Blog

  • บอร์ดทอท.ไฟเขียวงบ24,000ล้าน

    บอร์ดทอท.ไฟเขียวงบ24,000ล้าน

     นายประสงค์ พูลธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะประธานคณะกรรมการ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด ทอท.ได้เห็นชอบให้ดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารขึ้นใหม่ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมกับโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (โมโนเรล) วงเงินรวม 24,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตผู้โดยสารในอนาคตที่จะเกิน 60 ล้านคนในปี 60-62 และทดแทนโครงการขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 มูลค่า 6.25 หมื่นล้านบาท ที่ถูกตรวจและชะลอการก่อสร้างออกไปอีก 10 ปี หรือปี 67-70 ทั้งนี้ อาคารผู้โดยสารหลังใหม่อยุ่บริเวณทิศเหนือของอาคารเทียบเครื่องบิน เอ รองรับผู้โดยสารทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก 20 ล้านคน ซึ่งจะทำให้สุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสารได้เป็น 65 ล้านคน และหลังจากนี้จะให้สรุปแผนดำเนินโครงการภายใน 2 เดือน เพื่อเสนอขออนุมัติจากบอร์ด ก่อนเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะเปิดประกวดราคาก่อสร้างได้ในปี 58 และเสร็จภายใน 4 ปี หรือปี 61 สำหรับการก่อสร้างโครงการนี้เป็นไปตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีมติเมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ให้พิจารณาแนวทางการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารภายในประเทศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ทันที เพราะเป็นพื้นที่ว่างและไม่ได้ทับซ้อนกับโครงการในแผนขยายสุวรรณภูมิระยะ 2 ส่วนแผนการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 จำเป็นต้องชะลอออกไป เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบจากคณะกรรมการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.)  ” เดิมแผนขยายสุวรรณภูมิระยะที่ 2 วงเงินลงทุน 6.25 หมื่นล้านบาท จะรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 15-20 ล้านคนต่อปี แต่การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารใหม่ลงทุนน้อยกว่าเพียง 2.4 หมื่นล้านบาท แต่เกิดประโยชนคุ้มค่ากว่า และยังสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 20 ล้านคนเท่ากัน โดยมีขนาด 10 หลุมจอดแบบประชิดอาคารด้วย นอกจากนี้หากมีแผนขยายสุวรรณภูมิระยะ 2 ใช้เงินลงทุน 6.25 หมื่นล้านบาทในช่วงนี้ จะทำให้ ทอท.ขาดสภาพคล่องทางการเงินในปี 59-60 ต้องกู้เงินหรือออกพันธบัตร แต่ถ้าก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแทน ทอท.จะไม่มีปัญหาการเงิน เพราะ ทอท.มีเงินสดหมุนเวียน 6 หมื่นล้านบาท อีกทั้งปีนี้ยังคาดว่าจะมีกำไรเกิน 1 หมื่นล้านบาทด้วย” ประธานบอร์ด ทอท. กล่าวว่า บอร์ดมีมติเห็นชอบตามมติ คสช. เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ให้กระทรวงคมนาคมประสานกับกองทัพเรือเพื่อพิจารณาแนวทางการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 โดย ทอท.จะเข้าไปบริหารสนามบินแห่งนี้ด้วย เพื่อรองรับเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ คาดว่าจะใช้วงเงินลงทุนเพื่อการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลักร้อยล้านบาท ส่วนรันเวย์สามารถใช้งานได้ ในระยะแรกคาดว่าจะรองรับผู้โดยได้ประมาณ 2.5 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้ ยังได้มีมติพิจารณาวาระเร่งด่วนให้ย้ายว่าที่ ร.ท.จตุรงคพล สดมณี ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง มาช่วยงานในสำนักงานส่วนกลาง 30 วันเพื่อรอสอบสวนการทำงาน หากจรวจสอบแล้วไม่พบความผิดปกติจะกลับไปรับตำแหน่งเดิมได้ พร้อมกับรับทราบการลาออกของนายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.จะมีผลในวันที่ 16 ก.ย.57 นี้ พร้อมกับแต่งตั้งนายนิรันดร์ ธีรนาทสิน กรรมการอิสระ ทำหน้าที่รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. และจะเร่งสรรดำเนินการสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ภายใน 3 เดือน โดยยืนยันว่า ในระหว่างนี้นายเมฆินทร์จะยังคงทำงานไปจนกว่าถึงกำหนดลาออก  ขณะเดียวกันแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ลาออก โดยให้ พลโทกัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุมธการ ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และการบริหาร เป็นกรรมการอิสระ แทนนายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ และพลอากาศโทประกิต ศกุณสิงห์ ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศเป็นกรรมการอิสระแทนนายถิรชัย วุฒิธรรม สำหรับโครงการติดตั้งระบบคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (เอพีพีเอส) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ล่าสุด คตร.ได้พิจารณาให้ทบทวนการดำเนินโครงการ ซึ่งกำลังรอหนังสือแจ้งกลับจากกระทรวงคมนาคม เพื่อปรับเงื่อนไขเรื่องการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพราะขัดต่อพรระราชบัญญัติการเงืนการคลัง รวมทั้งปรับเงื่อนไขการพิจารณาเดิมพิจารณาด้านเทคนิคและราคา ในสัดส่วน 90 ต่อ 10 ให้เปลี่ยนเป็น 70 ต่อ 30 เพื่อความเป็นธรรมและเปิดกว้างในการประกวดราคา ส่วนแผนการก่อสร้างรันเวย์ที่ 3 สุวรรณภูมิ ให้ไปทำการสรุปว่าจะสร้างขนาดความยาว 2,900 เมตร ซึ่งต้องศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือขนาด 4,000 เมตร ต้องศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพและด้านสิ่งแวดล้อมด้วย โดยต้องเปรียบเทียบแนวทางความเป็นไปได้ที่เกิดประโยชน์คุ้มค่ารวมทั้งผลกระทบทางด้านเสียงที่จะเกิดขึ้น เพื่อจะได้เตรียมวางแผนไว้ล่วงหน้า ซึ่งรันเวย์ที่ 3 จะช่วยแบ่งเบาภาระในกรณีที่จะต้องมีการปิดซ่อมรันเวย์

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บอร์ดทอท.ไฟเขียวงบ24,000ล้าน

  • ไทยถอยประมูลข้าว 5 แสนตันของฟิลิปปินส์

    ไทยถอยประมูลข้าว 5 แสนตันของฟิลิปปินส์

    นายชูเกียรติ  โอภาสวงศ์นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ที่รัฐบาลฟิลิปปินส์จะเปิดประมูลเพื่อนำเข้าข้าวขาว25% ปริมาณ 500,000 ตัน แต่ทราบว่าผู้ส่งออกข้าวไทยไม่ให้ความสนใจไปร่วมประมูลดังกล่าวเนื่องจากเงื่อนไขการส่งมอบสินค้าที่กำหนดนั้นปฎิบัติตามได้ยากมากเช่น  ต้องส่งสินค้าให้ถึงหน้าคลังในแต่ละพื้นที่ภายในประเทศฟิลิปปินส์รวมถึงต้องรับผิดชอบคุณภาพข้าวจนกว่าจะเข้าจัดเก็บในโกดัง และต้องเป็นข้าวใหม่แต่ไทยยังไม่มีผลผลิตออกสู่ตลาดหากจะใช้ข้าวจากนาปรังก็มีจำนวนน้อยอาจถูกมองว่าผิดเงื่อนไขไม่ใช่ข้าวใหม่ตามที่รัฐบาลฟิลิปปินส์กำหนดได้ขณะเดียวกันข้าวขาว25% นั้นจะไม่ตรงกับชนิดข้าวที่ผู้ส่งออกไทยมีอยู่ โดยส่วนใหญ่เป็นข้าว5%  ซึ่งหากจะปรับปรุงให้เป็นข้าว25% ก็จะต้องนำปลายข้าวมาผสมแต่ติดปัญหาในตลาดกำลังขาดแคลนปลายข้าวอยู่   “การที่ต้องส่งข้าวไปให้ถีงโกดังในประเทศฟิลิปปินส์เป็นเรื่องยากและมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงเพราะฟิลิปปินส์เป็นเกาะจำนวนมากต้องใช้การขนส่งรูปแบบเฉพาะซึ่งยอมรับว่าเราไม่มีความถนัดส่วนชนิดข้าว25%ไทยก็ไม่ค่อยได้ขายส่วนใหญ่เราขายข้าว5% และยิ่งกำหนดเป็นข้าวใหม่ก็ยังไม่มีของออกมาเลยตอนนี้จึงไม่มีผู้ส่งออกรายใดแสดงความสนใจจะเข้าไปร่วมประมูลตรงที่ฟิลิปปินส์แม้ว่าราคาข้าวไทยจะสามารถแข่งขันได้ก็ตาม” รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่าการที่ฟิลิปปินส์กำหนดเงื่อนไขการประมูลข้าวครั้งนี้เพื่อต้องการให้เวียดนามชนะการประมูลเพราะเงื่อนไขเกือบทั้งหมดเวียดนามสามารถปฏิบัติได้ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาการเปิดประมูลการส่งมอบสินค้า ชนิดข้าวรวมถึงการให้ส่งมอบถึงหน้าที่เวียดนามมีเรือขนาดเล็กสามารถขนส่งได้เหมาะกับภูมิประเทศฟิลิปปินส์ได้อยู่แล้ว 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยถอยประมูลข้าว 5 แสนตันของฟิลิปปินส์

  • คลังสรุปการกู้เงินบินไทย

    คลังสรุปการกู้เงินบินไทย

    นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้สรุปการกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องของบริษัทการบินไทยวงเงิน 28,000 ล้านบาทแล้ว  แบ่งเป็น 2 ส่วน ซึ่งในส่วนแรก 5,000-7,000 ล้านบาท จะให้บริษัทการบินไทย เป็นผู้กู้เองจากสถาบันการเงิน แต่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน เนื่องจากบริษัทการบินไทยยังมีเครดิตอยู่ ซึ่งวงเงินกู้ในจำนวนนี้จะนำไปเสริมสภาพคล่องและชำระค่าเรื่องบิน สำหรับเงินกู้ส่วนที่ 2 วงเงิน 20,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังอาจจะกู้เงินจากสถาบันการเงินและให้บริษัทการบินไทยกู้ต่อ หรือ ให้บริษัทการบินไทยกู้จากสถาบันการเงิน โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน “กระทรวงการคลังมีความจำเป็นต้องค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัทการบินไทย เพื่อแก้ไขฐานะที่มีปัญหา เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ และตอนนี้บริษัทการบินไทยก็ได้ส่งแผนฟื้นฟูให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว และคณะกรรมการของบริษัทการบินไทยก็เร่งหาผู้อำนวยการคนใหม่เข้ามาบริหาร แต่ที่ผ่านมามีคนสมัครน้อย ทำให้ต้องขยายเวลารับสมัครไปถึงวันที่ 3 ต.ค.57” อย่างไรก็ตาม กรณีที่บริษัทการบินไทยขอกู้จากธนาคารออมสิน แต่ธนาคารออมสินยังไม่อนุมัติหากกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน คิดว่าทางธนาคารออมสินยังไม่ทราบข้อมูลว่าบริษัทการบินไทยยังมีเครดิตที่สามารถกู้เงินเองได้อยู่

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังสรุปการกู้เงินบินไทย