Blog

  • 14ส.ค.คมนาคมถก ประจินเคาะงบฯแหล่งเงินทุน3 ล้านล้าน

    14ส.ค.คมนาคมถก ประจินเคาะงบฯแหล่งเงินทุน3 ล้านล้าน

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 14 ส.ค. นี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.) รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. จะเดินทางมาเป็นประธานในการประชุมที่กระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาสรุปการจัดทำงบประมาณและรายเอียดของยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทยปี 58-65 ที่มูลค่ารวมกว่า 3 ล้านล้านบาท  ทั้งนี้จะมีการตัดหรือเพิ่มงบประมาณโครงการทั้งในระบบถนน น้ำ ราง และอากาศ รวมถึงจัดอันดับความสำคัญโครงการเร่งด่วนที่ต้องทำ เช่น ระบบไฟทางคู่ 6 เส้นทาง ถนนทางหลวง รถไฟกึ่งความเร็วสูง ตลอดจนการพิจารณาที่มาแหล่งเงินทุนว่า จะใช้การกู้ หรืองบประมาณจากแหล่งเงินใด และได้ให้สำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เข้ามาร่วมหารือ ถึงการจัดทำกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อระดมทุนใช้ในการก่อสร้างพื้นฐานด้วย นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในการประชุมกับพล อ.อ.ประจิน วันที่ 14 ส.ค.นี้ กระทรวงเตรียมเสนอขอจัดสรรงบประมาณที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนในปี57-58 เพิ่มเติม เพื่อให้โครงการครอบคลุมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมบริเวณ 6 ด่านชายแดนในพื้นที่ 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นตามนโยบาย คสช. ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 5,000 ล้านบาท ส่วนวงเงินภาพรวมทั้งหมดทั้งยุทธศาสตร์ยังระบุไม่ได้ว่าจะใช้เท่าไร เพราะต่อรอการพิจารณาในที่ประชุม รวมถึงการหารือกับสำนักงาบประมาณว่า จะสามารถบรรจุงบเร่งด่วนจำนวน 5,000 ล้านบาท ที่เตรียมจะขอเพิ่มเข้าไปในปีงบประมาณใด   “วันที่ 14 ส.ค. นี้คาดว่าที่ประชุมจะได้ข้อสรุปวงเงินที่ชัดเจนตามแผนยุทธศาสตร์ ว่าจะใช้เงินจำนวนทั้งสิ้นเท่าไร รวมถึงวงเงินในแผนยุทธศาสตร์เร่งด่วนปี 57-58 ด้วย ซึ่งกระทรวงอยากให้สำนักงบประมาณใส่งบเร่งด่วน5,000 ล้านที่เราขอใหม่ เข้าไปในงบเร่งด่วนปีแรก เลย เพราะเป็นจำนวนเงินที่ไม่มาก ซึ่งหากบรรจุเข้าไปได้เลยก็จะทำให้โครงข่ายคมนาคมของประเทศสมบูรณ์ได้ทันทีในปีแรก สามารถเชื่อมต่อการขนส่งไปยังด่านชายแดนได้ครบถ้วน” สำหรับงบเร่งด่วนที่กระทรวงขอเพิ่ม นั้นจะนำไปพัฒนาการคมนาคมขนส่งครบทุกด้านทั้งทางถนน ทางราง และทางน้ำ แต่จะเน้นโครงข่ายทางถนนเป็นหลัก เพื่อให้การคมนาคมขนส่งเชื่อมต่อ6ด่านชายแดน ใน5เขตเศรษฐกิจพิเศษให้ครบถ้วน เช่น โครงการก่อสร้างถนนสายย่อย เชื่อมจากถนนหลวงไปยังด่านชายแดนต่างๆ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 14ส.ค.คมนาคมถก ประจินเคาะงบฯแหล่งเงินทุน3 ล้านล้าน

  • ธุรกิจก่อสร้างแห่เปิดบริษัทใหม่

    ธุรกิจก่อสร้างแห่เปิดบริษัทใหม่

    น.ส. ผ่องพรรณ  เจียรวิริยะพันธ์  อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า  ในเดือน ก.ค. 57 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศจำนวน  5,592 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน  8% และสูงที่สุดในรอบปี ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป,อสังหาริมทรัพย์,ภัตตาคาร,ร้านอาหาร, ขายส่งเครื่องจักร และ ธุรกิจจัดนำเที่ยว เป็นต้น เมื่อรวมทั้งปีคาดว่าจะมีผู้ประกอบธุรกิจมาขอยื่นจดทะเบียน 60,000 – 65,000 ราย  โดยจำนวนนี้เป็นธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไปไม่ต่ำกว่า7,000 รายเพื่อรองรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่และรอประมูลงานในโครงการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า2.4 ล้านล้านบาท “ยอดการจดทะเบียนบริษัทใหม่ในช่วง 7 เดือนของปี (ม.ค. – ก.ค. 57)อยู่ที่ 35,058 รายแม้ว่าจะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18%  สาเหตุมาจากเรื่องความเข้มงวดจากการจดทะเบียนค้าสลากและในช่วงต้นปีมีปัญหาเรื่องของการเมืองแต่เชื่อว่าในช่วงครึ่งหลังของปีผู้ประกอบการรายใหม่ทยอยมาจดทะเบียนมากขึ้นเพื่อรอโครงการใหม่ๆของรัฐบาลเช่น โครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ 6 เส้นทาง วงเงิน 127,472 ล้านบาท”                 น.ส.ผ่องพรรณ กล่าวว่าตั้งแต่มีการจัดตั้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีธุรกิจมาจดทะเบียนจัดบริษัทใหม่กว่า 1.2ล้านราย เงินทุนจดทะเบียน 14 ล้านล้านบาทแต่ปัจจุบันเหลือบริษัทที่ดำเนินกิจการทั่วประเทศจำนวน 568,276 ราย ทุนจำทะเบียน10.79 ล้านล้านบาท   แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 396,842 รายบริษัทมหาชนจำกัด1,061 ราย และห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 170,373 ราย             ส่วนการจดทะเบียนเลิกกิจการในเดือนก.ค. 57 จำนวน 1,477 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6% เมื่อรวม 7เดือน มีการเลิกกิจการทั้งสิ้น 7,327 ราย และทั้งปีน่าจะมีการเลิกกิจการ 15,000ราย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มก่อสร้างอาคารทั่วไป และ อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทั้ง 2กิจการนี้มีการจดทะเบียนเยอะก็ต้องเลิกกิจการจำนวนมากตามไปด้วย โดยปัจจัยหลักๆมาจากไม่มีผลประกอบการเป็นจำนวน40%เนื่องจากไม่สามารถประมูลงานได้ รองลงมาเป็นเรื่องของการขาดทุน และหุ้นส่วนทะเละกัน เป็นต้น                 “ในส่วนของการเลิกกิจการนั้นในปี57 จำนวน 15,000 รายถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เปิดกิจการแล้วก็ต้องปิดสำหรับผู้ที่ไม่มีรายได้และที่สำคัญยังเป็นอัตราที่น้อยกว่าปี 56ที่มีการเลิกกิจการ 17,000 รายซึ่งปัญหามาจากการขาดทุนและสภาพคล่องการเงินไม่ดร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเอสเอ็มอีสายป่านการลงทุนจึงน้อยกว่ารายใหญ่”                ทั้งนี้ที่น่าจับตาคือการจัดตั้งบริษัทรองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะขยายมากขึ้นซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เงินทุน และการจ้างงานเชื่อว่าแนวโน้มการจัดตั้งธุรกิจจะกลับมาเป็นขาขึ้น  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธุรกิจก่อสร้างแห่เปิดบริษัทใหม่

  • ชงใช้มาตรการภาษีกระตุ้นเที่ยวไทย

    ชงใช้มาตรการภาษีกระตุ้นเที่ยวไทย

    นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน สทท.จะเสนอประเด็นสำคัญ คือ การพิจารณาให้คนไทยที่ท่องเที่ยวในประเทศ สามารถนำค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว มาหักเป็นค่าลดหย่อน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้ในวงเงินไม่เกิน 20,000 บาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ  และสร้างรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมายของปี 58 คือ มีรายได้ 800,000 ล้านบาท และ มีจำนวนการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทย 148 ล้านคนต่อครั้ง  ทั้งนี้การลดหย่อนภาษีสำหรับการท่องเที่ยวนั้น จะต้องเป็นการใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างๆ ได้แก่ การเข้าพักในโรงแรมที่ถูกกฎหมาย การใช้บริการบริษัทนำเที่ยวที่จดทะเบียนถูกต้องจากกระทรวงพาณิชย์ โดย สทท.ได้ประเมินว่า หากมาตรการที่เสนอนี้ผ่าน และสามารถอนุมัติใช้ได้ทันที จะช่วยกระตุ้นการเดินทางในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น)  ที่กำลังจะมาถึงได้ และ ควรจะต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มนักท่องเที่ยวเพื่อให้สามารถมีเวลาวางแผนท่องเที่ยวได้ด้วย  “มาตรการการลดหย่อนภาษีเป็นมาตรการ ที่เคยได้รับการอนุมัติสมัยรัฐบาล นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วแต่ ได้รับการอนุมัติแค่เพียง 3 เดือน และลดได้สูงสุด 15,000 บาท ซึ่งก็ยังไม่เห็นผลตอบรับจากประชาชนอย่างชัดเจนมากนัก เนื่องจากระยะเวลาน้อยไป แต่ครั้งนี้หากได้รับการอนุมัติจาก คสช. แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะรายได้จากการท่องเที่ยวจะเพิ่มมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ก็จะถือเป็นการ ทำให้โรงแรมผิดกฎหมายที่เป็นปัญหาใหญ่กับการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน หันมาจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และ เข้าสู่ระบบได้” ด้านนายธเนศ วรศรัณย์ รองประธานสทท. กล่าวว่า  มาตรการลดหย่อนภาษีจะทำให้ภาครัฐอาจเสียรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงถึง 4,000 ล้านบาทต่อปี  แม้จะได้ชดเชยจาก ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) และภาษีนิติบุคคลในส่วนที่เคยอยู่นอกระบบในบางส่วน แต่ทั้งนี้ แม้จะต้องเสียภาษีจากนิติบุคคลธรรมดา แต่รัฐจะได้รับภาษีเงินได้นิติบุคคลจากผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว คือ โรงแรม และ บริษัททัวร์ ที่คนไทยไปใช้บริการ จึงทำให้เมื่อคิดคำนวนแล้ว  รายได้ใกล้เคียงกับภาษีที่เสียไป  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงใช้มาตรการภาษีกระตุ้นเที่ยวไทย