Blog

  • ต่างชาติแห่ลงทุนในไทยพุ่ง

    ต่างชาติแห่ลงทุนในไทยพุ่ง

    น.ส.ผ่องพรรณ  เจียรวิริยะพันธ์อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวได้อนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยเดือนส.ค.  57 จำนวน 14 ราย เพิ่มขึ้น 6% เทียบกับส.ค. 56โดยมีเงินลงทุนเข้ามาประกอบธุรกิจ 1,170 ล้านบาทมีการจ้างงานคนไทย 343 คน ส่งผลให้ช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.)มีการอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจในไทยแล้วจำนวน 261 ราย เพิ่มขึ้น 10%  และมีเงินลงทุนช่วง8 เดือนรวมทั้งหมด 14,200 ล้านบาท สำหรับธุรกิจที่ได้รับการอนุญาตให้ประกอบกิจการเดือนส.ค.ได้แก่ ธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือ/ในกลุ่มและบริษัทคู่ค้า จำนวน 27 ราย  คิดเป็นสัดส่วน 75% ของธุรกิจที่ได้รับอนุญาต  มีเงินลงทุนจำนวน  1,113ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการให้กู้ยืมเงินแฟ็กเตอริ่ง ให้เช่าพื้นที่อาคารบริการด้านการตลาด และให้คำปรึกษาแนะนำ เป็นต้นประเทศที่ได้รับอนุญาตได้แก่ญี่ปุ่นสิงคโปร์ ฝรั่งเศส ฮ่องกง เยอรมนี สวีเดน เบลเยียม ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์ ธุรกิจสำนักงานผู้แทน/ภูมิภาคจำนวน 6 ราย คิดเป็นสัดส่วน 17% ของธุรกิจที่ได้รับอนุญาต มีเงินลงทุนจำนวน 18 ล้านบาท  ส่วนใหญ่เป็นการรายงานความเคลื่อนไหวทางธุรกิจเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจการผลิต การตลาด การลงทุน ตลอดจนความต้องการใช้สินค้าและบริการต่างๆในประเทศไทยให้สำนักงานใหญ่ทราบ รองลงมาเป็นการให้คำแนะนำในด้านต่างๆเกี่ยวกับสินค้าของสำนักงานใหญ่ที่จำหน่ายให้แก่ตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ใช้สินค้าในประเทศไทย  ประเทศที่ได้รับอนุญาตได้แก่ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ออสเตรีย และสหราชอาณาจักร พร้อมกันนี้ยังได้อนุญาตธุรกิจค้าปลีก จำนวน  2  ราย คิดเป็นสัดส่วน 5% ของธุรกิจที่ได้รับอนุญาตมีเงินลงทุนจำนวน 13 ล้านบาท  ได้แก่การค้าปลีกแม่พิมพ์ที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และแม่พิมพ์ที่ใช้ในการปั๊มขึ้นรูปชิ้นส่วนโลหะให้แก่ลูกค้าที่สั่งซื้อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งผลิตจากแม่พิมพ์ดังกล่าวและผู้ที่ว่าจ้างให้บริษัทผลิตชิ้นส่วนโลหะให้  ประเทศที่ได้รับอนุญาตคือสิงคโปร์และมาเลเซีย นอกจากนี้ยังมีธุรกิจนายหน้าตัวแทน จำนวน 1 ราย คิดเป็นสัดส่วน 3% ของธุรกิจที่ได้รับอนุญาตมีเงินลงทุนจำนวน 26 ล้านบาท ได้แก่การทำกิจการนายหน้าเพื่อจัดจำหน่ายให้แก่บริษัทในเครือในต่างประเทศประเทศที่ได้รับอนุญาตคือ ญี่ปุ่น 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ต่างชาติแห่ลงทุนในไทยพุ่ง

  • โยนรัฐบาลใหม่ตัดสินขึ้นเงินเดือนราชการ

    โยนรัฐบาลใหม่ตัดสินขึ้นเงินเดือนราชการ

    นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ การขึ้่นเงินเดือนข้าราชการ 8% ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้น กรมบัญชีกลาง และ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กำลังสรุปรายละเอียดทางเลือกการขึ้นเงินเดือน แต่ละทางต้องใช้เงินงบประมาณเท่าไร โดยจะเสนอให้รัฐบาลที่ตั้งขึ้นใหม่พิจารณาได้ทันที แต่การขึ้นเดือนข้าราชการจะเริ่มจ่ายตั้งแต่เดือน ต.ค. 57 นี้ หรือไม่ รัฐบาลใหม่จะเป็นผู้ตัดสินใจ “ขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังจัดทำรายละเอียดแนวทางการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เพื่อเสนอให้ครม.ชุดใหม่พิจารณา โดยหลักการเบื้องต้นจะเสนอเป็นทางเลือกคือ การปรับขึ้นเงินเดือนทั้งระบบ หรืออีกแนวทางคือ ปรับขึ้นเฉพาะข้าราชการชั้นผู้น้อยที่มีเงินเดือนไม่เกิน 9,000 บาท” อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเดิมการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 8% เริ่มจ่ายเดือน เม.ย.58 จะใช้งบประมาณ 26,000  ล้านบาท หากเลื่อนมาจ่ายเดือน ต.ค. 2557 งบจะเพิ่มเป็น 40,000 ล้านบาท หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการขึ้นเงินเดือนที่ต้องพิจารณาอีกครั้ง โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้กำชับให้การขึ้นเงินเดือนครั้งนี้ให้ดูแลข้าราชการชั้นผู้น้อยเป็นพิเศษ เพราะจำนวนมากที่ได้เงินเดือนไม่ถึง 9,000 บาท เช่น ข้าราชการที่กระทรวงกลาโหม ซึ่งการขึ้นเงินเดือนข้าราชการระดับล่างจะได้มากกว่าระดับบน นอกจากนี้ เมื่อขึ้นเงินเดือนข้าราชการแล้ว ก็ต้องหาวิธีการช่วยประชาชนทั่วไปที่มีรายได้น้อยด้วย เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ศึกษาการจ่ายเงินภาษีให้กับคนจน ซึ่งเมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ คลังก็จะเสนอเรื่องนี้ให้พิจารณาเห็นชอบ ซึ่งผลการศึกษาของ สศค. การจ่ายเงินภาษีคนจน จะมีผู้ได้รับเงินจากรัฐบาลประมาณ 18 ล้านคน ต้องใช้เงินงบประมาณปีละ 55,000 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โยนรัฐบาลใหม่ตัดสินขึ้นเงินเดือนราชการ

  • เผยไทย-มาเลย์ต้องการใช้เน็ตบนมือถือสูงสุดในโลก

    เผยไทย-มาเลย์ต้องการใช้เน็ตบนมือถือสูงสุดในโลก

    เทเลนอร์กรุ๊ปร่วมกับทีเอ็นเอสทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 16 – 35 ปีกว่า 2,600 คนในประเทศไทย มาเลเซีย สวีเดน และนอร์เวย์ที่ใช้อินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือ โดยเทเลนอร์ให้คำจำกัดความกลุ่มคนเหล่านี้ว่า 'ผู้นำเทรนด์ดิจิทัล’ ซึ่งเป็นเสมือนผู้นำเทรนด์และการเคลื่อนไหวต่างๆในเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสาร ทั้งนี้ เทรนด์และเทคโนโลยีที่พวกเขาเลือกมักจะถูกนำไปใช้ในการคาดคะเนถึงสิ่งที่จะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้นของประเทศนั้นๆในอนาคตในขณะที่ตลาดมือถือของสแกนดิเนเวียมีความก้าวหน้าอย่างมากในทุกกลุ่มผู้ใช้งานและมีการดาวน์โหลดข้อมูลในปริมาณที่มากกว่ากลุ่มตัวอย่างของผู้ใช้มือถือในไทยและมาเลเซียกลับมีแนวโน้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือที่สูงกว่ากลุ่มตัวอย่างในประเทศสวีเดนและนอร์เวย์โดยผ่านแพลตฟอร์มการสื่อสารที่มีความหลากหลายมากกว่านายซิคเว่ เบรคเก้ รองประธานบริหารเทเลนอร์ กรุ๊ป และเจ้าหน้าบริหารสูงสุด เทเลนอร์ เอเชีย ระบุว่า การเลือกใช้แอพพลิเคชั่นและบริการล่าสุดบนมือถือของวัยรุ่นในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่ง 'ผู้นำเทรนด์ดิจิทัล’ ของเราบางส่วนในประเทศไทยและมาเลเซียกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีและโทรศัพท์มือถือมากที่สุดในโลกไปแล้ว สิ่งนี้บ่งชี้ว่า โอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจเทคโนโลยีบนมือถือในตลาดเหล่านี้อาจจะมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ยังพบว่า ร้อยละ81 ของคนไทยและมาเลเซียใช้แอพพลิเคชั่นแชต (chatapp) เพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวันในขณะที่คนสวีเดนและนอร์เวย์ใช้เพียงร้อยละ 44และร้อยละ 57 เท่านั้นความนิยมในแอพพลิเคชั่นที่โด่งดัง เช่น Whatsapp, Line หรือ WeChat แตกต่างกันไปในสี่ประเทศนี้โดยมีเพียง Facebook Chat เท่านั้นที่ได้รับความนิยมเท่ากันในทุกประเทศ โดย Whatsapp และWeChat เป็นแอพพลิเคชั่นแชตที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่ม'ผู้นำเทรนด์ดิจิทัล’ มาเลเซียในขณะที่ชาวไทยนิยมแอพพลิเคชั่น Lineและ Facebook Messenger มากกว่าโดยประเทศไทยเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลกที่มีการใช้งาน Lineส่วน บริการส่งข้อความสั้น(SMS) ยังคงได้รับความนิยมในประเทศมาเลเซีย สวีเดนและนอร์เวย์ โดยร้อยละ 70ของกลุ่มตัวอย่างใช้บริการนี้เป็นประจำทุกวันส่วน ประเทศไทย มีเพียงร้อยละ 31ของกลุ่มตัวอย่างใช้บริการส่งข้อความสั้นเพียงแค่วันละครั้งเท่านั้น ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะความนิยมในการใช้บริการ Lineหรือ Whatsapp มีมากกว่าประเทศที่มีการใช้งานโซเชียลมีเดียมากที่สุดคือประเทศไทย โดยร้อยละ 72ของกลุ่มตัวอย่างโพสต์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดียผ่านอุปกรณ์พกพาเป็นประจำทุกวัน ตามมาด้วยประเทศมาเลเซียร้อยละ 58 ประเทศสวีเดนร้อยละ 30 และประเทศนอร์เวย์เพียงร้อยละ 11การโทรศัพท์ยังคงเป็นที่นิยมในทั้งสองภูมิภาคโดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 84 ของประเทศไทย ร้อยละ 73 ของประเทศมาเลเซีย ร้อยละ 63 ของประเทศสวีเดน และร้อยละ 67ของประเทศนอร์เวย์ จะโทรออกอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้งร้อยละ 50ของกลุ่มตัวอย่างจากประเทศไทยและมาเลเซียส่งอีเมล์ผ่านโทรศัพท์มือถือในขณะที่กลุ่มตัวอย่างจากประเทศสวีเดนและนอร์เวย์ส่งอีเมลผ่านโทรศัพท์มือถือร้อยละ31 และร้อยละ 21ตามลำดับในส่วนของการโทรคุยแบบเห็นหน้า ร้อยละ 30ของกลุ่มตัวอย่างจากประเทศไทยและมาเลเซียใช้บริการดังกล่าวในขณะที่กลุ่มตัวอย่างจากประเทศสวีเดนและนอร์เวย์ใช้บริการนี้เพียงร้อยละ 14และร้อยละ 4 เท่านั้นการศึกษาสรุปได้ว่า ผู้นำเทรนด์ดิจิทัลในประเทศไทยและมาเลเซียใช้บริการการสื่อสารบนมือถือมากกว่าผู้นำเทรนด์ดิจิตอลในประเทศแถบสแกนดิเนเวียไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดเพราะพวกเขาเลือกที่จะสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มการให้บริการที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นแอพลิเคชั่น โซเชียลมีเดีย และการโทรศัพท์อย่างไรก็ตาม การศึกษากลุ่มตัวอย่างพบว่าถึงแม้ประเทศไทยและมาเลเซียจะใช้บริการออนไลน์และแอพพลิเคชั่นหลากหลายมากกว่ากลุ่มตัวอย่างจากประเทศสวีเดนและนอร์เวย์แต่กลุ่มตัวอย่างจากประเทศสวีเดนและนอร์เวย์กลับมีการดาวน์โหลดและใช้ปริมาณอินเทอร์เน็ตมากกว่ากลุ่มตัวอย่างจากประเทศไทยและมาเลเซียเป็นอย่างมาก

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เผยไทย-มาเลย์ต้องการใช้เน็ตบนมือถือสูงสุดในโลก