ศูนย์เตือนภัยฯ ขึ้นเหนือ เร่งสร้างความรู้ความเข้าใจใน 8 จังหวัดภาคเหนือให้รู้จักและป้องกันตัวเองจากภัยพิบัติ ย้ำ ระบบแจ้งเตือนผ่านฟรีทีวีและทีวีดิจิตอลพร้อมใช้งานแล้ว วอนทุกหน่วยส่งข้อมูลแจ้งเตือน น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และรักษาการที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า สัปดาห์นี้จะเดินทางไปยังภาคเหนือ เพื่อให้ความรู้และความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติใน 8 จังหวัด ทั้งการเกิดแผ่นดินไหว การเกิดน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่รู้วิธีป้องกันภัยจากธรรมชาติได้ด้วยตนเองในเบื้องต้นก่อน ส่วนความคืบหน้าในการเผยแพร่ข้อมูล การแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยผ่านช่องฟรีทีวีและทีวีดิจิตอลนั้น ขณะนี้ศูนย์เตือนภัยฯ ได้วางระบบทีวีครบทุกช่องแล้ว และเมื่อมีเหตุเตือนภัยโดยทุกหน่วยงานมีการอำนวยข้อมูลมาก็จะสามารถขึ้นตัวหนังสือเตือนภัย (ตัววิ่ง) บอกความเคลื่อนไหวและเหตุการณ์ต่างๆ ให้ประชาชนได้รับทราบทันที ผ่านช่องทางทีวีและวิทยุในเวลาเดียวกัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศูนย์เตือนภัยฯ ให้ความรู้พื้นที่เสี่ยงภัยภาคเหนือ
Blog
-

ศูนย์เตือนภัยฯ ให้ความรู้พื้นที่เสี่ยงภัยภาคเหนือ
Facebook Comments -

‘ตรรกะบริโภค’ หรือ ‘อคติพิจารณ์’ – พลังงานรอบทิศ
เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจจัดสัมมนาเรื่อง วิกฤติความเสี่ยงพลังงานกับอนาคตการพัฒนาเศรษฐกิจไทย โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านเข้าร่วมบรรยายให้ความรู้กับประชาชน หนึ่งในวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิคือ ท่านศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ได้เสนอให้มีการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบโดยเสนอให้ลดราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลงอย่างน้อยลิตรละ 3 บาท และให้ปรับขึ้นราคาดีเซล โดยการขึ้นภาษีสรรพสามิตลิตรละ 3-4 บาท รวมทั้งเสนอให้มีการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จากสื่อได้รายงานข่าวผลการสัมมนาแพร่หลายออกไปก็ปรากฏว่ามีปฏิกิริยาออกมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอนี้ในเชิงที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาเป็นสิทธิของผู้วิจารณ์ที่มีความเห็นต่างโดยสุจริตใจ แต่หนึ่งในความเห็นต่างและข้อวิพากษ์ของท่านอดีต ส.ว. ท่านหนึ่งที่แสดงเอาไว้ในเฟซบุ๊กของท่านและมีผู้ติดตามอ่าน ตลอดจนนำมาเผยแพร่ต่อ ๆ กันในโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมากนั้น ผมเห็นว่าน่าจะเป็นความเห็นต่างที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง รวมทั้งอาจเข้าข่ายว่ามี อคติ และอาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนได้ ผมจึงอยากทำความเข้าใจในประเด็นเหล่านี้ให้ชัดเจนดังต่อไปนี้ ท่านอดีต ส.ว. ได้กล่าววิพากษ์เอาไว้ว่ากลุ่มทุน (ซึ่งท่านพยายามตีความว่ารวมถึงกลุ่มนักวิชาการที่มีความเห็นไม่ตรงกับท่านด้วย) พยายามใช้ ตรรกะบริโภค เสนอลดราคาน้ำมันเบนซิน/แก๊สโซฮอล์ ลงลิตรละ 3 บาท คิดเป็นเงิน 2.7 หมื่นล้านบาท/ปี แต่ไปขึ้นราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 3 บาท ซึ่งจะทำให้มีเงินไหลเข้ากองทุนน้ำมันฯ ปีละ 66,000 ล้านบาท (คิดจากยอดขาย 60 ล้านลิตร/วัน) สรุปแล้วกองทุนฯ ยังมีกำไรเพิ่มขึ้นอีกปีละเกือบ 4 หมื่นล้านบาทเงินจำนวนนี้ทั้ง หมดก็จะไหลเข้าไปเพิ่มกำไรให้กับปตท.จึงควรเรียกกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันนี้ว่า กองทุนอำพรางระดับกำไรของปตท. มากกว่า ผมฟังแล้วต้องยกย่องว่าท่านมีความสามารถในการประดิษฐ์วาทกรรมเก่งจริง ๆ แต่ผมเสียใจที่จะต้องชี้แจงว่าสิ่งที่ท่านพูดมานั้นท่านเข้าใจผิดในสาระสำคัญโดยสิ้นเชิง (หรือท่านอาจจะแกล้งไม่เข้าใจผมก็ไม่ทราบได้) เพราะสิ่งที่ อ.พรายพล หรือผมเคยเสนอเอาไว้คือให้ขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลขึ้นไปจากปัจจุบันที่เก็บอยู่เพียง 0.005 บาท/ลิตร เป็น 3-4 บาท/ลิตรครับ ดังนั้นเงินที่เก็บเพิ่มนี้จะไปเข้ากระทรวงการคลังเป็นรายได้ของแผ่นดินครับไม่ใช่ไปเข้ากองทุนน้ำมันฯ แต่ถึงแม้จะมีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯจริงเงินนั้นก็จะไม่ได้ไปเพิ่มผลกำไรให้กับปตท.แต่อย่างใดเพราะเงินที่เข้ากองทุนน้ำมันฯ จะถูกนำไปใช้จ่ายในการอุดหนุนราคานำเข้าก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพงเพื่อให้ผู้บริโภคในประเทศได้ใช้ก๊าซในราคาถูกอย่างเช่นในปัจจุบัน และถ้าท่านจะมาอ้าง ว่า ปตท. เป็นผู้นำเข้าก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศแต่เพียงผู้เดียว ปตท. ย่อมเป็นผู้ได้ประโยชน์จากเงินอุด หนุนจากกองทุนน้ำมันฯอยู่ดีผมก็อยากให้ท่านไปถามบริษัทจัดจำหน่ายก๊าซรายใหญ่อื่น ๆ ในประเทศว่าทำไมเขาไม่ไปนำเข้าก๊าซเข้ามาเองบ้าง ทั้ง ๆ ที่ไม่มี ก.ม. ห้ามแต่อย่างใด คำตอบก็จะออกมาในทำนองว่าจะไปนำเข้ามาเองให้โง่ทำไมเพราะต้องออกเงินไปก่อนในราคาแพง (ราคาตลาดโลก) แล้วมาขอคืนจากกองทุนฯ ทีหลัง (กว่าจะได้คืน บางทีต้องค้างจ่ายนานตั้ง 4-5 เดือนดอกเบี้ยก็ไม่ได้) สู้ให้ ปตท.แบกภาระนำเข้าไปก่อนตามนโยบายของรัฐบาล แล้วค่อยมาขอซื้อต่อจากปตท.ไม่ดีกว่าหรือ ถ้าท่านจะวิพากษ์อะไร ขอได้โปรดใช้วิจารณญาณหน่อยเถิดครับ ไม่อย่างนั้น แทน ที่จะเป็น ตรรกะบริโภค อย่างที่ท่านตั้งใจจะกลายเป็น อคติพิจารณ์ ไปเสียฉิบ!!!
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ตรรกะบริโภค’ หรือ ‘อคติพิจารณ์’ – พลังงานรอบทิศFacebook Comments -

บริษัทช.การช่างลุยประมูลงานโครงสร้างพื้นฐาน
นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ช.การช่างจำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ช. การช่างมีความพร้อมและสนใจเข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐทุกโครงการและคาดว่าหากมีการเริ่มลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐทั้งโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน รถไฟทางคู่ โครงการทางด่วนและมอเตอร์เวย์โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึก และโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิจะส่งผลให้บริษัทมีผลประกอบการดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรกทั้งนี้รายได้ในปีนี้น่าจะได้33,000ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 30,000 ล้านบาท มีกำไรขั้นต้นที่ 8-10%และในครึ่งปีหลังเชื่อว่าจะสามารถรักษากำไรขั้นต้นไว้ที่ระดับเดิมได้ที่ 10% ได้เนื่องจากยังไม่พบปัจจัยกดดันทั้งด้านราคาวัสดุก่อสร้างและแรงงานอีกทั้งยังเชื่อมั่นว่าการเร่งรัดการลงทุนของภาครัฐ จะผลักดันให้รายได้ของช.การช่าง เพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 30,000 ล้านบาทต่อปี เป็น 40,000 ล้านบาทได้ในอีก 1-2 ปีข้างหน้าสำหรับผลประกอบการของช.การช่าง ในช่วง 6เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมีรายได้รวม 18,044 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 677 ล้านบาท ส่วนแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 3จะมีการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายหุ้นบีเอ็มซีแอล อีกกว่า 1,000 ล้านบาทด้วย ซึ่งปัจจุบันช.การช่างมีงานในมือมูลค่ากว่า 101,000 ล้านบาทโดยงานเหล่านี้จะสร้างรายได้ให้บริษัทในอีก 3-4 ปีข้างหน้าสำหรับความคืบหน้าโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของบริษัทมีความก้าวหน้าตามแผน เช่น งานก่อสร้างสถานีและอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินมีความก้าวหน้า 57.8%งานก่อสร้างสถานีและทางวิ่งรถไฟฟ้าสายสีเขียว ก้าวหน้า 43.8% รวมถึงงานจัดซื้อระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วงซึ่งจะเริ่มผลิตขบวนรถในประเทศญี่ปุ่นในช่วงปลายปีนี้คาดว่าจะส่งมาถึงประเทศไทยในช่วงปลายปีหน้า เพื่อมาติดตั้งและทดสอบระบบ หลังจากการก่อสร้างโครงสร้างโยธาเสร็จแล้ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บริษัทช.การช่างลุยประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานFacebook Comments