นายเปรมประชา ศุภสมุทร กรรมการ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกยศ.จะประชุมในสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณาแนวทางการจัดสรรเงินกองทุนกยศ.ให้กับนักเรียน – นักศึกษา ในปีการศึกษา57 ทั้งรายเก่า และรายใหม่ 818,000 ราย หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เห็นชอบให้โอนเงินจากโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน (เอสเอ็มแอล) วงเงิน 5,700 ล้านบาท และกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการในหมู่บ้านและชุมชน วงเงิน 3,000 ล้านบาท วงเงินรวม 8,700 ล้านบาท มาให้กยศ. ทำให้ในปี 57 กยศ. มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายให้กับผู้กู้ โดยเฉพาะรายใหม่ที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณา 204,000 รายขณะเดียวกัน ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมจะสรุปผลการพิจารณารายชื่อผู้กู้ที่ผ่านการพิจารณาในรอบปีการศึกษา 57 หลังผ่านการตรวจสอบ และสัมภาษณ์จากเจ้าหน้าที่ กยศ. แล้ว ขณะเดียวกัน ในส่วนของผู้กู้รายเก่า ทั้งนักศึกษาชั้นปีที่ 2-4 และนักเรียนปวช.และปวส. ที่ยื่นความประสงค์ขอกู้เงินต่อนั้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณาเอกสาร คาดว่าจะสรุปได้ทันและเสนอเข้าสู่ที่ประชุมภายในสัปดาห์หน้าได้“เดิมกยศ.ไม่มีเงินเพียงพอจ่ายให้กับผู้กู้ในปี57 ซึ่งค้างอยู่ 3,600 ล้านบาท ทำให้ต้องไปหารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อขอเปลี่ยนแปลงรายงานงบประมาณใหม่ โดยนำงบประมาณเรื่องการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่จะทำในปี 57 ประมาณ 3,000 ล้านบาท มาใช้จ่ายก่อน แล้วปี 58 แล้วค่อยตั้งงบประมาณมาคืนให้ แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว และเป็นข่าวดีของนักศึกษาใหม่ ที่จะได้เข้ามากู้เงินเรียนได้ ส่วนเงินที่เหลือจากที่ใช้ในปี 57อีก 5,000 บาท ในปี 58 ต่อไปก็ตั้งงบประมาณลดลงตามเงินที่เหลือ”ทั้งนี้ในส่วนของการแก้ปัญหาของผู้ที่ยังไม่ชำระเงินกู้คืนนั้น กยศ.อยู่ระหว่างการพิจารณาออกมาตรการทวงคืนที่เข้มข้นขึ้น จากเดิมจะแจ้งหนี้ในช่วงที่ผู้กู้ยืมจะครบกำหนดที่ต้องชำระหนี้คืนเท่านั้น และถ้าไม่จ่ายจะมาตามอีกครั้ง โดยกยศ.จะมีใบแจ้งหนี้ผู้ครบชำระทุกปี เพื่อเป็นการเตือน และในอนาคตอาจต้องกำหนดให้ผู้ที่ยืนเรื่องขอกู้ต้องเข้าเครดิตบูโรด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเบี้ยวจ่ายหนี้เกิดขึ้นนอกจากนี้ยังขอความร่วมมือจากภาคเอกชนที่เป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย ในการตรวจสอบประวัติของผู้สมัครงานใหม่หาก พบว่า ผิดนัดชำระหนี้กองทุน กยศ.ก็อาจพิจารณาไม่รับเข้าทำงาน ขณะเดียวกันกยศ.ยังมีแนวทางจัดอันดับสถานศึกษาโดยใช้ข้อมูลของการชำระเงินกู้คืนของนักเรียน- นักศึกษาที่จบการศึกษาไปแล้ว หากผิดชำระหนี้มากก็จะโดนลดวงเงินที่จะปล่อยกู้ลง ซึ่งทำให้นักเรียน– นักศึกษาที่เป็นรุ่นน้องเสียโอกาสจึงอยากให้ผู้กู้เงินจากกองทุน กยศ.ตระหนักในส่วนนี้ด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กยศ.ถกจ่ายเงินกู้เรียนใหม่
Blog
-

กยศ.ถกจ่ายเงินกู้เรียนใหม่
Facebook Comments -

เล็งออกพันธบัตรออมทรัพย์ปีงบ 58
น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สบน.จะไม่พิจารณาแนวทางการออกพันธบัตรออมทรัพย์เพิ่มเติม ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากช่วงต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ได้ออกพันธบัตรดังกล่าว วงเงิน 30,000 ล้านบาท รวมทั้ง ขณะนี้เป็นช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 57 ซึ่งได้วางแผนการระดมทุนโดยการออกพันธบัตรรัฐบาล เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้เงินของภาครับไว้หมดแล้วทั้งนี้ เบื้องต้นจะพิจารณาการออกพันธบัตรออมทรัพย์เพิ่มเติมในช่วงปีงบประมาณ 58 แทน โดยการดำเนินการดังกล่าวต้องให้สอดคล้องกับแผนการใช้เงินและโครงการลงทุนต่าง ๆ ของภาครัฐด้วย โดยระหว่างนี้จะมีการศึกษาข้อมูลและรายละเอียดเบื้องต้นก่อนจะมีการพิจารณาถึงความเหมาะสมทั้งวงเงิน และอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง“ขณะนี้เป็นไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2557 แล้ว การระดมทุนต่าง ๆ เราวางแผนตายตัวไปหมดแล้ว ซึ่งทั้งหมดสอดคล้องกับความต้องการใช้เงินของประเทศ ดังนั้นการจะออกพันธบัตรออมทรัพย์เพิ่มเติมอาจไม่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องเลื่อนระยะเวลาการพิจารณาออกไปเป็นปีงบประมาณหน้า ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องมาดูถึงความเหมาะสม ทิศทางและความต้องการของตลาดด้วย” สำหรับการออกพันธบัตรออมทรัพย์ รุ่นอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.25% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.75% ต่อปี วงเงินรวม 3 หมื่นล้านบาทนั้น ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยสามารถขายพันธบัตรดังกล่าวให้ประชาชนได้หมดภายในระยะเวลา 5 วัน สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นกับพันธบัตรรัฐบาล ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์ รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.75% ต่อปีนั้น ได้รับการตอบรับสูงสุด โดยมีประชาชนสนใจเข้าซื้อคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% และในส่วนนี้มีผู้สูงอายุสนใจเข้าลงทุนสูงถึง 1.6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 55% ของยอดเงินที่ระดมทุนทั้งหมด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งออกพันธบัตรออมทรัพย์ปีงบ 58Facebook Comments -

กลับลำ”ธนารักษ์”ชี้เหรียญสิบปี 33 มี 100 เหรียญจริง
เมื่อวันที่ 10 ส.ค. กลายเป็นกระแสทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปแล้ว สำหรับเรื่องเหรียญ 10 บาท ที่ไม่ได้มีมูลค่าแค่ตามจำนวนดังกล่าว หลังหนุ่มเจ้าของร้านปาหนันจิวเวลรี่ ประกาศผ่านเฟซบุ๊กขอรับซื้อเหรียญ 10 บาท ที่ผลิตเมื่อปี พ.ศ.2533 ด้วยมูลค่า 1 แสนบาทต่อหนึ่งเหรียญ เนื่องจากระบุว่าเหรียญสิบปีนั้นมีผลิตแค่ 100 เหรียญเท่านั้น ทำให้ประชาชนทั่วหองระแหงต่างต้องรีบงัดเหรียญ 10 บาท ที่พกติดตัวอยู่มาตรวจดูว่าเป็นปีอะไร เพื่อหวังจะได้เป็นลาภลอยมีมูลค่ามหาศาล สร้างกระแสข่าวครึกโครมเป็นอย่างมากกระทั่ง นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ ให้สัมภาษณ์กลบกระแสไฟลุกโชน ว่า กรมธนารักษ์ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วว่า ปี พ.ค.2533 ไม่ได้มีเหรียญ 10 บาท แค่จำนวน 100 เหรียญเท่านั้น เนื่องจากเมื่อปี 2533 ได้ซื้อเหรียญ 10 บาทสำเร็จรูปมาจาก บริษัทโอลินบราส ประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวนถึง 50 ล้านเหรียญเลยทีเดียว จึงเป็นแค่ข่าวลือ นอกจากนั้น นายวีระวุฒิ ศรีเปารยะ รองอธิบดีด้านเหรียญกษาปณ์ ยังตอกย้ำเพิ่มเติมอีกว่า การผลิตเหรียญแต่ละครั้ง เฉลี่ยต้องผลิตไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญแน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าจะมีแค่ 100 เหรียญ คงเป็นเรื่องยากช่วงเย็นวันเดียวกัน นายนริศ ได้ออกมาเปิดเผยกรณีดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งต่างจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก โดยกล่าวว่า การผลิตเหรียญกษาปณ์จำนวน 100 เหรียญนั้น มีความเป็นไปได้ หากจำนวนสั่งผลิตในแต่ละรอบมีการผลิตไว้ปริมาณมากๆในปีก่อนหน้า และจำเป็นจะต้องผลิตให้เต็มจำนวนในปีถัดไป โดยบางกรณีอาจเป็นการชดเชยการผลิตเหรียญราคาอื่นได้ ซึ่งขณะนี้ กรมธนารักษ์ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ เพราะเจ้าหน้าที่ดูแลสายงานผลิตเหรียญกษาปณ์ติดราชการอยู่ต่างประเทศ สัปดาห์หน้าถึงจะรู้ชัด"แต่เบื้องต้นพบว่า ได้มีการหาแหล่งจัดซื้อจัดหาเหรียญตัวเปล่าและเหรียญสำเร็จรูปชนิดราคา 10 บาท ในปี 2532 เป็นจำนวน 100 ล้านเหรียญ และปี 2533 จำนวน 20 ล้านเหรียญจริง เพียงแต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าการผลิตเหรียญจำนวนนั้น มีการตีตราผลิตไว้ว่าเป็นปีใด อาจไม่ได้ตีตราปี 2533 ไว้ทั้งหมด ดังนั้นข้อสันนิษฐานเหรียญ 10 บาท ปี 2533 มีแค่ 100 เหรียญนั้นก็มีความเป็นไปได้ เพราะบางครั้งการผลิตเหรียญอาจใช้วิธีผลิตให้เต็มจำนวน ยกตัวอย่าง ปีนั้นต้องผลิตเหรียญ 1 ล้านเหรียญ ในส่วนของเหรียญบาท, เหรียญ 50 สตางค์, เหรียญ 25 สตางค์, แต่ปรากฎว่าการผลิตขาดไป 100 เหรียญ ดังนั้นก็เลยผลิตเหรียญ 10 บาท เพิ่มเติมเข้าไปให้เต็ม" อธิบดีกรมธนารักษ์ เผยผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเอกสารการผลิตเหรียญกษาปณ์ย้อนหลังของกรมธนารักษ์ พบว่ายังมีการลงข้อมูลที่ไม่ตรงกันอยู่ โดยรายงานแผนการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนพระบรมรูปรัชกาลที่ 9 รูปพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม มีการลงข้อมูลการผลิตเหรียญ10 บาท เพื่อใช้หมุนเวียนในปี 2533 ที่จำนวน 100เหรียญจริง ตามที่เป็นกระแสข่าวอยู่ในสังคมโซเชียล ส่วนในปี2532 มียอดผลิต 100 ล้านเหรียญ แต่ขณะเดียวกัน รายงานประจำปี 2533 ของกรมธนารักษ์ กลับระบุข้อมูลการผลิตเหรียญกษาปณ์ทั้งหมดในปี 2533 ว่าเหรียญชนิดราคา 10 บาท มีจำนวนผลิตถึง 100 ล้านเหรียญ ทำให้ยังเป็๋นที่สับสนว่าข้อมูลใดถูกต้องกันแน่ ซึ่งกรมธนารักษ์ก็ยังไม่สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงในรายละเอียดได้ และขอเวลาตรวจสอบอีกครั้งล่าสุดช่วงค่ำ นายนริศ ได้ตอกย้ำความชัดเจนอีกครั้งว่า หลังตรวจสอบข้อมูลเหรียญอย่างละเอียดด้วยการถามอดีตรองอธิบดีฝ่ายเหรียญในสมัยนั้น ทำให้ยืนยันได้ว่า การผลิตเหรียญ 10 บาท ปี 2533 มีแค่ที่ 100 เหรียญจริงๆ เป็นการนำไปแจกให้ผู้ร่วมงานเหรียญกษาปณ์ในประเทศอังกฤษ โดยการแจกดังกล่าวเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่าไทยผลิตเหรียญ 10 บาทแล้ว เพราะสมัยนั้นยังไทยยังใช้ธนบัตร 10 บาทอยู่"คิดว่าเหรียญ 10 บาทปี 2533 คงหายากในไทย เพราะนำไปแจกในเวลานั้นเกือบหมด ส่วนใหญ่น่าจะไปอยู่ในมือนักสะสมในต่างประเทศ และก็ยังไม่แน่ใจว่าในกรมจะยังมีเหลือหรือไม่ โดยการนำเข้าเหรียญดังกล่าวในช่วงปี 2532-2533 เพื่อเตรียมพร้อมว่าไทยจะเลิกใช้แบงก์ 10 ครับ" ข่าวที่เกี่ยวข้อง "ธนารักษ์"ยันเหรียญสิบปี 33 มี 50 ล้านเหรียญ ฮือฮารับซื้อเหรียญ10บาทปี2533 ราคา1แสนบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กลับลำ”ธนารักษ์”ชี้เหรียญสิบปี 33 มี 100 เหรียญจริงFacebook Comments