ส้มหล่นจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซเติบโต ไปรษณีย์ไทยครึ่งปีแรกโกยกำไรเพิ่ม คาดสิ้นปีนี้มีกำไร 2 พันล้านบาท จับมือแอร์เอเชีย บริการส่งของแบบด่วนพิเศษถึงผู้รับภายใน 1 วัน น.ส.อานุสรา จิตต์มิตรภาพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) กล่าวว่า ครึ่งปีแรก ปณท. มีรายได้ 10,642.50 ล้านบาท กำไรเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 852 ล้านบาท ซึ่งรายได้หลักก็ยังคงเป็นในส่วนของอีเอ็มเอส ซึ่งในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปี 57 คาดว่าจะมีกำไรที่ 2,000 ล้านบาท จากธุรกิจสื่อสาร อาทิ จดหมาย ไปรษณียบัตร ของตีพิมพ์ ธุรกิจบริการด้านการขนส่งสิ่งของ อาทิ บริการอีเอ็มเอส โลจิสโพสต์ ธุรกิจค้าปลีก อาทิ ตราไปรษณียากร บริการเพย์ แอด โพสต์ บริการอร่อยทั่วไทยและธุรกิจการเงิน อาทิ บริการธนาณัติออนไลน์ บริการรับชำระ บริการสำรองตั๋วไทยทิคเก็ตเมเจอร์ บริการเวสเทิร์นยูเนี่ยน และค่าบริการสินค้าฝากขาย จากการที่อีคอมเมิร์ซมีการเติบโต 20% ของตลาด ทำให้บริการไปรษณีย์แบบอีเอ็มเอสมีมากขึ้นด้วย เพราะต้องการการจัดส่งที่รวดเร็ว โดยวางฐานการขนส่งทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ดังนี้ 1. โลจิสโพสต์ ซึ่งมีน้ำหนักสูงสุด 200 กก. ส่งถึงที่ทำการไปรษณีย์ปลายทางภายใน 5-7 วันทำการ 2.โลจิสโพสต์ พลัส ซึ่งเป็นการนำจ่ายภายใน 3 วัน และโลจิสโพสต์ระหว่างประเทศ เปิดให้บริการ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ 89 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ประเทศปลายทางที่เปิดบริการ 32 ประเทศ อาทิ อเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น อิตาลี จีน ลาว พม่า เวียดนาม เป็นต้น ล่าสุด ไปรษณีย์ไทยได้ร่วมมือกับแอร์เอเชีย เปิดบริการ อีเอ็มเอส ซูปเปอร์สปีด ส่งสิ่งของในประเทศด้วยความเร็วด่วนพิเศษ มาตรฐานการนำจ่ายในวันเดียวกันกับวันรับฝาก สามารถตรวจสอบสถานะของสิ่งของได้ตลอดเส้นทางผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนด้วยแอพ Track&Trace และเว็บไซต์ www.thailandpost.co.th ได้ตลอด 24 ชม. ซึ่งเจ้าหน้าที่จะโทรฯ นัดหมายผู้รับ พร้อมโทรฯ แจ้งผู้ส่งเมื่อผู้รับได้รับของแล้ว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธุรกิจอีคอมเมิร์ซโตไปรษณีย์ไทยกำไรเพิ่ม
Blog
-

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซโตไปรษณีย์ไทยกำไรเพิ่ม
Facebook Comments -

พฤติกรรมใช้เน็ตของคนไทย ก้มหน้าบนมือถือวันละ7ชม.
ไม่แปลกหากจะเรียกว่า “ยุคสังคม ก้มหน้า” เนื่องจากตัวเลขพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยปี 2557 เฉลี่ยสูงถึงวันละ 7.2 ชั่วโมง หรือคนใช้เวลาเกือบ 1 ใน 3 ของวันเพื่อใช้งานอินเทอร์เน็ต ส่วนใหญ่ใช้งานบนสมาร์ทโฟน ที่แลกมาพร้อมกับภัยสุ่มเสี่ยงความไม่ปลอดภัย นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA (สพธอ) ระบุว่า พฤติกรรมคนใช้งานสังคมออนไลน์สูงขึ้น โดยจากผลสำรวจพบว่า เฟซบุ๊ก ครองอันดับ 1 ส่วนรองลงมาคือ ไลน์ กูเกิลพลัส อินสตาแกรม และทวิตเตอร์ การเติบโตของพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ มาพร้อมกับสุ่มเสี่ยงการเกิดมิจฉาชีพ เมื่อการพูดคุยถูกเปลี่ยนมาสู่กิจกรรมด้านข้อมูล เช่น เช็กอินผ่านเฟซบุ๊กเพื่อบอกว่าทำอะไร ที่ไหน การแชร์ คือ โพสต์ภาพ แชร์ภาพที่เป็นส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะการเซลฟี่ หรือการถ่ายรูปตัวเอง เปิดเผยพิกัดหรือสถานที่ให้เป็นสาธารณะที่คนอื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้ นอกจากนี้พฤติกรรม ไม่เคยเปลี่ยนรหัสผ่านทุก ๆ 3 เดือนสูงถึง 75% การให้ข้อมูลส่วนตัวต่อเว็บไซต์ที่ใช้บริการ ไม่กำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูล ไม่อ่านเงื่อนไขการให้บริการ ไม่ตรวจสอบสอบการแชร์ ส่งต่อภาพ ข้อความ ว่ามาจากแหล่งใดก่อน และสุดท้ายที่ไม่ควรไว้วางใจคือ การบอกรหัสผ่านให้กับผู้อื่นทราบ ที่ล้วนแต่สุ่มเสี่ยงต่อการจับตามองของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่แฝงตัวอยู่บนโลกออนไลน์ เพื่อหวังทรัพย์สิน เงินทอง หรือแม้กระทั่งชีวิตในขณะที่การใช้งานอินเทอร์เน็ต อย่างการช้อปสินค้าออนไลน์สั่งซื้อผ่านสมาร์ทโฟน มี 38% แต่กลับมีการทำธุรกรรมโอนเงินเพื่อชำระสินค้ามีเพียง 29% ซึ่งอาจเป็นตัวการันตีได้ว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจในระบบความปลอดภัยด้านชำระค่าบริการ ส่วนพฤติกรรมช้อปออนไลน์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง คือ ซื้อสินค้าและบริการที่แพง จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต ส่วนคนที่ซื้อสินค้าและบริการราคาถูกจะโอนเงินผ่านธนาคาร ส่วนคนที่ชอบโอนเงินมากกว่า 50,000 บาท ได้ทำธุรกรรมผ่านมือถือ โดยเข้าผ่านหน้าเว็บไซต์ของธนาคารมากกว่าการเข้าจากแอพพลิเคชั่น ซึ่งอาจจะเป็นส่วนหนึ่งการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงให้บอกเลขที่บัตรเครดิต หรือเลขที่บัญชีธนาคารผ่านเว็บไซต์ที่ทำเลียนแบบ อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้ใช้งานตรวจสอบอย่างละเอียด ขอให้สังเกตตัวอักษร สี ต่าง ๆ เนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพพวกนี้ที่ทำเลียนแบบได้เหมือนมาก และให้ตระหนักถึงเรื่องความปลอดภัยในการทำธุรกรรมต่าง ๆ เนื่องจากแนวโน้มการซื้อออนไลน์มีอัตราสูงขึ้น แม้จะถูกเรียกว่า “สังคมก้มหน้า” แต่สิ่งที่ยุคนี้ต้องพึ่งระวังถึงความปลอดภัยการใช้งาน เนื่องจากเมื่อเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต โซเชียล มีเดีย เติบโตมากเท่าไหร่ อาจจะเป็นช่องว่างให้กลุ่มมิจฉาชีพหากินได้ง่าย. สุรัสวดี สิทธิยศ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พฤติกรรมใช้เน็ตของคนไทย ก้มหน้าบนมือถือวันละ7ชม.Facebook Comments -

จับตาสินค้าพาเหรดปรับราคา รับคสช.ขึ้นเงินเดือนราชการ
แม้..นโยบายการปรับขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการชั้นผู้น้อย 8% พร้อมกับการปรับขึ้นเงินค่าครองชีพเป็น 2,000 บาท ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. ที่ต้องการคืนความสุขให้กับบรรดาข้าราชการชั้นผู้น้อย จะมีอันต้องเลื่อนออกไปก่อน ด้วยเป็นเพราะการจัดทำข้อมูลและกระบวนการขั้นตอนที่อาจยุ่งยากมากมาย จนหน่วยปฏิบัติอย่างกระทรวงการคลัง ไม่สามารถดำเนินการได้ทันในต้นปีงบประมาณ 58 หรือภายในวันที่ 1 ต.ค. 57 ก็ตาม แต่ใช่ว่า! การคืนความสุขในครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้น แต่อาจต้องใช้เวลาสักระยะ โดยสามารถดำเนินการได้ในเดือนเม.ย.58 หรือต้นไตรมาสสาม ของปีงบประมาณ 58 ซึ่งก็ทำให้บรรดาข้าราชการชั้นผู้น้อยได้วาดฝันล่วงหน้าไปแล้วว่าจะมีเงินออมในการสร้างอนาคตให้ตัวเอง…หรืออย่างน้อยก็สามารถนำเงินเดือนและเงินค่าครองชีพที่ได้รับขึ้นรอบนี้ ไปปลดหนี้ เพราะจากผลสำรวจของหลายสำนักต่างพบว่า ครอบครัวข้าราชการไทยจะมีหนี้สินเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าครัวเรือนละ 1 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก หวังเศรษฐกิจพุ่ง 5% ต้องยอมรับว่า “คสช.” ได้คืนความสุขให้กับคนในชาติ เพราะการขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการชั้นผู้น้อย ทั้งนี้ข้อดีของผลที่ตามมาจากการปรับเงินเดือนข้าราชการ นอกเหนือจากความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้วยังพบว่า ยังมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตรง ๆ กว่า 20,000 ล้านบาท ที่สำคัญเงินที่ว่ายังเข้าไปหมุนในระบบอีกไม่ต่ำกว่า 2-3 รอบ สุดท้ายแล้วเมื่อมีเงินหมุนในระบบก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 58 เติบโตมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเท่าที่ประเมินเชื่อกันว่าจะเติบโตได้ถึง 5% อย่างไรก็ตามหากพิจารณาภาพรวมของการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ในแต่ละครั้งใช่ว่าจะมีแต่ผลดีเท่านั้น เพราะเวลานี้ในแต่ละปีรัฐบาลต้องใช้เงินภาษีจ่ายเงินเดือนข้าราชการในแต่ละปีประมาณ 6 แสนล้านบาท จึงมีการตั้งคำถาม? ว่า การทำงานที่ผ่านมามีความคุ้มค่าหรือไม่? เพราะหากข้าราชการทำงานดี…ทำงานเต็มที่…แล้ว คนไทยคงไม่มีใครติดใจ กระทบเงินเฟ้อน้อย แต่ขณะเดียวกันนอกจากเรื่องของแหล่งเงินที่ใช้แล้ว ยังมีปัญหาเรื่องของผลกระทบต่อเสถียรภาพราคาหรืออัตราเงินเฟ้อของประเทศ โดยการปรับขึ้นเงินเดือนในครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาประเมินไว้เบื้องต้นว่าเป็นปัญหาน้อยมาก เพราะมีผลเพียง 0.05% เท่านั้น แม้เป็นตัวเลขที่ไม่มากนัก เพราะการคำนวณเงินเฟ้อน้ำหนักส่วนใหญ่ อยู่ที่ราคาน้ำมันและอาหารสด แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าสูตรการคำนวณเงินเฟ้อ…คือ เรื่องของจิตวิทยาและการฉวยโอกาส ที่เชื่อได้ว่าจากนี้ไปไม่นาน ราคาสินค้าโดยเฉพาะพวกอาหารจานด่วน ขนมนมเนยต่าง ๆ จะพาเหรดปรับขึ้นราคาไปรอก่อนหน้าแน่นอน จานด่วนขึ้นราคาแน่ โดยเฉพาะอาหารจานด่วน หรือ ก๋วยเตี๋ยว เวลาปรับราคาคงไม่มีพ่อค้าแม่ค้ารายใดปรับครั้งละ 1 สลึงหรือ 2 สลึงต่อจานตามสัดส่วนที่กระทรวงพาณิชย์นำมาคำนวณเงินเฟ้อ แต่เวลาปรับราคาครั้งหนึ่งอย่างน้อยก็ต้องแตะหลัก 5 บาท หรือ 10 บาทต่อจาน ซึ่งเรียกว่าการค้าแบบกำไรเกินควรและมีให้เห็นกันบ่อยครั้งในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ขณะที่สินค้าจากโรงงานอุตสาห กรรม ไม่ว่าจะเป็นแชมพู ยาสีฟัน ครีมนวดผม ครีมอาบน้ำ และอาหารแปรรูปอื่น ๆ ที่บรรจุในซองหรือกระป๋อง เป็นต้น ก็จะมีวิธีการที่ปรับตัวแบบชาญฉลาดในการหลีกเลี่ยงนโยบายการควบคุมราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์แบบเนียน ๆ และกว่าที่ผู้บริโภคได้รู้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะผู้บริโภคจำนวนมากไม่ค่อยได้อ่านฉลากสินค้าที่ติดไว้ข้างกล่องหรือซอง เร่งปรับกลยุทธ์ใหม่ ส่วนกลยุทธ์นั้นผู้ผลิตบางรายใช้วิธีปรับลดขนาดบรรจุและเปลี่ยนหีบห่อสินค้าให้เล็กลงแต่คงราคาขายเดิม เช่น สินค้าบรรจุซอง 1 แพ็ก จะมี 20 ซองลดเหลือ 18 ซองแล้วขายราคาเท่าเดิม หรือลดปริมาณสินค้าแต่ขายในราคาเดิม ซึ่งตรงนี้ผู้บริโภคมีแต่ขาดทุนอย่างเดียว ทั้งนี้เท่าที่สอบถามผู้ที่อยู่ในวงการผลิตสินค้าต่างยอมรับว่าในกลยุทธ์ลดขนาดเริ่มทำกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น เมื่อมีการเฝ้าจับตาของสื่อและผู้บริโภคเกี่ยวกับราคาสินค้า ทำให้ผู้ผลิตเริ่มปรับลูกเล่นหนีไปอีก อาทิ ปรับสูตร เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนรุ่น เพื่อตั้งราคาขายใหม่ที่ดีกว่าเดิม หรือราคาเดิมแต่ปริมาณลดลง สาเหตุที่ผู้ผลิตสินค้าแจ้งการปรับลดขนาดสินค้าลง และขึ้นราคาขายส่งในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นเพราะที่ผ่านมารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยควบคุมราคาสินค้าหรือไม่ให้มีการปรับราคาสินค้า แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามลดขนาดสินค้า ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้น…ประชาชนที่มีรายได้น้อยคือ การนำนวัตกรรมเข้ามาเสริมการพัฒนาสินค้าและผู้ประกอบการต้องปรับราคาสินค้า หรือเพิ่มปริมาณสินค้าแล้วปรับราคา จากนั้นจะลดปริมาณการผลิตสินค้าเดิมลงจนผู้บริโภคหาซื้อได้ลำบาก สุดท้าย…ต้องจำใจควักเงินในกระเป๋าเพิ่มเพื่อซื้อสินค้าที่ผู้ประกอบการบวกนวัตกรรมทั้งที่สินค้าบางประเภทมีคุณภาพและรสชาติไม่ต่างจากเดิม ผู้บริโภครับกรรมเสมอ ดังนั้นภาพรวมจึงหนีไม่พ้นว่าผู้บริโภคต้องแบกรับกรรม เพราะแม้ว่าราคาจะไม่ขึ้นแต่เมื่อปริมาณสินค้าลดลงก็เท่ากับว่าเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แม้ผู้ประกอบการต่างยืนยันไม่ขึ้นราคาสินค้าเพราะให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อตรึงราคาสินค้า แต่หากผู้บริโภคติดตามอย่างใกล้ชิดก็จะเห็นกลยุทธ์มากมาย ทั้งการออกสินค้าใหม่ บรรจุภัณฑ์ หรือแพ็กเกจจิ้งใหม่ สินค้ารสชาติใหม่ และเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่สู่ตลาดที่มีลูกเล่นอื่น ๆ อีกมากที่ยังไล่ไม่ได้ตามไม่ทัน วิธีการเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องยื่นเรื่องต่อกรมการค้าภายใน เพื่อขอปรับราคาขาย เพียงแต่แจ้งไปที่กรมการค้าภายในว่าเป็นสินค้าใหม่ที่ต้องกำหนดราคาขายใหม่ก็แค่นั้น…จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นบรรดาผู้ประกอบการต่างออกสินค้าใหม่กันจำนวนมาก พร้อมกับการกำหนดราคาขายใหม่ที่แพงขึ้น จากการเป็นสินค้านวัตกรรม สุดท้ายทั้งหมดแล้ว เงินเดือนข้าราชการที่ปรับขึ้นแม้จะเป็นผลดีกับข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่ขณะเดียวกันก็ซ้ำเติมประชาชนคนไทยเข้าให้ด้วยเช่นกัน! และยังไม่นับรวมถึงการที่สินค้าที่ถูกตรึงราคาไว้ก่อนหน้านี้ ที่เชื่อว่าเมื่อหมดสัญญาใจกับ คสช.หมดสัญญาใจกับกระทรวงพาณิชย์ ในสิ้นปี 57 ต้องพาเหรดปรับราคาเพิ่มขึ้นไปแน่นอน ทั้งนี้ ต้นปีหน้าก่อนการปรับขึ้นเงินเดือน 3 เดือน ดูเหมือนทุกสิ่งจะเปิดทางให้ปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น จากเหตุผลเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่ารัฐบาลใหม่คงมีโครงการลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก ขณะที่ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจซบเซา ทำให้สินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรมไม่กล้าปรับราคา เพราะเกรงว่าจะขายไม่ได้ เมื่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับคืนมาสินค้าเหล่านี้ก็พร้อมที่จะขึ้นราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนจากวัตถุดิบและการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน นอกจากนี้จากการขึ้นเงินเดือนข้าราชการชั้นผู้น้อย ก็หนีไม่พ้นที่ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ ต่างต้องร้องขอด้วยเช่นกัน ซึ่งจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้นก็ยิ่งเพิ่มต้นทุนให้กับราคาสินค้า โดยเฉพาะค่าจ้างในส่วนของภาคเอกชนหากปรับแบบก้าวกระโดดอีกครั้งเชื่อได้แน่ว่าอนาคตของอุตสาหกรรมไทยอาจพลิกผัน และเชื่อได้แน่ว่าผู้ประกอบการเหล่านี้คงหันไปหาแรงงานจากที่อื่นที่มีราคาถูกกว่า สุดท้ายหนีไม่พ้นการย้ายฐานการผลิตออกไปจากไทย มาถึงจุดนี้! ไม่มีใครปฏิเสธว่า “การขึ้นเงินเดือน” ไม่ใช่เรื่องดี แต่การคืนความสุขเพียงเท่านี้คงไม่พอ แต่ต้องคำนึงถึงโครงสร้าง คำนึงถึงระบบแบบครบวงจร เพราะไม่เช่นนั้นการคืนความสุขที่ว่า…คงไม่ได้ช่วยให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยหลุดพ้นจากการเป็นหนี้ได้. มนัส แวววันจิตร
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จับตาสินค้าพาเหรดปรับราคา รับคสช.ขึ้นเงินเดือนราชการFacebook Comments