Blog

  • เจ้าพ่อไอทีแห่งเอเชีย (4) – โลกาภิวัตน์

    เจ้าพ่อไอทีแห่งเอเชีย (4) – โลกาภิวัตน์

    มังกรจีนอย่างแจ๊คหม่าเป็นนักกลยุทธ์ที่กล้าเสี่ยงและบางครั้งทำอะไรเหมือนคนบ้าบิ่นอย่างเหลือเชื่อ แต่ท้ายที่สุดก็ประสบความสำเร็จ คราวที่แล้วเขาตัดสินใจแยกอาลีเบย์ออกมาดำเนินการเองโดยไม่ได้ขอมติบอร์ดอย่างเป็นทางการ เพื่อรักษาเตาเบา หรืออาลีบาบา ในส่วนรวมเอาไว้เพื่อให้อยู่ได้ แจ๊คหม่าได้เปรียบเปรยว่าการตัดสินครั้งนี้เปรียบได้กับการที่ เติ้ง เสี่ยวผิง ได้ตัดสินใจสลายการชุมนุมที่เทียนอันเหมินไว้ในวันที่ 4 มิถุนายน ปี ค.ศ.1989 หรือเหตุการณ์ 6/4 ที่สำนักข่าวตะวันตกมักจะเอาเรื่องนี้มาเล่นงานจีนตลอดเวลาไม่เคยเลิก แจ๊คหม่า กล่าวว่า เขาเองก็รู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่ตัดสินใจทำเช่นนั้นไปด้วยวิธีการที่ก้าวร้าว แต่เขาก็ได้อธิบายว่าเขาจำเป็นต้องรักษาเตาเบาและอาลีบาบาองค์กรใหญ่ให้อยู่ได้ เลยจำเป็นต้องแยกอาลีเบย์ออกมาควบคุมเอง เพราะสามารถทำกำไรและมาหล่อเลี้ยงเตาเบาและอาลีบาบาใหญ่ให้อยู่รอดปลอดภัยและเติบโตได้ดีขึ้นในอนาคต แจ๊คหม่ากล่าวว่า “ในฐานะซีอีโอของบริษัทไม่ว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นกับอาลีบาบา ไม่ว่าจำเป็นต้องแยก อาลีเบย์ออกมา ถึงจุดนั้นเหมือนกับการที่ เติ้ง เสี่ยวผิงได้ตัดสินใจจัดการกรณีเหตุการณ์ 6/4 ในครั้งนั้น”เพื่อรักษาประเทศจีนใหญ่ในภาพรวมให้สามารถเจริญเติบโตใหญ่ได้ และจำเป็นต้องตัดสินใจสลายการชุมนุมเพื่อไม่ให้ประเทศจีนต้องแตกแยกและอาจจะถึงขั้นล้มละลายได้ แจ๊คหม่าให้สัมภาษณ์ในฮ่องกงกับหนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอนิ่งโพสต์ในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วว่า “ในฐานะที่จะต้องมีหน้าที่สูงสุดในการตัดสินใจของประเทศ ผมเลือกความมั่นคง” และการตัดสินใจของเขาได้รับการสนับสนุนในภายหลัง ในช่วงนั้นบริษัทอาลีบาบามุ่งสู่ตลาดหลักทรัพย์ที่นิวยอร์ก ซึ่งจะมีการขายหุ้นในตลาดครั้งแรกหรือที่เรียกว่าไอพีโอ แจ๊คหม่า จึงได้คิดและมีเวลาที่จะจัดการทรัพย์สมบัติของตนเอง เขาก็ยังคงเป็นประธานกรรมการบริหารผู้มากประสบการณ์ และยังคงดูแลยุทธศาสตร์ภาพรวมของอาลีบาบา ซึ่งแจ๊คหม่าได้ลาออกจากการเป็นซีอีโอในเดือนพฤษภาคมปี ค.ศ.2013 ที่ผ่านมา ในเดือนเมษายนที่แล้วแจ๊คหม่าและไซ ผู้ก่อตั้งบริษัทอาลีบาบาจะบริจาคทุนด้วยมูลค่าสองเปอร์เซ็นต์ของราคาหุ้นของอาลีบาบา ซึ่งมีมูลค่าน่าจะเป็นแสนล้านบาทให้กับมูลนิธิเพื่อส่งเสริมสนับสนุนเงินเพื่อเป็นการริเริ่มเรื่องสิ่งแวดล้อม ยารักษาโรค และการศึกษา ซึ่งจำนวนเงินบริจาคขนาดนี้หาได้น้อยมากในประเทศจีน และการทำเช่นนี้ทำให้ได้เสียงเชียร์สนับสนุนจากคนรักธรรมชาติที่โด่งดังจำนวนมาก “แจ๊คหม่า ไม่ใช่นักธุรกิจประเภทที่จะเก็บเกี่ยวหุ้น เพื่อเป็นสมบัติของตนเอง 90% เพื่อให้เขารวยมหาศาล” นักธุรกิจใหญ่ตะวันตกได้กล่าวไว้ แต่ไม่ขอเปิดเผยชื่อและบริษัท “ในช่วงแรก ๆ ของอาลีบาบาดอทคอม ซึ่งกำลังตั้งตัวใหม่เขาได้ให้เงินทุนสำหรับเด็กนักเรียนไฮสคูลทุกคนที่ทำงานกับเขาเพื่อเรียนต่อ และเขาก็พยายามเลี้ยงดูทุกคนตลอดมา” ชีวิตเศรษฐีจีนแจ๊คหม่าผู้ประสบความสำเร็จด้วยการสร้างอาณาจักรธุรกิจไอทีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยการเป็นนักยุทธศาสตร์และมาจากอาชีพครูสอนภาษาอังกฤษ และมีจิตใจบริจาคเพื่อการกุศลมหาศาลแตกต่างไปจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเริ่มจากเป็นนักไอทีเขียนโปรแกรมคงจะเป็นที่เล่าขานกันทั่วโลกโดยเฉพาะในเอเชีย. รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด boonmark@stammford.edu  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เจ้าพ่อไอทีแห่งเอเชีย (4) – โลกาภิวัตน์

  • กสทช.เร่งเคาะวงเงินจ่ายค่าบอลโลกอาร์เอส

    กสทช.เร่งเคาะวงเงินจ่ายค่าบอลโลกอาร์เอส

    กสทช.เร่งพิจารณาอนุมัติกรอบวงเงิน จ่ายค่าถ่ายทอดบอลโลกให้อาร์เอส ชี้ไม่เกิน 427 ล้านบาท คาดรู้ผลภายในเดือนส.ค.นี้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  เปิดเผยว่า  พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. ได้ให้อนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางสนับสนุนให้ประชาชนได้รับชมฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ที่มีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานสรุปผลเพื่อดำเนินการจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ ให้แก่ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) จากการที่ไม่สามารถดำเนินการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 ได้ตามแผน และให้สามารถดำเนินการถ่ายทอดฟรีทีวีช่องสาธารณะเพื่อให้ประชาชนได้รับชมครบทุกนัดการแข่งขัน ภายใต้กรอบวงเงินไม่เกิน 427 ล้านบาท นำมาเสนอที่ประชุม กสทช. ในวันที่ 15 ส.ค. นี้ เบื้องต้นทางคณะอนุกรรมการฯ ได้แจ้งว่า การพิจารณากำหนดราคาค่าชดเชยที่เหมาะสมและเสร็จทันเข้าพิจารณาของที่ประชุม กสทช. เนื่องจากได้เชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งอาร์เอสมาชี้แจงเรียบร้อยแล้ว   ซึ่งหากที่ประชุม กสทช. อนุมัติวงเงินตามที่ได้จากการเสนอของคณะอนุกรรมการฯ  จะสามารถจ่ายเงินให้แก่อาร์เอส ครบตามจำนวนได้แล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้   ทั้งนี้หากล่าช้ากว่านี้ บริษัทอาร์เอส จะดำเนินการฟ้องร้องได้ เนื่องจาก อาร์เอสได้ทำหนังสือทวงค่าชดเชยดังกล่าวในส่วนที่ 2 หลังได้รับไปแล้ว 120 ล้านบาท สำหรับกรณีดังกล่าว ทางคณะกรรมการวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) ได้มีมติสนับสนุนให้อาร์เอสถ่ายทอดฟุตบอลโลกผ่านฟรีทีวีช่อง 5, 7, 11 ได้ โดยทุกคู่จะได้ถ่ายทอดในระบบความคมชัดมาตรฐานสูง (เอชดี)  โดยเงินที่นำจ่ายให้อาร์เอสเป็นเงินรายได้ที่มาจากเงินค่าปรับ 100 ล้านบาทและเงินจากที่ได้รับโอนจาก กทช.3,000 ล้านบาท เท่านั้น ไม่ได้นำเงินจากส่วน อื่น ๆ มาเกี่ยวข้องแน่นอน.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.เร่งเคาะวงเงินจ่ายค่าบอลโลกอาร์เอส

  • คนใช้น้ำมันรับภาระนานเท่าไร? – พลังงานรอบทิศ

    คนใช้น้ำมันรับภาระนานเท่าไร? – พลังงานรอบทิศ

    สองสัปดาห์มาแล้วที่ราคาน้ำมันเบนซินที่ตลาดสิงคโปร์ลดลง 5.60 $/บาร์เรล (ประมาณ 1.80 บาท/ลิตร) แต่ราคาขายปลีกบ้านเราลดลงเพียง 30 ส.ต. (เฉพาะแก๊สโซฮอล์) ทั้งนี้เพราะคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯเพิ่ม โดยในส่วนของเบนซินเพิ่ม 1.60 บาท/ลิตร และแก๊สโซฮอล์เพิ่ม 1.30 บาท/ลิตร เพื่อเอาไปช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯที่ติดลบอยู่เกือบ 9,000 ล้านบาท มาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการที่ทำกันมาโดยตลอดระยะเวลายาวนานเป็นสิบปี จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนคุ้นเคยกันเสียแล้ว และผู้ใช้น้ำมันก็ก้มหน้าก้มตาใช้น้ำมันกันไป และยอมรับกับมาตรการดังกล่าวโดยไม่มีเสียงบ่นว่าแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามกลับไปตำหนิว่ากล่าวปตท.เสียอีกว่าเป็นต้นเหตุทำให้น้ำมันแพง (ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว ตัวการที่ทำให้น้ำมันมีราคาแพง ก็คือภาษีสรรพสามิตกับเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ) สิ่งที่เกิดขึ้นในสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมของความบิดเบี้ยวและความไม่เป็นธรรมของโครงสร้างราคาพลังงานในบ้านเราที่มีมาเป็นเวลานานนับสิบปี คือ แทนที่ผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์จะได้ใช้น้ำมันในราคาที่ถูกลงลิตรละ 1.60-1.30 บาท ตามกลไกราคาแท้จริง กลับพบว่า ผู้ใช้น้ำมันไม่ได้รับประโยชน์นั้น โดยรัฐไปเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯแทน คำถามก็คือผู้รับประโยชน์จากกองทุนน้ำมันฯคือใคร ซึ่งคำตอบที่ชัดเจนที่สุดก็คือผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีนั่นเอง เพราะค่าใช้จ่ายหลักของกองทุนน้ำมันฯก็คือภาระการอุดหนุนราคานำเข้าก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศปีละกว่า 30,000 ล้านบาท การปรับอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯล่าสุดมีผลให้ผู้ใช้น้ำมันเบนซิน 95 ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฯถึงลิตรละ 11.60 บาท เมื่อรวมภาษีสรรพสามิตบวกภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 11.14 บาท/ลิตร เท่ากับผู้บริโภคต้องจ่ายค่าภาษีบวกกองทุนฯสูงถึง 22.74 บาท/ลิตร หรือเท่ากับ 47% ของราคาขายปลีกทีเดียว ซึ่งแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ล้วนต้องจ่ายในอัตราสูงเช่นเดียวกัน ( 14.41 และ 12.15 บาท/ลิตร ตามลำดับ) ในขณะที่ผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯถึงลิตรละ 2-3 บาท ทำให้สามารถใช้ก๊าซแอลพีจีได้ในราคาถูกเพียงลิตรละ 12.70-13.00 บาท เท่านั้น จึงทำให้มีผู้เปลี่ยนมาใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์เพิ่มขึ้นในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก จนมีปริมาณสูงถึง 1.9 ล้านตันปี พอ ๆ กับการนำเข้าก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศ ทั้งนี้ก็เป็นผลมาจากนโยบายบิดเบือนราคาจากภาครัฐนั่นเอง ในอดีตเราอาจจำยอมต้องยอมรับกับสภาพเช่นนี้ เพราะรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง และพยายามใช้นโยบายประชานิยมเพื่อดึงคะแนนเสียงจากประชาชน โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องเป็นธรรม และผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว แต่ในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของการปฏิรูป ผมอยากให้กำลังใจคสช.ให้มีความกล้าที่จะปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานที่ต้นตอของปัญหา ในเมื่อเห็นกันอยู่แล้วว่าปัญหาของกองทุนน้ำมันที่ติดลบมันเกิดจากอะไร ก็ควรไปแก้กันที่ตรงนั้น ไม่ควรมาล้วงกระเป๋าคนใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไปแก้ปัญหาให้กับคนใช้ก๊าซแต่อย่างใด ยุคนี้เป็นยุคคืนความสุขให้กับประชาชน ผมอยากให้คสช.ลองคิดดูนะครับว่าจะคืนความสุขให้ใครดี ระหว่างคนใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 24.4 ล้านคัน (20.1 ล้านคัน เป็นรถมอเตอร์ไซค์) หรือคนใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์ 1.2 ล้านคัน !!!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คนใช้น้ำมันรับภาระนานเท่าไร? – พลังงานรอบทิศ