้หวัน เป็นเวลา 3 เดือนในช่วงไฮซีซั่นนี้ หลังจากที่นักท่องเที่ยวจีนหดหายไปมาก ตลอดจนการอนุมัติงบประมาณให้อีก 200 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งกองทุนในการรับประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยว โดยให้วงเงินคุ้มครองสูงสุดถึง 1 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นแคมเปญเด็ดที่จะดึงดูดและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น แต่การที่ประเทศไทยยังอยู่ในภาวะที่ไม่เป็นสากล ทำให้นักท่องเที่ยวจากหลายประเทศกลับยังไม่ยอมรับ แม้จะเข้าใจถึงสภาพการณ์ของปัญหาที่เกิดขึ้นก็ตาม จึงส่งผลให้ไทยอาจต้องพลาดโอกาสสำคัญ และทำให้แผนการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวอาจไม่เป็นอย่างใจหวังไว้.. เพราะไม่เพียงแค่ปัจจัยภายในประเทศเท่านั้น ปัจจัยลบภายนอก อย่างเรื่องของนักท่องเที่ยวรัสเซีย ที่เป็นตลาดหลักอันดับ 2 รองจากประเทศจีน ที่ได้รับผลกระทบการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากทางชาติตะวันตก ทำให้เศรษฐกิจในประเทศถดถอยเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวจากที่เคยท่องเที่ยวข้ามทวีป ต้องชะลอการเดินทางทันที หรือ แม้จะต้องการเที่ยว แต่บริษัททัวร์บางบริษัท ที่แบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ ไม่ไหว ได้ทยอยปิดกิจการลง และบางแห่งถึงขั้นลอยแพ นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ต่างประเทศ เพราะต้นทุนสำหรับรับผู้โดย สารลำเลียงกลับมาไม่คุ้มค่า ขณะที่ความคาดหวังการพึ่งพิงตลาดนักท่องเที่ยวยุโรป ซึ่งเป็นตลาดศักยภาพที่ใช้จ่ายสูงก็เริ่มยากขึ้นเพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังไม่คลายกังวลในเรื่องความปลอดภัยอยู่ ชาวยุโรปจึงหนีหาย และตัดสินใจเดินทางไปเที่ยวประเทศอื่นแทนโดยเฉพาะ “เพื่อนบ้านอาเซียน” ทั้งเวียดนาม เมียน มาร์ ที่แม้สาธารณูปโภคพื้นฐานอาจไม่พร้อมเท่าไทย แต่ด้วยความสดใหม่ ความปลอดภัยในแง่การเมือง ถือว่าได้เปรียบ กว่ามาก ดังนั้น… นักท่องเที่ยวที่เคยเลือกอยู่เมืองไทยเป็นเวลานานถึง 15 วัน ก็เลือกที่จะเดินทางไปเที่ยวเวียดนามมากขึ้น โดยลดจำนวนวันที่จะอยู่เมืองไทยลง นั่นหมายความว่า รายได้จากการท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศก็ย่อมน้อยลงไปด้วย ด้วยปัจจัยลบและกระแสต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามา ถือว่าเป็นช่วงเวลาไฮซีซั่นที่น่าหวั่นใจอย่างยิ่ง และต้องลุ้นกันว่า ปีนี้ภาคท่องเที่ยวไทยจะออก “หัวหรือก้อย” เพราะต้องยอมรับว่า การคาดหวังให้จำนวนนักท่องเที่ยวพุ่งทะยานได้เท่าปีที่แล้วหรือมากกว่าปีที่แล้ว ก็คงหวังได้จากในช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึงนี้เท่านั้น! หากยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวหรือฉกฉวยโอกาสนี้กลับมาได้อีก อาจทำให้เป้าหมายรายได้ที่ทุกฝ่ายลดลงมาแล้วเหลือเพียง 1.9 ล้านล้านบาท ไปไม่ถึงฝั่งฝันก็เป็นได้ แม้ช่วงเวลานี้…คนไทยทุกคนกำลังรอคอยหน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่อยู่ก็ตาม แต่เรื่องของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นเรื่องที่อ่อนไหวและเกี่ยวข้องกับเหตุปัจจัยหลายด้าน ดังนั้นจึงต้องจับตาดูและวัดฝีมือรัฐบาลชุดใหม่ว่า จะเรียกนักท่องเที่ยวกลับคืนมาได้มากน้อยหรือไม่!!. เอวิกานต์ บัวคง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : มรสุมรุมกระหน่ำท่องเที่ยว ดับฝันเพิ่มรายได้ช่วยศก.Facebook Comments